- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 10 ต้าซ่งมีขุนพลเก่งกาจไปก็เปล่าประโยชน์
บทที่ 10 ต้าซ่งมีขุนพลเก่งกาจไปก็เปล่าประโยชน์
บทที่ 10 ต้าซ่งมีขุนพลเก่งกาจไปก็เปล่าประโยชน์
"เอ่อ พี่เฟิ่งเซียน ผมก็แค่นักรบคีย์บอร์ด พูดมั่วๆ ไปงั้นแหละครับ"
เฉินอี้รู้ตัวดี รีบกล่าวออกไปทันที
กล้าเชื่อคำพูดของนักรบคีย์บอร์ดยุคปัจจุบัน ลิโป้ชาตินี้คงจบเห่แล้ว
นักรบคีย์บอร์ดยังเทียบไม่ได้กับจ้าวคั่วที่ดีแต่ทฤษฎีทหารบนหน้ากระดาษเสียด้วยซ้ำ
อย่างน้อยจ้าวคั่วก็ยังเป็นนักการทหารขนานแท้
แล้วนักรบคีย์บอร์ดล่ะเป็นอะไร?
แต่ลิโป้กลับมีสีหน้าไม่ใส่ใจ เอ่ยว่า "หากไม่ได้น้องรัก ข้าคงนึกไม่ถึงเรื่องพวกนี้มากมายขนาดนี้"
"ดังนั้นพี่จึงต้องการคนมาช่วยวางแผนไงครับ"
เฉินอี้กล่าวขึ้นทันที
"ผู้ใดกัน?"
ลิโป้และหลี่ชิงเจ้าต่างก็หันมามอง
"กาเซี่ยงแห่งอู่เวยครับ"
ตัวเลือกนี้เฉินอี้ครุ่นคิดมาเนิ่นนานแล้ว
ข้อแรกคือกาเซี่ยงเป็นคนชายแดนเหมือนกัน ข้อสองคือเขาอยู่ใกล้ลิโป้มากที่สุด
ส่วนคนอื่นๆ อย่างซุนฮก ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเลือกอยู่กับลิโป้หรือไม่ นั่นก็ถือเป็นการมองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ไปหาสิ่งที่อยู่ไกลแล้ว
อีกทั้งคนทั่วไปก็มักจะเกลี้ยกล่อมลิโป้ไม่ได้ อย่างเช่นตันก๋งที่น่าจะมีเรื่องให้บ่นมากมาย
ลิโป้ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว "คนอู่เวยงั้นรึ?"
"ใช่ครับ"
เฉินอี้พยักหน้า
"เขาเป็นคนเหลียงจิ๋ว ส่วนข้าเป็นคนปิ้งโจว..."
ลิโป้พูดพลางส่ายหน้า
การเหยียดภูมิภาคในยุคตงฮั่นนั้นรุนแรงมาก
โดยพื้นฐานแล้วมักจะเป็นการรวมกลุ่มกันในหมู่คนบ้านเดียวกัน ส่วนคนเหลียงจิ๋วในเวลานี้ก็ยังมีความขัดแย้งกับคนปิ้งโจวอยู่
ดังนั้นไม่ว่าลิโป้จะมองอย่างไร คนอู่เวยที่ชื่อกาเซี่ยงผู้นี้ก็คงไม่มีทางช่วยเขาแน่
เฉินอี้ได้ยินเช่นนั้นก็กระจ่างแจ้ง มิน่าเล่าภายหลังลิโป้ถึงได้เชื่อฟังอ้องอุ้น
นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาต่างเป็นคนปิ้งโจว เป็นคนบ้านเดียวกัน...
เฉินอี้เผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม "ถ้าอย่างนั้นก็ต้องใช้วิธีการครับ"
"วิธีใดเล่า?"
ลิโป้มองเฉินอี้ด้วยความคาดหวัง
"อะแฮ่ม..."
