- หน้าแรก
- ยอดบุรุษทะลุมิติ สยบบัลลังก์ต้าถัง
- บทที่ 39 - ปรารถนาแต่มิอาจครอบครอง ไก่บินหมากระโดด
บทที่ 39 - ปรารถนาแต่มิอาจครอบครอง ไก่บินหมากระโดด
บทที่ 39 - ปรารถนาแต่มิอาจครอบครอง ไก่บินหมากระโดด
บทที่ 39 - ปรารถนาแต่มิอาจครอบครอง ไก่บินหมากระโดด
อู่เม่ยเหนียงหันขวับไปมองด้วยความเหลือเชื่อ ก็เห็นฝางจวิ้นในชุด ( เสื้อคลุมผ้าไหม) สีน้ำเงินเข้มกำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าคมเข้มของเขามีรอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่ ท่วงท่าการเดินนั้นมั่นคงหนักแน่น ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ ก็แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามที่รุนแรงออกมา!
อู่เม่ยเหนียงประหลาดใจ นี่เขาจะทำอะไรกัน?
อ๋องเวยหลี่ไท่ได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด "ฝางจวิ้น เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร?"
ฝางจวิ้นเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ไท่ ยืนนิ่งด้วยท่าทีสง่างาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "กระหม่อมก็เรียกขานพระนามของพระองค์ไปแล้วมิใช่หรือ? ไม่ใช่ว่ากระหม่อมอยากจะสอดรู้สอดเห็นหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ แต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ควรจะเพลาๆ เรื่องการแสวงหาความสำราญจากสตรีลงบ้าง ควรหมั่นบำรุงรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเข้าไว้จะดีกว่า มิเช่นนั้น หากยังไม่ทันจะเข้าสู่วัยฉกรรจ์ก็มีอาการสายตาฝ้าฟาง หูอื้อเสียแล้ว ลองคิดดูสิว่าฝ่าบาทจะทรงเสียพระทัยและผิดหวังมากเพียงใด..."
หลี่ไท่โกรธจนแทบคลั่ง ข้าเนี่ยนะหมกมุ่นในกาม? เจ้านั่นแหละที่หมกมุ่นในกาม โคตรเหง้าศักราชของเจ้าต่างหากที่หมกมุ่นในกาม!
เขาชี้หน้าด่าด้วยความโกรธแค้น "ฝางจวิ้น เจ้ามันจะรังแกกันเกินไปแล้ว! หาเรื่องเปิ่นวังก์ครั้งแล้วครั้งเล่า คิดจริงๆ หรือว่าเปิ่นวังก์ไม่กล้าทำอะไรเจ้า?"
ไม่รู้ทำไม พอเห็นใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกของฝางจวิ้น หลี่ไท่ก็รู้สึกโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้
ไอ้บ้าเอ๊ย ทำตัวเป็นพวกหัวไม้แท้ๆ ดันมาทำเป็นวางมาดเป็นปัญญาชนชนชั้นสูง แกล้งทำเป็นหมาป่าห่มหนังแกะไปได้!
ฝางจวิ้นกลับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "องค์ชายคงจะทรงเลอะเลือนไปแล้วกระมัง เป็นกระหม่อมที่หาเรื่องพระองค์ หรือเป็นพระองค์ต่างหากที่มาหาเรื่องกระหม่อม?"
หลี่ไท่พูดไม่ออก มันก็จริงของเขา คนเขากำลังไหว้พระอยู่ดีๆ เป็นเขาเองที่ไปถูกตาต้องใจอนุภรรยาของคนอื่นเข้า จนก่อให้เกิดเรื่องราวขึ้นมา...
แต่ถึงตีให้ตายหลี่ไท่ก็ไม่มีวันยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองหรอก เขาจ้องฝางจวิ้นเขม็งแล้วพูดว่า "แล้วถ้าข้าเป็นคนหาเรื่องล่ะ เจ้าจะทำไม?"
น่าขำ เป็นถึงองค์ชายผู้สูงศักดิ์ แค่เห็นอนุภรรยาของเจ้าแล้วพูดจาหยอกล้อเล่นนิดๆ หน่อยๆ มันจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา? ไม่ใช่ภรรยาเอกของเจ้าเสียหน่อย...
