- หน้าแรก
- เซียนซุนหน้ามึน ป่วนสำนักฝึกตน
- บทที่ 2 - วิหารพิทักษ์วิญญาณ
บทที่ 2 - วิหารพิทักษ์วิญญาณ
บทที่ 2 - วิหารพิทักษ์วิญญาณ
จักรวรรดิจงเทียน เมืองชิงซาน จวนเจิ้นหนาน เมืองหยวนซาน ป่าเร้นลับ
ยามค่ำคืน พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางนภา เบื้องล่างมีภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งซึ่งมีน้ำตกไหลหลั่งลงมา ริมลำธารน้ำไหลริน เด็กชายวัยสิบกว่าปีนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยความเบื่อหน่ายสุดจะทน
"คราวนี้ท่านปู่ออกไปนานแค่ไหนกันแน่? นี่ก็สิบกว่าวันแล้วยังไม่กลับมาอีก ข้าจะกินแต่ยาลูกกลอนพวกนี้ไม่ได้นะ ..." เด็กชายบ่นพลางล้วงเอายาลูกกลอนสีเขียวเป็นประกายมันวาวสองสามเม็ดออกมาจากกระเป๋าเสื้อผ้าหยาบๆ เขาโยนเล่นในมือสองสามครั้งแล้วเก็บกลับลงกระเป๋าตามเดิม "ไม่อร่อยเลย ไปหาไก่ป่ามาย่างกินสักสองสามตัวดีกว่า!"
เด็กชายเช็ดน้ำลายที่มุมปาก จากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็นเงาวูบวาบและหายตัวเข้าไปในป่าทึบอันมืดมิด
"ท่านพ่อ เสวี่ยเอ๋อร์กลัวเหลือเกิน ... หมอกลงจัดขนาดนี้ พวกเราอยู่ที่ไหนกัน แล้วจะออกไปได้อย่างไรเจ้าคะ?" เด็กหญิงวัยเจ็ดแปดขวบในชุดเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจับแขนเสื้อเปื้อนเลือดของชายวัยกลางคนไว้แน่น นางเดินไปถามไป บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"เสวี่ยเอ๋อร์อย่ากลัวเลย เราเดินต่อไปอีกหน่อยเถอะ ต้องหาทางออกเจอแน่ โทษพ่อเองที่ไร้ความสามารถ เราลองหากันดูอีกทีนะ หากได้บัวเก้าสีมาสักดอก เจ้าก็จะมีโอกาสได้เป็นศิษย์สายในของ ... หอตระหนักฟ้า ..." ชายวัยกลางคนทนฝืนต่อไปไม่ไหว ในที่สุดเขาก็ล้มพับลงใต้ต้นไม้โบราณ
"ท่านพ่อ รีบลุกขึ้นสิเจ้าคะ! ท่านพ่อ เสวี่ยเอ๋อร์ไม่อยากเป็นศิษย์หอตระหนักฟ้าอะไรทั้งนั้น เสวี่ยเอ๋อร์ต้องการแค่ท่านพ่อ! ท่านพ่อ รีบตื่นขึ้นมาเถอะเจ้าค่ะ!" เด็กหญิงร้องไห้อย่างสิ้นหวังพลางหมอบร้องไห้อยู่บนร่างของชายวัยกลางคนที่สลบไสลไม่ได้สติ จากนั้นนางก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง นางเช็ดน้ำตาที่หางตา แววตาดูมุ่งมั่นขึ้นเล็กน้อย "ท่านพ่อ เสวี่ยเอ๋อร์จะไปตามคนมาช่วย ต้องมีคนช่วยท่านพ่อได้แน่!"