เฉินอี้มองหลี่ชิงเจ้าแวบหนึ่ง แล้วลดเสียงกระซิบกระซาบกับลิโป้
ทำเอาหลี่ชิงเจ้ามีสีหน้าไม่พอใจ
เรื่องอันใดถึงต้องพูดจากันลับๆ ล่อๆ ด้วย?
หลังจากฟังจบ ลิโป้ก็สังเกตเห็นความไม่พอใจของหลี่ชิงเจ้า จึงหัวเราะฮ่าๆ แล้วเอ่ยว่า "น้องรัก ข้าหิวแล้ว"
เขาขยิบตาให้เฉินอี้
เฉินอี้ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที "งั้นพวกคุณดื่มชากันไปก่อน ผมจะไปทำกับข้าว"
เขารีบวิ่งหนีไป
คำพูดบางอย่างให้หลี่ชิงเจ้าได้ยินไม่ได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์ 'ชาญฉลาดองอาจ' ของเฉินอี้คงถูกทำลายป่นปี้หมด
ลิโป้เองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน "น้องสะใภ้... เอ้อ ไม่ใช่สิ แม่นางน้อยหลี่ ข้ายังไม่เคยเดินดูที่นี่เลย ข้าขอตัวไปเดินเล่นก่อนนะ"
หลี่ชิงเจ้าหน้าแดงซ่านในพริบตา เลิกคิดถึงเรื่องเมื่อครู่ แล้วหันมาจิบชาอย่างตั้งใจ
...
เฉินอี้เดินเข้ามาในห้องครัว อันดับแรกก็สั่งซื้อชุดน้ำชาสวยงามประณีตให้ลิโป้ไปหลายชุด
ของพวกนี้ราคาไม่แพง แต่หากนำไปเป็นของขวัญให้คนในยุคตงฮั่น ก็ถือว่าดูดีมีระดับเอามากๆ
สิ่งที่พวกขุนนางตระกูลใหญ่แสวงหาก็คือความเป็น 'ชนชั้นสูง' ไม่ใช่หรือไง?
จากนั้นเขาก็เริ่มทำอาหารกลางวัน
ยังดีที่เขาซื้อวัตถุดิบมาเยอะหน่อย ครั้งนี้ต้องให้ลิโป้กินของดีๆ เสียหน่อย
ยังไงเสียลิโป้ก็ถึงกับหยิบก้อนทองออกมาหนึ่งก้อนแล้ว
ก้อนทองก้อนนั้นเกรงว่าจะมีน้ำหนักถึงหนึ่งชั่ง
แค่ลองคิดถึงราคาทองคำในตลาดโลกตอนนี้ เฉินอี้ก็ตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง
ราคาทองคำตอนนี้พุ่งทะลุหนึ่งพันไปแล้ว ก้อนทองก้อนนี้คงมีมูลค่ามากกว่าสองแสนไม่ใช่หรือ?
ดังนั้น เฉินอี้จึงรู้สึกว่าฝีมือทำอาหารของตัวเองพุ่งทะลุขีดจำกัด
เขาจงใจซื้อขาหมูมาทำเมนูขาหมูน้ำแดง
หลังจากผัดน้ำตาลจนได้สีแล้ว พอดูสีสันแดงเงางาม เขาก็เริ่มตุ๋นด้วยไฟอ่อน
จากนั้น เขาก็หันไปยุ่งกับเมนูถัดไป
หมูผัดพริก!
นี่คืออาหารหูหนาน พ่อแม่ของเฉินอี้เปิดร้านอาหารเล็กๆ จุดเด่นคือมีเมนูที่ 'หลากหลาย'
ทำอาหารได้ทุกอย่าง และล้วนเป็นรสชาติแบบทำกินเองที่บ้าน
ปกติแล้วเฉินอี้ชอบอาหารหูหนาน เพราะอาหารหูหนานกินกับข้าวสวยแล้วอร่อยมาก
ตอนนี้เขาตั้งกระทะใส่น้ำมัน นำเนื้อหมูลงไปรวนก่อนแล้วตักขึ้น จากนั้นใส่กระเทียมลงไปผัดให้หอม ใส่พริก โรยเกลือเล็กน้อย เทเนื้อหมูกลับลงไป ใส่ซอสหอยนางรมและซีอิ๊วขาว แล้วผัดฉับๆ อย่างคล่องแคล่ว
"หอมฉุยเลย!"