แต่พูดก็พูดเถอะ ในใจหลี่ไท่ก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง
ใครมันจะไปรู้ว่าแค่บังเอิญเจอหญิงงาม แล้วมันจะกลายเป็นอนุภรรยาของฝางจวิ้นไปได้?
สำหรับฝางจวิ้นไอ้หน้าโง่นี่ หลี่ไท่อยากจะหลีกหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจ้านี่มันสมองทึบ บทจะบ้าบิ่นขึ้นมา ดีไม่ดีอาจจะกล้าพุ่งเข้ามาแลกหมัดกับเขาที่เป็นถึงองค์ชายก็เป็นได้ แถมเจ้านี่ยังมีพละกำลังมหาศาล หากโดนมันซัดเข้าไปสักหมัดสองหมัด คงได้ขายหน้าประชาชีแน่ๆ หลี่ไท่รู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนั้น เขาคงอยากจะมุดแผ่นดินหนีไปเลย เขาที่เป็นถึงเครื่องลายครามล้ำค่า จะไปแลกกับชามดินเผาแตกๆ ใบนี้ทำไม?
ฝางจวิ้นสบตากับเขา ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว "เมื่อครู่องค์ชายเพิ่งจะตรัสว่า คนที่พูดจาแทะโลมไม่ใช่พระองค์ แต่ตอนนี้กลับยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานเสียแล้ว ลูกน้องของพระองค์นี่ช่างไร้ความรับผิดชอบเสียจริง พอเกิดเรื่องก็โยนขี้ให้พระองค์รับไปเต็มๆ ช่างไม่มีความซื่อสัตย์เอาเสียเลย..."
ฝางจวิ้นนั้นเป็นพวกที่ยึดถือแนวคิดชายเป็นใหญ่อย่างสุดโต่ง แม้ว่าเขาจะยังมีอคติกับน้องอู่คนสวยอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นอนุภรรยาที่ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินประทานให้เขา ในยุคที่ถือคติว่า กษัตริย์คือนายของขุนนาง บิดาคือนายของบุตร เช่นนี้ นางก็คือคนของฝางจวิ้นอย่างแท้จริง!
ผู้หญิงของตัวเองถูกคนอื่นแทะโลม แล้วยังจะต้องให้เขากลืนน้ำลายยอมความอีก ฝางจวิ้นรู้สึกว่าแบบนั้นมันเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเกินไป เขาทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
หลี่ไท่นั้นมีนิสัยเสียเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด แต่ฝางจวิ้นคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็นคนชอบโกหก เมื่อกี้ที่เขาบอกว่าคนที่พูดจาแทะโลมไม่ใช่เขา ก็น่าจะไม่ใช่เขานั่นแหละ
ดังนั้น เขาจึงตั้งใจพูดยั่วยุ เพื่อให้ตัวการตัวจริงยอมเผยตัวออกมา
คำพูดของเขากดดันจนถึงขั้นนี้แล้ว หากยังไม่ยอมเสนอหน้าออกมา ก็เท่ากับว่ายอมรับข้อกล่าวหาที่ให้หลี่ไท่เป็นแพะรับบาป แล้วแบบนี้ต่อไปใครจะกล้าติดตามหลี่ไท่อีก?
หลี่ไท่หน้าแดงก่ำ ดูเหมือนกำลังโกรธจัด แต่จริงๆ แล้วในใจเขากำลังสับสนว่าจะทำอย่างไรดี
จะรับสมอ้างเองดีไหม?
ถ้าเป็นคนอื่น หรือเรื่องอื่น หลี่ไท่คงไม่ลังเลที่จะตบหน้าอกรับรองอย่างแน่นอน แถมยังถือโอกาสนี้ซื้อใจคน แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนรักพวกพ้องและปกป้องลูกน้อง ภาพลักษณ์ก็จะดูดีขึ้น ต่อไปใครๆ ก็อยากจะถวายหัวรับใช้เขา? ยังไงซะก็ไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้ว ในแผ่นดินนี้มีสักกี่คนกันเชียวที่กล้ามาหาเรื่องเขา?
แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้คือฝางจวิ้น พูดตรงๆ เลยนะ หลี่ไท่รู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง
เจ้านี่มันโง่เง่าเต่าตุ่น ไม่ยอมทำตามกฎเกณฑ์อะไรทั้งนั้น...
หลี่ไท่มั่นใจเลยว่า ถ้าตอนนี้เขาพูดออกไปว่า "ข้าเป็นคนพูดเอง เจ้าจะทำไม" ร้อยทั้งร้อย เจ้านี่ต้องตามกัดเขาไม่ปล่อยแน่ๆ
แต่ถ้าบอกว่า "ข้าไม่ได้พูด" นั่นก็เท่ากับว่าขายลูกน้องตัวเองน่ะสิ?
โอ้โห มีเรื่องดีๆ ก็เสนอหน้า พอมีเรื่องร้ายๆ ก็ผลักลูกน้องออกไปรับเคราะห์แทน แบบนี้ต่อไปใครมันจะโง่มาเล่นกับเจ้าล่ะ?
หลี่ไท่ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถูกฝางจวิ้นต้อนจนมุม หาทางลงไม่ได้เลย
ทุกคนต่างพากันอึ้งไปตามๆ กัน ฝางจวิ้นคนนี้ ช่างกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ถึงขั้นกล้าท้าทายอ๋องเวยหลี่ไท่ขนาดนี้เชียวหรือ?
ช่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ!
พระชายาอ๋องหานมองดูน้องชายของตัวเองด้วยความตกตะลึง ในใจก็คิดว่า เจ้าน้องโง่คนนี้ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย เขาไม่รู้หรือไงว่าหลี่ไท่มีความสำคัญในสายตาของฝ่าบาทมากแค่ไหน? แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ อ๋องเวยหลี่ไท่กลับแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นเสียด้วย...
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
นางเพิ่งจะได้ยินเรื่องที่ฝางจวิ้นไปต่อยตีกับผู้ตรวจการราชสำนักหลิวเล่ยต่อหน้าหลี่ไท่ และหลังจากนั้นก็โดนเฆี่ยนไปหนึ่งยก แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลัง นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหลี่ไท่จะเกิดอาการหวาดหวั่นน้องชายของนางขึ้นมาจริงๆ
ส่วนอู่เม่ยเหนียงนั้น ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ
เขาออกหน้าท้าทายอ๋องเวยเพื่อข้าจริงๆ ด้วย!
ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะไม่รู้สึกหวั่นไหวกับผู้ชายที่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องตนเอง อู่เม่ยเหนียงก็เช่นกัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางมักจะถูกรังแกมาโดยตลอด ไม่ว่าจะตอนอยู่ที่บ้านกับพี่ชายต่างแม่ หรือตอนที่เข้าวังไปเจอกับพวกนางกำนัล ทุกครั้ง นางทำได้เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างเงียบๆ ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมากลางดึก นางมักจะจินตนาการเสมอว่า จะมีผู้ชายรูปร่างกำยำล่ำสันสักคนก้าวออกมายืนอยู่ตรงหน้านาง ช่วยปกป้องนางจากพายุฝน คอยดูแลทะนุถนอมนางอย่างระมัดระวัง...
และตอนนี้ ผู้ชายในฝันคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของนางจากการถูกหยามหมิ่นด้วยคำพูดจาแทะโลม เขาถึงขั้นกล้าเผชิญหน้ากับอ๋องเวยหลี่ไท่ ผู้ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์โปรดของฮ่องเต้!
หัวใจของอู่เม่ยเหนียงเต้นแรง ความอบอุ่นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ มือเล็กๆ ขาวผ่องทั้งสองข้างบีบผ้าเช็ดหน้าเอาไว้แน่น...
