- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 11 ความเด็ดเดี่ยวของหลี่ชิงเจ้า
บทที่ 11 ความเด็ดเดี่ยวของหลี่ชิงเจ้า
บทที่ 11 ความเด็ดเดี่ยวของหลี่ชิงเจ้า
หลี่ชิงเจ้าเริ่มชินกับความกล้าหาญชาญชัยของเฉินอี้แล้ว
แต่พอได้ฟังตอนนี้ นางก็ยังรู้สึกว่าเขากล้าเกินไปอยู่ดี...
นั่นคือฮ่องเต้เชียวนะ!
คนยุคหลังไม่มีความเคารพยำเกรงต่อองค์จักรพรรดิเลยแม้แต่น้อยหรืออย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าเฉินอี้จะ ‘ดูแคลน’ ต้าซ่งเป็นอย่างมาก
เฉินอี้ไม่ค่อยชอบต้าซ่งจริงๆ นั่นแหละ
จ้าวควงอิ้นรังแกแม่ม่ายลูกกำพร้า สวมเสื้อคลุมมังกรเหลืองตั้งตนเป็นฮ่องเต้
จ้าวกวงอี้ยิ่งร้ายกว่า ไม่เพียงแย่งชิงบัลลังก์มา แต่ยังตั้งกฎ "ปกครองแผ่นดินร่วมกับเหล่าซื่อต้าฟู"
นี่คือต้นตอความอ่อนแอของต้าซ่ง
แต่สำหรับหลี่ชิงเจ้าแล้ว เฉินอี้ไม่ได้มีอคติแต่อย่างใด
แม้นางจะเป็นสตรี ทว่ากลับมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าบุรุษเสียอีก โดยเฉพาะบทกวี "โคลงฤดูร้อน" บทนั้น
เป็นอยู่ให้เป็นยอดคน ตายไปให้เป็นยอดผีกล้า จนบัดนี้ยังคะนึงถึงเซี่ยงอวี่ ผู้มิยอมข้ามเจียงตงไป
ตอนที่เขียนบทกวีนี้ คือช่วงหลังเกิดวิกฤตการณ์บ้านเมือง ความอ่อนแอของหนานซ่งในตอนนั้นทำให้หลี่ชิงเจ้าผิดหวังอย่างถึงที่สุด
ทันทีที่กวีบทนี้เผยแพร่ออกไป ก็ราวกับเป็นการเย้ยหยันผู้คนในหนานซ่งทั้งหมด
หากจะบอกว่าหลี่ชิงเจ้าคือยอดสตรีผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่ง ย่อมไม่ถือว่ากล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในตอนนี้หลี่ชิงเจ้ากลับโต้แย้งเขา "ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงมุ่งมั่นปกครองบ้านเมือง บังคับใช้กฎหมายใหม่ ทั้งยังทรงริเริ่มทำศึกกับซีเซี่ย จะตรัสชมว่าเป็นกษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องก็คงไม่เกินไปกระมัง?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินอี้ก็ถามขึ้น "ไม่ทราบว่าแม่นางน้อยหลี่อยู่ในช่วงปีไหนเหรอครับ?"
นี่คือสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอด แต่หลี่ชิงเจ้าก็ไม่ได้สนใจจะถามไถ่เรื่องพวกนี้เลย ราวกับว่าความสนใจทั้งหมดของนางไปกองอยู่กับการเล่นไพ่เสียหมด...