หลังจากนั้น เฉินอี้ก็ทำเมนูเนื้ออีกหนึ่งอย่าง และเมนูผักอีกหนึ่งอย่าง
เนื่องจากมีลิโป้อยู่ด้วย ปริมาณอาหารแต่ละจานจึงเยอะเป็นพิเศษ
กว่าจะทำทั้งหมดนี้เสร็จ เวลาก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว
ลิโป้เดินสำรวจรอบโฮมสเตย์ไปหนึ่งรอบ แต่เขาไม่ได้ขึ้นไปดูห้องพักชั้นบน
เวลานี้เขากำลังเล่นสนุกอยู่กับเจ้าเหลืองน้อย
เมื่อเห็นเฉินอี้ยกกับข้าวออกมา ลิโป้ก็รีบเข้ามาช่วย
"น้องรัก ลานบ้านของเจ้า น่าจะเลี้ยงพวกลูกไก่สักหน่อย แล้วก็ปลูกผักอีกนิด จะถือว่าสมบูรณ์แบบมาก"
"ผมค่อนข้างขี้เกียจน่ะครับ"
เฉินอี้เอ่ยตอบ
หมาพื้นบ้านเลี้ยงง่าย แต่ถ้าเลี้ยงไก่มันจะยุ่งยาก
พอเดินมาถึงห้องโถง ก็เห็นหลี่ชิงเจ้ากำลังดูทีวีโดยไม่ละสายตาไปไหน
ในทีวีกำลังฉายซีรีส์ย้อนยุค ทว่ามีแต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ...
เมื่อเห็นเฉินอี้และลิโป้เดินเข้ามา หลี่ชิงเจ้าก็บ่นว่า "เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้อิดออดนัก ดูแล้วชวนให้คนโมโหเสียจริง!"
พอลองคิดดูดีๆ ซีรีส์สมัยก่อนยังพอดูแล้วหัวเราะฮ่าๆ ออกมาได้
แต่ซีรีส์สมัยนี้ดูจบแล้วกลับทำให้คนโมโหสุดๆ มีแต่พล็อตน้ำเน่าโผล่มาไม่หยุดหย่อน
คนละระดับกันเลยจริงๆ!
"พี่เฟิ่งเซียน ช่วยไปสืบดูหน่อยได้ไหมครับว่าหยกพกชิ้นนั้นเป็นของใคร?"
เฉินอี้วางกับข้าวลงบนโต๊ะพลางเอ่ยถาม
"อ้อ เหมือนจะเป็นคนของตระกูลเฉินแห่งอิ่งชวนนะ"
ลิโป้ครุ่นคิดก่อนตอบ "น้องรัก เจ้าเองก็แซ่เฉิน ไม่ต้องคิดมากไปหรอก"
เฉินอี้ไม่ได้คิดมากอะไร เขาแค่ตงิดใจอยากรู้ว่าเป็นของคนดังคนไหนหรือเปล่า และมีมูลค่าเท่าไหร่...
ตระกูลเฉินแห่งอิ่งชวนเป็นถึงตระกูลใหญ่แห่งอิ่งชวน น่าจะมีราคาแพงเอาเรื่องอยู่ใช่ไหม?
"มาๆๆ กินข้าวกันได้แล้ว!"
รอจนจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสรรพ เฉินอี้ก็ร้องเรียก
"สุราเล่า!"
ลิโป้และหลี่ชิงเจ้าพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ไม่มีทางเลือก เฉินอี้จึงได้แต่นำเหล้าออกมา
พอหลี่ชิงเจ้าเห็นเหล้าขาวในมือของเขา ก็ละสายตาไปไหนไม่ได้ทันที
"นี่คือสุราอันใด?"
