เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - ปิดประกาศรับศิษย์

บทที่ 7 - ปิดประกาศรับศิษย์

บทที่ 7 - ปิดประกาศรับศิษย์


ยามค่ำคืน ริมสระน้ำตื้นในหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณ แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมาสว่างไสวไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ใต้แสงจันทร์สลัว รูปปั้นหินรูปคนกำลังถือท่อนไม้ห้อยสายเบ็ดตกปลาอยู่ที่สระน้ำตื้น

ข้างๆ รูปปั้นหินมีผู้นำหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณและนักพรตเอ้อโก่วยืนอยู่ "พี่รอง พรุ่งนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว เรื่องของเสวี่ยเอ๋อร์เกี่ยวข้องกับโชคชะตาของตระกูลเราเลยนะ หวังว่าพี่รองจะใส่ใจให้มาก!"

"ได้ๆ รู้แล้วน่า วันๆ เอาแต่บ่นจู้จี้อยู่ได้ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ก็แล้วกัน แต่ไอ้ลูกหมานั่น ข้าไม่รับประกันความปลอดภัยของมันหรอกนะ!" นักพรตเอ้อโก่วตอบผู้นำหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณอย่างส่งเดช

"พี่รอง ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าไปยุ่งกับเด็กคนนั้นจะดีกว่า ข้าสังหรณ์ใจว่าเบื้องหลังของเขาต้องมียอดฝีมือคอยคุ้มครองอยู่แน่ๆ ดูจากเรื่องบัวเก้าสีก็รู้แล้วว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา บัวเก้าสีเป็นของล้ำค่าปานนั้น แต่เด็กคนนี้กลับไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย วันนี้ข้าใช้หญ้าพิทักษ์วิญญาณร้อยใบและปลาหกพิษมาทดสอบเขา เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย"

"หืม? หญ้าพิทักษ์วิญญาณร้อยใบ หากอยู่ต่ำกว่าระดับเบิกวิญญาณขั้นห้าก็ไม่อาจกินได้ ปลาหกพิษ หากอยู่ต่ำกว่าระดับเบิกวิญญาณขั้นแปดก็ไม่อาจแตะต้อง ไอ้ลูกหมานี่ ...!" เมื่อได้ยินเช่นนี้นักพรตเอ้อโก่วก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง

"ใช่แล้ว แต่เขาไม่มีพลังวิญญาณเลยจริงๆ นะ ดูจากการแสดงออกแล้วก็เป็นแค่เด็กไร้เดียงสา แถมยังดูซื่อบื้อนิดๆ ด้วยซ้ำ แปลก แปลกประหลาดมากทีเดียว" ผู้นำหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวจนต้องระบายออกมา

"หรือว่าจะเป็นแค่คนบ้าที่เกิดมามีร่างกายผิดปกติ?"

"ช่างเถอะ เท่าที่ดูจากการกระทำของเขา ข้าก็ไม่เห็นว่าเขามีเจตนาร้ายอะไรต่อเสวี่ยเอ๋อร์เลย ระหว่างทางท่านก็คอยระวังเขาไว้หน่อยก็พอ"

"ได้ๆ ขอให้เด็กหญิงนั่นสมหวังอย่างที่เจ้าคิดก็แล้วกัน แต่ถ้าบังเอิญไปเจอพวกสิบแปดมงกุฎเข้าล่ะก็ อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน"

"พี่รอง ท่านนี่มันปากหมาจริงๆ!"

"เจ้าเจ็ด เจ้า ...!" นักพรตเอ้อโก่วถูกผู้นำหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณตอกกลับจนพูดไม่ออก

"พอแล้วๆ พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่ท่าเรือหน้าหมู่บ้านนะ" พูดจบ ผู้นำหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณก็เอามือไพล่หลังเดินกลับบ้านไป

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ณ ท่าเรือหน้าหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณ

สายลมพัดเอื่อย เรือลำน้อยลอยล่องอยู่บนผิวน้ำที่เป็นประกายระยิบระยับ นักพรตเอ้อโก่วพาอาล่างและเสวี่ยเอ๋อร์ขึ้นเรือไปทั้งสามคน หัวเรือมีคนพายเรือยืนอยู่ เขาสวมหมวกไม้ไผ่และสวมเสื้อคลุมกันฝน ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้เลย เสียงน้ำดังซู่ซ่าเมื่อไม้พายจ้วงลงไปในน้ำ เรือลำน้อยค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ภาพวาดทิวทัศน์ที่มีหมู่เมฆสะท้อนบนผิวน้ำ มุ่งหน้าสู่แดนไกล ทิ้งรอยคลื่นเป็นทางยาวไว้เบื้องหลัง