สิ้นเสียง เด็กหญิงผู้ไร้ที่พึ่งก็เดินเข้าไปในส่วนลึกของป่าเร้นลับที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบเพียงลำพัง
"เอ๊ะ? จะว่าไปแล้วดอกไม้เน่าๆ นี่ก็หวานดีเหมือนกันนะ!" อาล่างกอดดอกบัวหลากสีไว้เต็มอ้อมแขน เขาเคี้ยวไปพลางมองซ้ายมองขวาไปพลางราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
"แปลกจริง ไก่ป่าบ้าพวกนี้หายหัวไปไหนกันหมด? ไม่ได้กินไก่มาหลายวันแล้ว ชักจะอยากกินขึ้นมาแล้วสิ!" อาล่างเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเดินลึกเข้าไปในป่าเร้นลับอย่างช้าๆ
"มีใครอยู่ไหมเจ้าคะ? ช่วยท่านพ่อของข้าด้วย มีใครอยู่ไหม ..." เด็กหญิงเดินโซเซไปข้างหน้า โดยไม่รู้เลยว่าบนกิ่งไม้ของต้นไม้โบราณด้านหลัง มีเงาของนกผีตัวหนึ่งจ้องมองนางมาเนิ่นนานแล้ว มันตรวจสอบตัวตนของเด็กหญิงคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นกับดักของพญายมราชน้อยแห่งป่าเร้นลับ
เสียงจิ๊บดังขึ้น ในที่สุดวิหคเพลิงเก้าสียักษ์ตัวนี้ก็ทนความเย้ายวนของอาหารอันโอชะไม่ไหว เงาของนกผีพุ่งทะยานลงมาหาเหยื่อรสเลิศของมันอย่างรวดเร็ว มันพุ่งตรงไปยังเด็กหญิงเผ่ามนุษย์ผู้ไร้ที่พึ่ง เพราะถึงอย่างไรป่าเร้นลับแห่งนี้ก็ไม่มีมนุษย์ย่างกรายเข้ามานานกว่าสิบปีแล้ว แน่นอนว่าพญายมราชน้อยนั่นนับเป็นมนุษย์ไม่ได้ นับเป็นผีก็ยังไม่ได้เลย น่ากลัวเกินไปแล้ว ไม่สิ น่ากลัวสำหรับนกต่างหาก
ขณะที่จงอยปากแหลมคมของวิหคเพลิงเก้าสียักษ์กำลังจะจิกกินลำคอของเด็กหญิง เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นข้างหูนาง ตามมาด้วยเสียงตุบ ราวกับก้อนหินหนักตกลงพื้น ร่างหนึ่งร่อนลงที่ด้านหลังของเด็กหญิง
"ฮ่าฮ่า ในที่สุดก็จับได้สักที" ฝ่ามือเล็กๆ ของเด็กชายกำคอของวิหคเพลิงเก้าสียักษ์ไว้แน่น วิหคเพลิงเก้าสียักษ์เหลือกตาขาวอย่างหมดแรง มันเห็นว่าตนเองคงไม่รอดแน่แล้ว ทว่าจู่ๆ ความหวังก็ปรากฏขึ้น ดูเหมือนว่ามือของเด็กชายจะคลายออกเล็กน้อย อาศัยจังหวะนั้นวิหคเพลิงเก้าสียักษ์พ่นเลือดออกมาคำหนึ่ง มันพุ่งเป้าไปที่เด็กชายผู้ไร้เดียงสาด้วยความเคียดแค้นตลอดชีวิต ทว่าต่อมาเสียงกรอบแกรบก็ดังขึ้น วิหคเพลิงเก้าสียักษ์มีควันสีขาวพ่นออกจากปาก จากนั้นคอของมันก็หัก ศีรษะของนกค่อยๆ ห้อยตกลง วินาทีสุดท้ายก่อนจะจากโลกนี้ไป มันได้เห็นสายตาที่พึงพอใจและแฝงความอบอุ่นของเด็กชาย ราวกับกำลังพยักหน้าให้มัน คล้ายกับจะปลอบโยนให้มันไปสู่สุขคติ
"แบบนี้สิถึงจะถูก ท่านปู่บอกว่าไก่ป่าต้องทำให้มันคายควันออกมาก่อนถึงจะอร่อย ไม่งั้นจะมีกลิ่นควันไฟ" เด็กชายพูดพลางลงมือถอนขนไก่ป่าลำตัวยาวกว่าหนึ่งจั้งตัวนี้อย่างคล่องแคล่ว เขาสับกระดูกดังกรอบแกรบสองสามครั้งแล้วยัดใส่ถุงมิติที่ห้อยคอไว้
ขณะที่เด็กชายหันหลังเตรียมจะจากไป เขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันกลับมาเอียงคอพิจารณาเด็กหญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ส่วนเด็กหญิงก็กำลังอ้าปากค้างและเบิกตากว้างมองเขาอยู่ "นี่มันตัวอะไรเนี่ย?"
วินาทีที่เขายกมือขึ้นหมายจะบีบแก้มเด็กหญิง "กรี๊ด ..." เด็กหญิงกรีดร้องเสียงแหลม นางหันหลังเตรียมจะวิ่งหนี แต่ยังไม่ทันก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว ความหิวโหยและเหน็บหนาวประดังประเดเข้ากับภาพเหตุการณ์สะเทือนขวัญก่อนหน้านี้ ทำให้เด็กหญิงล้มพับลงกับพื้นอย่างหมดแรง เด็กชายตกใจกับเสียงร้องโหยหวนของเด็กหญิง เขาถอยหลังกระโดดออกไปไกลกว่าสองจั้งและโก่งตัวเตรียมป้องกัน เมื่อเห็นเด็กหญิงล้มลงบนพื้นโดยไม่มีปฏิกิริยาใดตอบสนอง เด็กชายจึงเดินเข้าไปเดินวนรอบตัวเด็กหญิงสองรอบ
"เฮ้อ นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย ดูสกปรกจังเลย หรือว่าจะเป็นลูกไม้ของไก่ป่า? ช่างเถอะ เอากลับไปล้างทำความสะอาดก่อนแล้วกัน รอท่านปู่กลับมาค่อยถามว่าต้องทำกินยังไง" พูดจบเด็กชายก็แบกเด็กหญิงขึ้นบ่าแล้วกลายเป็นเงาวูบวาบหายลับเข้าไปในป่าที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