"รัชศกหยวนฝูปีที่สอง"
หลี่ชิงเจ้าเอ่ยตอบ
เฉินอี้รีบหยิบมือถือขึ้นมาค้นหาข้อมูลทันที
รัชศกหยวนฝูปีที่สอง หรือก็คือปีค.ศ. 1099 ผู้ที่ครองราชย์อยู่คือซ่งเจ๋อจง จ้าวสวี่
นี่คือจักรพรรดิสายเลือดเหล็กที่พบได้ยากยิ่งในยุคเป่ยซ่ง ในช่วงที่เขาครองราชย์ ทรงพลิกความอ่อนแอของต้าซ่งได้อย่างหาได้ยาก ทั้งยังเปิดศึกกับต่างแคว้นและคว้าชัยชนะมาได้
น่าเสียดาย... ดันเป็นพวกอายุสั้น
ยังสู้สถานรับเลี้ยงเด็กตงฮั่นไม่ได้ด้วยซ้ำ... อายุแค่ยี่สิบสามปีก็สวรรคตเสียแล้ว
เมื่อเห็นข้อมูลเหล่านี้ เฉินอี้ก็พยักหน้า อย่างน้อยก็ยังมีความเด็ดเดี่ยวอยู่บ้าง
หลังจากจ้าวสวี่ ก็คือซ่งฮุยจง จ้าวจี๋
ยอดคนผู้นี้แหละคือผู้ที่เผชิญกับความอัปยศแห่งจิ้งคังด้วยตัวเอง ประโยคของจางตุนที่ว่า "ต้วนอ๋องเป็นคนเบาปัญญา ไม่คู่ควรกับการปกครองใต้หล้า" ราวกับเป็นการทำนายอนาคตของเขาไว้ไม่มีผิด
เมื่อมองดูประวัติศาสตร์ในช่วงหลังจากนั้นก็ทำเอาเฉินอี้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา นี่แหละคือเหตุผลที่เขาไม่ชอบต้าซ่ง
มันน่าอัปยศเกินไป!
ดังนั้น เฉินอี้จึงเก็บมือถือแล้วพูดขึ้น "แม่นางน้อยหลี่อยากรู้ประวัติชีวิตของตัวเองไหมครับ?"
"เชิญท่านกล่าวมา"
หลี่ชิงเจ้าเริ่มสนใจ
เฉินอี้ "คนยุคหลังยกย่องให้คุณเป็น 'ยอดสตรีผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งตลอดกาล' มีนามแฝงว่า อี้อันจวีซื่อ"
พอได้ยินประโยคแรก หลี่ชิงเจ้ายังรู้สึกดีใจอยู่บ้าง แต่พอได้ยินประโยคหลัง นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลิโป้ที่อยู่ข้างๆ กำลังอุ้มขาหมูกัดกินอย่างเมามัน พอได้ยินว่าหลี่ชิงเจ้าคือยอดสตรีผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งตลอดกาล ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง
"แม่นางน้อยหลี่เก่งกาจยิ่งนัก"
เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
หลี่ชิงเจ้ายิ้มอย่างมีมาดของกุลสตรี "พี่ใหญ่ลิโป้มิต้องกล่าวชมถึงเพียงนี้หรอก นั่นคือหลี่ชิงเจ้าในประวัติศาสตร์ หาใช่ตัวข้าไม่"
เฉินอี้เห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่อง "น่าเสียดายที่ชีวิตของคุณค่อนข้างน่ารันทด"
"รัชศกหยวนฝูปีที่สาม หรือก็คือปีหน้า ซ่งเจ๋อจง จ้าวสวี่สวรรคต เป่ยซ่งเข้าสู่ช่วงปลายยุค"
"ต้วนอ๋อง จ้าวจี๋ ขึ้นครองราชย์ ยี่สิบกว่าปีต่อมาก็เกิดเหตุความอัปยศแห่งจิ้งคัง ทหารจินบุกถล่มลงใต้จนตีเมืองเปี้ยนจิงแตก ฮ่องเต้เป่ยซ่งทั้งสองพระองค์ถูกจับเป็นเชลยขึ้นเหนือ ราชสำนักเป่ยซ่งทั้งหมดต้องอพยพลงใต้ ในหน้าประวัติศาสตร์เรียกว่าหนานซ่ง"
"ส่วนแม่นางน้อยหลี่ก็ต้องระหกระเหินเดินทางไกล พบเจอกับเรื่องราวทุกข์ยากแสนสาหัสมากมาย"
เมื่อรังนกพังทลาย ย่อมไม่มีไข่ใบใดเหลือรอด นับประสาอะไรกับการล่มสลายของราชวงศ์หนึ่ง สำหรับบุคคลธรรมดายิ่งถือเป็นหายนะ
คำพูดเหล่านี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลี่ชิงเจ้าอย่างใหญ่หลวง
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางค่อยๆ แข็งค้าง
นางพยายามเรียบเรียงข้อมูลสำคัญในคำพูดเหล่านั้น "ทหารจินหรือ? แล้วแคว้นเหลียวทางเหนือเล่า?"
แคว้นเหลียวก่อตั้งโดยชาวชี่ตัน ตอนนี้กำลังเป็นภัยคุกคามทางเหนือของต้าซ่ง
ผู้มีวิสัยทัศน์ต่างรู้ดีว่าแคว้นเหลียวไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริงคือชาวจินที่ค่อยๆ ผงาดขึ้นมาอย่างเงียบๆ ต่างหาก ทว่าคนส่วนใหญ่กลับไม่ใส่ใจเรื่องนี้เลย
"แคว้นเหลียวก็ถูกทหารจินทำลายไปแล้วเหมือนกันครับ"
เฉินอี้เอ่ย
เรื่องนี้ทำให้หลี่ชิงเจ้าตกอยู่ในความเงียบงัน
"คุณชายเฉิน ข้าขอดูประวัติชีวิตของตัวเองหน่อยได้หรือไม่?"
นางมองเฉินอี้แล้วเอ่ยถาม
"ได้ครับ แต่ว่าตอนนี้มันเป็นอักษรตัวย่อนะ คุณอาจจะอ่านไม่ออก"
"ไม่มีทางหรอก"
หลี่ชิงเจ้าส่ายหน้า รับมือถือมาดู ก็พบว่ามีบางตัวอักษรที่แตกต่างออกไปจริงๆ บางตัวขาดหมวดนำอักษร หรือขาดขีดบางขีดไป
แต่ความมหัศจรรย์ของตัวอักษรหัวเซี่ยก็อยู่ตรงนี้ ต่อให้มีบางคำที่อ่านไม่ออก แต่ก็ยังพอมองออกถึงความหมายโดยรวมได้
หลี่ชิงเจ้าราวกับโดนสกิลใบ้ของกาเรนเข้าให้ นางนั่งเงียบไม่พูดไม่จาไปเลย
แต่นั่นกลับเป็นผลดีกับลิโป้ หลังจากแทะขาหมูเสร็จ เขาก็ก้มหน้าก้มตาสวาปามข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย
เสน่ห์ของอาหารหูหนานก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ มันกินกับข้าวสวยได้อร่อยมากจนไม่อยากหยุด
ผลก็คือ หลี่ชิงเจ้าหมดความอยากอาหารไปโดยปริยาย นางไม่ได้แตะของกินเลยแม้แต่น้อย
หลังจากอ่านจบ นางก็คืนมือถือให้เฉินอี้ แล้วลุกขึ้นเดินจากไปด้วยท่าทีเหม่อลอย
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้จิตใจเข้มแข็งดั่งหินผาเหมือนลิโป้ ที่พอรู้ว่าตัวเองต้องตายอย่างอนาถแล้วก็ยังคงสวาปามข้าวต่อจนหมดได้...
เพราะจะว่าไปแล้ว นับนิ้วดูนางเพิ่งจะอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น
"น้องชาย เจ้าไม่ตามไปดูหน่อยหรือ?"
ลิโป้รีบเอ่ยเตือนเฉินอี้
"เอ่อ เรื่องนี้..."
เฉินอี้เองก็ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้ เขายังมัวแต่คิดอยู่เลยว่าจะช่วยให้หลี่ชิงเจ้าหลีกเลี่ยงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างไร
เขาลุกขึ้นวิ่งตามออกไป แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของหลี่ชิงเจ้าเสียแล้ว
……
หลี่เก๋อเฟยมองลูกสาวของตนหายตัวไปกับตา ถึงได้ปักใจเชื่อแล้วว่า นางมีวาสนากับเซียนจริงๆ
แต่เพียงไม่นาน หลี่ชิงเจ้าก็ปรากฏตัวกลับมา ทว่าท่าทางของนางดูผิดปกติไปเล็กน้อย
ในหัวของหลี่ชิงเจ้าเต็มไปด้วยภาพบ้านแตกสาแหรกขาด แล้วสตรีบอบบางอย่างนางจะสามารถทำอะไรได้เล่า?
เว้นเสียแต่ว่านางคือเวินโหวลิโป้ผู้เลื่องชื่อ...
ทว่าต่อให้เป็นลิโป้ แล้วเขาจะสามารถกอบกู้วิกฤตการณ์ที่กำลังจะพังทลายนี้ได้เชียวหรือ?
ขณะนั้นเอง หลี่เก๋อเฟยก็เอ่ยถามขึ้น "ลูกเอ๋ย เจ้าได้ไปยังดินแดนเซียน และพบกับท่านเซียนมาแล้วใช่หรือไม่?"
"ไม่..."
หลี่ชิงเจ้าพึ่งจะคิดส่ายหน้า ทว่านางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
นางเงยหน้ามองฟ้าสีครามที่มีเมฆสีขาวลอยล่อง ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ดวงตะวันสาดแสงจ้า
ในเมื่อสวรรค์เบื้องบนให้นางเดินทางไปสู่ยุคหลัง นั่นหมายความว่าต้องการให้นางเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างนี้ใช่หรือไม่?
มิเช่นนั้นแล้ว การที่นางล่วงรู้ 'ประวัติศาสตร์' จะไปมีประโยชน์อันใดเล่า?
ดังนั้น หลี่ชิงเจ้าจึงแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแล้วเอ่ยว่า "ใช่เจ้าค่ะ ท่านเซียนดีต่อลูกมาก"
หลี่เก๋อเฟยตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้นดีใจจนหาที่เปรียบไม่ได้
"ลูกเอ๋ย แล้วท่านเซียนมีเรื่องอันใดให้เจ้าทำหรือไม่?"
"ย่อมมีเจ้าค่ะ"
หลี่ชิงเจ้าฝืนยิ้ม ก่อนจะเน้นย้ำทีละคำ "ท่านเซียนสั่งให้ลูกกอบกู้ต้าซ่ง!"
"นี่มัน..."
หลี่เก๋อเฟยขมวดคิ้ว คล้ายกับตระหนักอะไรบางอย่างได้
แต่เมื่อเห็นท่าทีของหลี่ชิงเจ้าในเวลานี้ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมา
ใช่ว่าทุกคนจะมีความกล้ามากพอที่จะรับรู้อนาคตของตนเอง
และนี่ก็คือเหตุผลที่หลี่ชิงเจ้าไม่ถามเฉินอี้ตั้งแต่แรก
มาตอนนี้นางมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ ไม่ได้ถูกความจริงซัดกระหน่ำจนจมปลักลุกไม่ขึ้น และนี่ก็คือ 'ความเด็ดเดี่ยว' ของหลี่ชิงเจ้า
"ท่านพ่อ ลูกขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ"
หลี่ชิงเจ้ามีเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการวางแผน
รู้อย่างนี้น่าจะไม่รีบกลับมาเลย!
แต่ถ้าจะวิ่งกลับไปตอนนี้ มันก็ออกจะน่ากระดากอายอยู่บ้าง เอาเป็นว่านางขอคิดทบทวนด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยกลับไปถามคุณชายเฉินก็แล้วกัน
เมื่อกลับมาถึงห้อง หลี่ชิงเจ้าก็ตบหน้าผากตัวเองดังฉาด
"แย่แล้ว"
"คุณหนู เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?"
บรรดาสาวใช้ต่างก็เคารพยำเกรงหลี่ชิงเจ้าเป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะว่าหลี่ชิงเจ้าได้ไปเยือน 'ดินแดนเซียน' มาอย่างไรเล่า
หลังจากนี้คุณหนูของพวกนาง อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นนางฟ้าแล้วกระมัง?
"ข้าลืมถามว่าไพ่โต้วตี้จู่มันเล่นยังไงน่ะสิ..."