"ท่านปู่ ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะต้องเข้าเป็นศิษย์สายในของหอตระหนักฟ้าให้ได้อย่างแน่นอน ท่านพ่อ ต้องรอข้ากลับมาอย่างปลอดภัยนะเจ้าคะ!" เสวี่ยเอ๋อร์โบกมืออำลาผู้นำหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณที่อยู่บนฝั่งพลางพึมพำกับตัวเอง อาล่างยืนอยู่ข้างๆ มองไปยังหมู่บ้านพิทักษ์วิญญาณที่อยู่ไกลออกไปเงียบๆ เมื่อละสายตากลับมา เขาก็มองไปยังแผ่นหลังอันบอบบางของเสวี่ยเอ๋อร์ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เมื่ออาล่างหันกลับมาเตรียมจะมองไปที่ฝั่งตรงข้ามตามทิศทางที่เรือมุ่งหน้าไป เขากลับพบว่านักพรตเอ้อโก่วนั่งยองๆ อยู่ที่กราบเรือ สายตาของเขากวาดมองอาล่างตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่หยุด อาล่างจ้องหน้านักพรตเอ้อโก่วเขม็ง ครู่หนึ่งอาล่างก็เอ่ยปากทำลายความเงียบ "อาโก่ว เจ้าจะทำอะไร?"

นักพรตเอ้อโก่วเซถลาเกือบตกน้ำ "เจ้า ... ไอ้ลูกหมา! พูดจา ... พูดจาภาษาอะไรเนี่ย!" พูดจบ นักพรตเอ้อโก่วก็เงื้อฝ่ามือเตรียมจะตบลงมา "ท่านปู่เอ้อโก่ว!" เสวี่ยเอ๋อร์รีบวิ่งมาขวางหน้าอาล่างเพื่อรับฝ่ามือของนักพรตเอ้อโก่วแทน

"อะแฮ่ม อะแฮ่ม" คนพายเรือที่หัวเรือกระแอมไอสองครั้ง นักพรตเอ้อโก่วจึงชักมือกลับ เขายืนเก้ออยู่บนเรือ กระแอมไอสองสามครั้งแก้เก้อแล้วหันไปมองฝั่งตรงข้าม "ไอ้ลูกหมา อย่ามาทำเก่งให้มากนัก สักวันข้าจะสั่งสอนเจ้าให้เข็ด ขึ้นฝั่งแล้วถ้าไม่เชื่อฟังข้า เจ้าจะต้องเสียใจ ถึงตอนนั้นอย่ามาร้องไห้อ้อนวอนข้าก็แล้วกัน อ้อนวอนข้าก็ไม่ช่วยหรอกนะ ข้าไม่ได้รับปากว่าจะดูแลไอ้ลูกหมาไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้าเสียหน่อย โมโหชะมัด โมโหชะมัด!"

"ท่านปู่เอ้อโก่ว อย่าทำแบบนี้สิเจ้าคะ!" เสวี่ยเอ๋อร์พูดพลางดึงชายเสื้อของนักพรตเอ้อโก่วเขย่าไปมาสองสามครั้ง แล้วหันไปมองอาล่าง "พี่อาล่าง ท่านพูดอะไรดีๆ กับท่านปู่เอ้อโก่วหน่อยสิเจ้าคะ จริงๆ แล้วท่านปู่เอ้อโก่วใจดีมากนะ" เมื่อนักพรตเอ้อโก่วได้ยินเช่นนี้ ก็เอามือไพล่หลังพลางส่งเสียง "ฮึ!" ออกมาทางจมูก เขายืดอกเชิดหน้าขึ้น รอคอยคำตอบจากอาล่าง ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ขณะที่นักพรตเอ้อโก่วกำลังจะหันกลับมา เสียงตอบรับของอาล่างก็ดังมาจากด้านหลัง แต่กลับเป็นเสียงร้อง "โฮ่ง โฮ่ง ..." ร่างของนักพรตเอ้อโก่วสั่นสะท้าน ก่อนจะสั่นระริกไม่หยุด "ไอ้ลูกหมา ฝาก ไว้ ก่อน เถอะ!" พูดจบนักพรตเอ้อโก่วก็ไม่หันกลับมามองและไม่ปริปากพูดอะไรอีกเลย