เกิดความเงียบสงบอันน่าอึดอัดขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก
ฝางจวิ้นจ้องมองหลี่ไท่นิ่งๆ ส่วนหลี่ไท่ก็หน้าแดงก่ำ ลังเลใจว่าจะเอายังไงดี
ผู้คนที่มาไหว้พระหลายคนเห็นสถานการณ์ตึงเครียด แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รู้จักอ๋องเวยหรือฝางจวิ้น แต่ก็กลัวว่าจะโดนลูกหลงหากเกิดการต่อสู้ขึ้น จึงพากันถอยห่างออกไป แต่ก็ไม่อยากพลาดเรื่องสนุก จึงได้แต่ยืนล้อมวงดูอยู่ห่างๆ
ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว
เด็กหนุ่มหน้าซีดเผือดคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังหลี่ไท่ ก้าวพรวดออกมา ชี้หน้าด่าฝางจวิ้นอย่างเกรี้ยวกราด "ฝางจวิ้น พอได้แล้วนะ อย่าให้มันมากเกินไปนัก!"
ฝางจวิ้นมองเขา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย "ไฉลิ่งอู่ เจ้านี่ช่างกลับดำเป็นขาวเก่งเสียจริง ผู้หญิงของข้าถูกคนอื่นแทะโลม เจ้ากลับมาหาว่าข้าทำเกินไป? สมองของเจ้าทำด้วยขี้เลื่อยหรือยังไง?"
ไฉลิ่งอู่โกรธจัด "ใครจะไปรู้ล่ะว่านั่นคืออนุภรรยาของเจ้า? ก็แค่พลั้งปากไปเท่านั้นเอง ทำไมจะต้องมากัดไม่ปล่อยด้วย?"
ความจริงแล้ว การที่เขาหลุดคำพูดแบบนี้ออกมา ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขากำลังหวาดกลัวอยู่ลึกๆ
แต่ฝางจวิ้นกลับหรี่ตาลง จ้องมองเขาเขม็ง แล้วถามว่า "ถ้าพูดแบบนั้น ก็แสดงว่าคนที่พูดจาแทะโลมเมื่อครู่นี้ มีเจ้าอยู่ด้วยสินะ?"
ไฉลิ่งอู่นั้นทะนงตัวว่าเป็นถึงหลานชายของฮ่องเต้เกาจู่ โดยเป็นบุตรชายขององค์หญิงผิงหยาง และยังได้แต่งงานกับองค์หญิงปาหลิง พระราชธิดาของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินอีกด้วย มีสถานะเป็นถึงพระญาติทั้งสองฝ่าย สูงศักดิ์ยิ่งนัก เขาเชื่อมั่นว่าฝางจวิ้นไม่มีทางกล้าทำอะไรเขาแน่ๆ จึงตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระว่า "พูดแล้วจะทำไมล่ะ? เจ้าจะเอาเรื่องข้าหรือไง? แต่จะว่าไปแล้ว อนุภรรยาของเจ้านี่ก็สวยใช้ได้เลย ข้าถูกใจนางเข้าแล้วสิ สู้ยกนางให้ข้าเอาไปเล่นสนุกสักหน่อยดีไหมล่ะ?"
ในยุคสมัยสุยและถัง สภาพสังคมค่อนข้างเปิดกว้าง การยกอนุภรรยาหรือสาวใช้ให้คนอื่นถือเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ทั่วไป
แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ไฉลิ่งอู่ดันมาเจอกับฝางจวิ้น ชายหนุ่มจากพันกว่าปีให้หลัง
เอาผู้หญิงของตัวเองไปยกให้คนอื่นงั้นเหรอ?
เหอะๆ...
ฝางจวิ้นมองไฉลิ่งอู่ พลางถามยิ้มๆ "เจ้าพูดจริงหรือ?"
ไฉลิ่งอู่คิดว่าฝางจวิ้นจะยอมตกลง ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีเหนือความคาดหมายจริงๆ จึงตอบกลับไปอย่างหน้าชื่นตาบานว่า "แน่นอนสิ! แต่ถ้าเจ้าตัดใจไม่ลง ข้าขอยืมไปเล่นสักสองสามวัน แล้วจะเอามาคืนให้ก็แล้วกัน..."
ยังไม่ทันจะขาดคำ ก็เห็นฝางจวิ้นที่ยืนอยู่ตรงหน้ากระโจนพรวดเข้ามา ใบหน้าคล้ำดำนั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวตะคอกลั่น "ไปตายซะเถอะ!"
ก่อนจะซัดหมัดเข้าที่ใบหน้าของไฉลิ่งอู่อย่างจัง
(จบแล้ว)