เฉินอี้รีบพูด "เหล้าขาวครับ ไม่ใช่เหล้าสำหรับผู้หญิงอย่างคุณหรอก"
หลี่ชิงเจ้า "เจ้าดูแคลนข้าหรือ?"
นางไม่พอใจ จึงขอเหล้ามาจอกหนึ่งทันที
แต่เฉินอี้ไม่กล้ารินให้นางมากนัก จึงรินหยดไปให้แค่ก้นแก้ว...
"รินให้เต็ม! รินให้เต็ม!"
หลี่ชิงเจ้าร้องเอะอะโวยวาย
ทำเอาลิโป้มองดูด้วยความขบขัน สองคนนี้น่าสนใจดีแฮะ
หลังจากรินจนเต็ม เฉินอี้ก็เอ่ยเตือน "คุณระวังหน่อยนะ ลองจิบเบาๆ ดูก่อนว่ารับไหวไหม"
เขากลัวจริงๆ ว่าหลี่ชิงเจ้าจะกระดกรวดเดียวหมด
หลี่ชิงเจ้าได้ยินเขาพูดเช่นนั้น แม้จะรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ก็ยังลองจิบดูอย่างระมัดระวัง
"อึก!"
เพียงแค่จิบเดียว นางก็รู้สึกชาไปทั้งลิ้น จากนั้นลำคอก็ร้อนผ่าวราวกับถูกแผดเผา
"แค่กๆๆ!"
เมื่อเห็นหลี่ชิงเจ้าหน้าแดงก่ำในชั่วพริบตา ลิโป้ก็หัวเราะลั่น "ขนาดเตียวบุนอ่วนยังรับไม่ไหว แม่นางน้อยหลี่เลิกล้มความตั้งใจเสียเถอะ!"
"ผู้ใดกล่าวกัน ข้าดื่มได้!"
หลี่ชิงเจ้าไม่ยอมแพ้แม้แต่น้อย พอตั้งสติได้ก็จิบไปอีกอึก ครั้งนี้อาการดูดีขึ้นมาก
เพียงแต่ยังคงสวม 'หน้ากากอมทุกข์' อยู่
เฉินอี้รีบแย่งแก้วมา แล้วยื่นขวด RIO ให้นาง "คุณดื่มอันนี้ดีกว่า"
ครั้งนี้หลี่ชิงเจ้าไม่ได้ปากแข็งอีก นางรับ RIO มาอย่างเงียบๆ
ส่วนเฉินอี้ก็มองลิโป้ด้วยความสงสัย "เตียวบุนอ่วน... ใช่เตียวเลี้ยวหรือเปล่าครับ?"
"ไม่ผิด คนเมืองเยี่ยนเหมิน"
ลิโป้พยักหน้า
"พี่เฟิ่งเซียน เขานี่แหละยอดขุนพลเลยนะ!"
เฉินอี้รีบเล่าวีรกรรมของเตียวเลี้ยวให้ลิโป้ฟัง
เตียวเลี้ยวนั้นเก่งกาจถึงขั้นมีชื่อจารึกในศาลขุนพล แถมยังเป็นหนึ่งในห้ายอดขุนพลแห่งวุยก๊กอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ ในศึกเซียวเหยาจิน เขาตีจนซุนกวนกลายเป็น 'ซุนสิบหมื่น' สถิติการนำทหารแปดร้อยปะทะทหารหนึ่งแสน ทำให้ลิโป้ฟังแล้วถึงกับตกตะลึง
"เตียวบุนอ่วนเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวรึ?"
"หาญกล้ายิ่งนักจริงๆ หากต้าซ่งของข้ามีขุนพลเก่งกาจเช่นนี้บ้างก็คงดี"
หลี่ชิงเจ้าก็เห็นด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินดังนั้น ลิโป้ก็ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง "วางใจเถอะ ข้าจะทำให้เตียวบุนอ่วนยอมศิโรราบให้ได้"
เฉินอี้อดแขวะไม่ได้ "ต้าซ่งมีขุนพลเก่งกาจไปก็เปล่าประโยชน์ ฮ่องเต้ของพวกคุณน่ะปอดแหกเกินไป!"