"พี่อาล่าง! ..." เสวี่ยเอ๋อร์มองอาล่างอย่างตัดพ้อพลางทำปากยื่น อาล่างลูบหัวตัวเองด้วยความเขินอายเล็กน้อยและไม่ได้พูดอะไรอีก

ผ่านไปหนึ่งก้านธูป เรือลำน้อยก็แล่นมาถึงฝั่งตรงข้ามในที่สุด

"ขอบใจมาก พ่อจ้าว" นักพรตเอ้อโก่วโยนศิลาวิญญาณสีทองแดงสามก้อนให้คนพายเรือแล้วกระโดดขึ้นฝั่ง เดินตรงดิ่งเข้าไปในฝูงชนที่คึกคักริมฝั่งโดยไม่เหลียวหลัง "พี่อาล่าง รีบไปกันเถอะ!" เสวี่ยเอ๋อร์ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางดึงแขนเสื้ออาล่างลงจากเรือแล้วรีบวิ่งตามนักพรตเอ้อโก่วไป

เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว นักพรตเอ้อโก่วก็ผ่อนฝีเท้าลง เขามองซ้ายมองขวาหาอะไรบางอย่าง เสวี่ยเอ๋อร์จูงแขนเสื้ออาล่างเดินตามนักพรตเอ้อโก่วไปเงียบๆ

"เร่เข้ามา เร่เข้ามา ลูกผู้ชายชาตรีต้องปกป้องประเทศชาติบ้านเมือง เป็นขุนพลสักวันหนึ่ง เกียรติยศชื่อเสียงจะคงอยู่ไปหมื่นปี ใครอยากเป็นทหารเชิญทางนี้เลย!" เมื่อมองตามเสียงไป อาล่างก็เห็นทหารนายหนึ่งยืนถือฆ้องตีดังล้งเล้งอยู่ใต้ศาลาไม้ริมฝั่ง ข้างกายเขามีแผงลอยตั้งอยู่ และมีธงคำว่า "แม่ทัพ" ปักอยู่ข้างๆ

"เร่เข้ามา เร่เข้ามา ขาดเงินแดงเดียววีรบุรุษยังต้องจนตรอก มีทรัพย์สมบัติหมื่นก้วนต่างหากจึงจะเป็นของจริง ใครมีปณิธานอยากค้าขายให้ร่ำรวยไปถึงลูกหลานเชิญทางนี้เลย!" พ่อค้าตัวเตี้ยอ้วนที่สวมเครื่องประดับหรูหราเต็มตัวซึ่งอยู่ข้างแผงลอยทหารก็ตีฆ้องดังกังวานเช่นกัน

"ท่านปู่เอ้อโก่ว พวกเขากำลังทำอะไรกันหรือเจ้าคะ? คราวที่แล้วตอนข้ามาที่นี่ไม่เห็นเจอพวกเขาเลย"

"ฮึ อย่าไปสนใจพวกเขาเลย ตอนนี้บ้านเมืองไม่สงบสุข ได้ยินมาว่ากำลังจะเกิดสงคราม ก็เลยมีการรับสมัครทหารและซื้อม้าไปทั่ว การบำเพ็ญเพียรต่างหากที่เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง พวกเราไปหาศิลาวัดพลังวิญญาณกันเถอะ มีแค่ทางนี้เท่านั้นที่เราจะมีโอกาสได้เจอกับท่านทูตจากห้าสำนักใหญ่ แปลกจัง ก่อนหน้านี้ศิลาวัดพลังวิญญาณก็อยู่ที่นี่นี่นา ทำไมตอนนี้ถึงหายไปแล้วล่ะ?" นักพรตเอ้อโก่วพูดพลางลูบคาง สีหน้าครุ่นคิด

"ท่านปู่เอ้อโก่ว ท่านดูสิเจ้าคะ ตรงนั้นมีคนมุงดูอะไรกันเต็มไปหมดเลย ไม่รู้ว่ามีอะไรกัน" เสวี่ยเอ๋อร์พูดพลางชี้มือไปยังฝูงชนที่อยู่ห่างออกไปร้อยกว่าเมตร นักพรตเอ้อโก่วได้สติกลับมาและพาอาล่างกับเสวี่ยเอ๋อร์เดินเข้าไปหาฝูงชนกลุ่มนั้น

จบบทที่ บทที่ 7 - ปิดประกาศรับศิษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว