- หน้าแรก
- มหาจักรพรรดิครองแดนเซียน
- บทที่ 17 ปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย
บทที่ 17 ปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย
บทที่ 17 ปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย
บทที่ 17 ปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย
"อะไรนะ?! อาศรมมหาจักรพรรดิทั้งเก้าแห่งงั้นรึ?!"
น้ำเสียงแห่งความตกตะลึงซึ่งเจือไปด้วยความกังขาได้ดังกระฉ่อนไปทั่วสวรรค์ชั้นเก้า สั่นสะเทือนหมู่เมฆาจนเกิดเป็นระลอกคลื่น!
ณ ท้องพระโรงของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ฉางชิง เฉินอวี่คุกเข่าลงข้างหนึ่ง เหล่าท่านโหวและผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมดในโถงต่างหันสายตาไปมองเขา ส่งผลให้เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มหน้าผากของเฉินอวี่
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไม่หยุดหย่อน ราวกับเรือลำน้อยที่ลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นอันเกรี้ยวกราด
บนบัลลังก์ ชายวัยกลางคนผู้สวมมงกุฎทองคำและชุดหลงเปาสีเหลืองทองจ้องมองมาที่เฉินอวี่ นัยน์ตาของเขาวูบไหวไปด้วยความคลางแคลงใจและความโลภ
"เรื่องที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงแน่รึ? มีอาศรมมหาจักรพรรดิถึงเก้าแห่งจริงๆ ใช่หรือไม่?"
เฉินอวี่สะดุ้งตัวและรีบตอบกลับทันที "กราบทูลองค์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ มีอาศรมมหาจักรพรรดิทั้งเก้าแห่งอยู่จริง และหลี่ชิงจวินยังได้นำแห่งหนึ่งมาเป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศในงานประลองครั้งนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
"กระหม่อมขอวิงวอนให้องค์ศักดิ์สิทธิ์รีบส่งกองทัพไปบดขยี้ราชวงศ์ต้าเฟิงก่อนที่ผู้อื่นจะชิงลงมือพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำกล่าวนั้น สีหน้าของเยี่ยนเมิ่งชิงก็แปรเปลี่ยนไปมาอย่างยากจะคาดเดา ในแววตาของเขาปรากฏความลังเลอยู่บ้าง "เหล่าเสนาบดี พวกท่านมีความเห็นเช่นไร?"
บรรดาท่านโหวและผู้บัญชาการกองทัพเบื้องล่างต่างมองหน้ากัน ชายหนุ่มศีรษะล้านในชุดคลุมลายหลงที่ยืนอยู่หน้าสุดก็เอ่ยขึ้นมาทันที
"กราบทูลองค์ศักดิ์สิทธิ์ มรดกตกทอดระดับอาศรมมหาจักรพรรดิที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาในราชวงศ์หนึ่ง แถมยังมีถึงเก้าแห่ง เรื่องนี้อาจมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้อเสนอของกระหม่อมคือให้รอดูท่าทีไปก่อน หากที่นั่นยังมีค่ายกลหรือวิชาของมหาจักรพรรดิหลงเหลืออยู่ กระหม่อมเกรงว่าพวกเราทุกคนอาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น!"
ทว่าในพริบตาต่อมา ผู้บัญชาการกองทัพในชุดเกราะคนหนึ่งก็ก้าวออกมายืนข้างหน้าและกล่าวด้วยความเย้ยหยันว่า
"อ๋องฉางเซิง คำพูดของท่านผิดถนัด หากมัวแต่รอดูท่าทีแล้วผู้อื่นชิงลงมือไปก่อน เกรงว่าพวกเราคงไม่ได้ดื่มแม้แต่น้ำแกงสักคำ!"
"ผู้บัญชาการเช่นกระหม่อมขอเสนอให้เราส่งกองทัพไปยังต้าเฟิงทันที และกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากในคราวเดียว!"
"อีกอย่าง การจะไขว่คว้าโชควาสนาของมหาจักรพรรดิมาครอง จะไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนใดๆ เลยได้อย่างไร!?"
เมื่อทั้งสองเป็นผู้นำในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ท้องพระโรงทั้งหมอก็กลายสภาพไม่ต่างอะไรกับตลาดสด กลุ่มผู้ฝึกตนต่างละทิ้งความสำรวมและเริ่มถกเถียงทัศนะของตนเองออกมา!
"ถุย! ไอ้คนขี้ขลาด! ข้าล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าบ่มเพาะพลังจนมาถึงระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร!"
"หึ หากทุกคนบุ่มบ่ามเหมือนเจ้า เกรงว่าทั้งราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์คงได้ย่อยยับกันพอดี!"
"เอาล่ะๆ ใต้เท้าทั้งสองโปรดใจเย็นลงก่อน ในความเห็นของข้านั้น..."
เยี่ยนเมิ่งชิงมองไปยังเหล่าท่านโหวและผู้บัญชาการกองทัพที่กำลังหน้าดำหน้าแดงถกเถียงกันอยู่เบื้องล่าง แล้วก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
"พอได้แล้ว! พวกเจ้าทำกิริยาไร้มารยาทอันใดกัน?!"
"ที่นี่คือท้องพระโรงของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ฉางชิง เป็นสถานที่สำหรับปรึกษาหารือเรื่องสำคัญของเขตแดนวายุ ไม่ใช่ตลาดสด!"
เสียงถกเถียงเงียบกริบลงทันทีเมื่อเยี่ยนเมิ่งชิงกล่าวตำหนิ เหล่าผู้ฝึกตนต่างหันมองไปทางองค์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรอให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัย
เยี่ยนเมิ่งชิงนวดขมับเบาๆ สีหน้าของเขายังคงลังเลใจ ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงค่อยๆ กล่าวขึ้นว่า "เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ส่งคนไปยังราชวงศ์ต้าเฟิงก่อน เพื่อดูว่าที่นั่นมีอาศรมมหาจักรพรรดิอยู่จริงหรือไม่"
"ยิ่งไปกว่านั้น อาศรมมหาจักรพรรดิทั้งเก้าแห่ง ไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือของผู้ใด คนผู้นั้นย่อมตกเป็นเป้าหมายของคนทั้งเขตแดนวายุอย่างแน่นอน!"
"ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ฉางชิงของเรายังไม่มีกำลังมากพอที่จะรับมือกับคนทั้งเขตแดนวายุได้หรอกนะ!"
นัยน์ตาดุดันดั่งพยัคฆ์ของอ๋องฉางเซิงเบิกกว้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ยินยอม แต่ราชวงศ์ฉางชิงก็ไม่ใช่ของเขาที่จะสั่งการได้ ไม่ว่าเขาจะไม่เต็มใจเพียงใด ก็ทำได้เพียงยอมแพ้เท่านั้น!
"น้อมรับพระราชโองการ!"
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมันสายเกินแก้ไปแล้ว ด้วยการจงใจแพร่กระจายข่าวของหลี่ชิงจวิน เพียงเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์สั้นๆ ขุมกำลังทั้งหมดในเขตแดนวายุก็ได้รับรู้ถึงการปรากฏตัวของอาศรมมหาจักรพรรดิแล้ว!
ในท้องพระโรงของราชวงศ์มังกรเพลิง หลินจ้านเทียนนั่งอยู่บนบัลลังก์ ชุดหลงเปาสีเหลืองแอปริคอตขับเน้นกลิ่นอายอันสูงส่งของเขา ทว่าสีหน้าของเขากลับดูไม่สู้ดีนัก
"บ้าไปแล้ว! จักรพรรดิหลี่ผู้นั้นบ้าไปแล้วจริงๆ!"
หลินจ้านเทียนพึมพำกับตัวเอง ตอนนี้ราชวงศ์มังกรเพลิงได้กลายเป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ต้าเฟิงไปแล้ว
หากราชวงศ์ต้าเฟิงถูกทำลาย ราชวงศ์มังกรเพลิงของเขาก็คงจบไม่สวยเช่นเดียวกัน!
เมื่อได้ยินว่าหลี่ชิงจวินเสนออาศรมมหาจักรพรรดิเป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศในงานประลองอัจฉริยะรุ่นเยาว์ เขาก็เรียกประชุมขุนนางในทันที โดยเรียกตัวท่านโหวและผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมดของราชวงศ์มังกรเพลิงให้มาเข้าร่วม!
ท้ายที่สุดแล้ว หากรับมือกับเรื่องนี้ไม่ดีพอ ราชวงศ์ต้าเฟิงจะต้องกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งเขตแดนวายุอย่างแน่นอน!
และนั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด สิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือ หากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปจนเขตแดนอื่นๆ ล่วงรู้เข้า ทั้งเขตแดนวายุคงต้องตกอยู่ในไฟสงครามเป็นแน่
เขตแดนวายุไม่มีมหาจักรพรรดิ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขตแดนอื่นจะไม่มีมหาจักรพรรดินี่!
เหล่าผู้บัญชาการกองทัพและท่านโหวแห่งราชวงศ์มังกรเพลิงต่างหันมองหน้ากัน พลางเห็นถึงความคลางแคลงใจในแววตาของอีกฝ่าย!
"ฝ่าบาท เป็นความจริงหรือพ่ะย่ะค่ะที่อาศรมมหาจักรพรรดิปรากฏขึ้นในราชวงศ์ต้าเฟิง!?"
"หากเป็นความจริง กระหม่อมคิดว่าพวกเราสามารถฉวยโอกาสนี้ ส่งกองทัพไปปราบปรามราชวงศ์ต้าเฟิงได้ทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ!"
"อีกอย่าง พวกเราจะยึดครองอาศรมมหาจักรพรรดิเพียงแห่งเดียว และปล่อยอีกแปดแห่งที่เหลือทิ้งไว้โดยไม่แตะต้อง!"
ท่านโหวที่ยืนอยู่หน้าสุดของราชวงศ์มังกรเพลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า
เมื่อได้ยินข้อเสนอของเขา ทุกคนในท้องพระโรงก็พยักหน้าเห็นด้วย พลางแสดงความสนับสนุนแนวคิดของเขา
มีเพียงหลินจ้านเทียนที่ยิ้มขื่นและกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า "ทุกท่าน ที่ข้าเรียกพวกท่านมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาหารือเรื่องการโจมตีราชวงศ์ต้าเฟิงหรอกนะ"
จากนั้น เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก จินตนาการไปถึงความโกลาหลที่ประโยคถัดไปของเขาจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในท้องพระโรงแห่งนี้แล้ว!
"พวกเจ้าทุกคนจงไปรวบรวมกำลังพลเดี๋ยวนี้ และเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางไปปกป้องราชวงศ์ต้าเฟิงได้ทุกเมื่อ!"
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา ท้องพระโรงของราชวงศ์มังกรเพลิงก็เกิดความโกลาหลขึ้นในทันที แทบไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของหลินจ้านเทียนเลย!
"ทำไมล่ะพ่ะย่ะค่ะ? ราชวงศ์ต้าเฟิงไม่ได้มีความเกี่ยวดองใดๆ กับพวกเราเลย การที่เราไม่แย่งชิงอาศรมมหาจักรพรรดิก็ถือว่าปรานีมากแล้ว แต่ทำไมพวกเราต้องไปช่วยเหลือพวกมันด้วย?"
"นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ!"
รอยยิ้มของหลินจ้านเทียนยิ่งขมขื่นมากขึ้นไปอีก ข่าวเรื่องการยอมศิโรราบของราชวงศ์มังกรเพลิงมีเพียงเขากับหลินเซี่ยวเฟิงเท่านั้นที่ล่วงรู้ คนเหล่านี้ยังคงมืดแปดด้าน
"เพราะราชวงศ์มังกรเพลิงของเราได้ยอมศิโรราบต่อราชวงศ์ต้าเฟิงไปแล้วน่ะสิ"
ทันใดนั้น ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า ตามมาด้วยเสียงเซ็งแซ่และความกังขาดังระงม!
"อะไรนะ?! ทำไมราชวงศ์มังกรเพลิงของเราถึงต้องไปยอมศิโรราบให้ราชวงศ์ต้าเฟิงด้วย?!"
"ใช่แล้ว ทำไมราชวงศ์ต้าเฟิงถึงต้องมาอยู่เหนือพวกเราด้วย?!"
"ใช่! ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้?!"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่กำลังโกรธเกรี้ยว หลินจ้านเทียนก็นวดขมับของตนเอง ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยบางสิ่ง เขาก็หุบปากลงกะทันหัน
"ข้า ตาเฒ่าผู้นี้เป็นคนตัดสินใจเอง มีปัญหาอะไรไหม? ใครมีคำถามอะไรอีกหรือไม่?" จู่ๆ น้ำเสียงแหบพร่าของคนชราก็ดังข่มเสียงอึกทึกของฝูงชนจนเงียบกริบ
จากนั้น ร่างที่ค้อมงอเล็กน้อยของหลินเซี่ยวเฟิงก็ปรากฏขึ้นข้างบัลลังก์ เขามองไปยังเหล่าท่านโหวและผู้บัญชาการกองทัพเบื้องล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทุกคนอ้าปากค้างแต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูด พวกเขาจำต้องกลืนคำพูดที่อยากจะเอื้อนเอ่ยลงคอไป
"อดีตจักรพรรดิทรงปรีชาญาณ!"
"หากไม่มีคำถามอะไรแล้ว ก็กลับไปเตรียมตัวซะ" หลินเซี่ยวเฟิงปรายตามองกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างเย็นชา ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับห้วงมิติและหายตัวไป
เมื่อมองไปที่เหล่าท่านโหวและผู้บัญชาการกองทัพที่กำลังอึ้งจนพูดไม่ออก หลินจ้านเทียนก็หัวเราะเบาๆ ด้วยความเบิกบานใจ
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนของตระกูลหลิน บางทีพวกเขาอาจจะกล้าปฏิเสธการตัดสินใจของเขา
แต่สำหรับการตัดสินใจของหลินเซี่ยวเฟิง พวกเขาทำได้เพียงแสดงความเห็นด้วยเท่านั้น เพราะคำพูดของตาเฒ่าผู้นี้เปรียบดั่งประกาศิตสวรรค์ในตระกูลหลิน ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดตั้งข้อสงสัย!