- หน้าแรก
- พลิกกระดานการค้า สะท้านแผ่นดินต้าเฉียน
- บทที่ 28 - แม่หนูหน้าเลือด
บทที่ 28 - แม่หนูหน้าเลือด
บทที่ 28 - แม่หนูหน้าเลือด
บทที่ 28 - แม่หนูหน้าเลือด
ซูเหยียนซักถามเรื่องพัดลมมือหมุนต่ออีกครู่หนึ่ง
ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นไปถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของพวกชาวนา
ตอนนี้แรงงานชาวนาเกือบทั้งหมดทุ่มเทให้กับการผลิตพัดลมมือหมุน หากจะตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ คงหาคนงานมาทำไม่พอแน่ๆ
ครั้นจะประกาศรับสมัครคนงานอย่างเอิกเกริกก็ทำไม่ได้ ปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานจึงกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในตอนนี้
รอจนช่างไม้หลิวขอตัวกลับไป
ซูเหยียนก็จัดการธุระส่วนตัวเล็กน้อย แล้วเดินออกจากคฤหาสน์
เขาตั้งใจจะกลับไปที่จวนกั๋วกง เพื่อปรึกษาท่านพ่อเรื่องการหาคนงานโรงงานน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ลองถามดูว่ามีทหารปลดระวางเหลืออยู่กี่นาย
แวะดูร้านชานมเป็นทางผ่านพอดี
วันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก
ในฐานะหุ้นส่วนใหญ่ เขาคงต้องไปตรวจดูความเรียบร้อยสักหน่อย
รถม้าวิ่งเหยาะๆ ไปตามถนนในตลาดตะวันตก
ซูเหยียนมองลอดหน้าต่างรถม้าออกไปดูร้านรวงสองข้างทาง
เขาเดินสำรวจตลาดตะวันตกมาจนปรุโปร่งแล้ว จึงเข้าใจสภาพการค้าในย่านนี้เป็นอย่างดี
ราวๆ ครึ่งชั่วยาม รถม้าก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านชานม
"อาเวย ไหลฟู่!" ซูเหยียนร้องเรียก
เงาสองสายโผล่ออกมาจากมุมมืด โค้งคำนับให้ซูเหยียน "คุณชาย!"
ทั้งสองเป็นคนสนิทของซูเว่ยกั๋ว เคยผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน ฝีมือวิทยายุทธ์จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของยุทธภพเลยทีเดียว
หลังจากเกิดเรื่องขึ้น ซูเว่ยกั๋วก็สั่งให้ทั้งสองคอยติดตามคุ้มครองซูเหยียนอย่างลับๆ พวกเขาจะปรากฏตัวก็ต่อเมื่อซูเหยียนร้องเรียกเท่านั้น
"เรื่องจูจวินสืบได้ความว่าไงบ้าง?" ซูเหยียนถาม
เขาปล่อยให้จูจวินดูแลร้านพัดลมมือหมุนทั้งหมด
แต่ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก เขาก็ดูออกว่าหมอนี่ไม่น่าไว้ใจ จึงส่งคนไปสืบประวัติมา
"ดูเหมือนเขาจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายอำเภอเมืองซิงผิงขอรับ เคยเป็นผู้จัดการร้านค้ามาหลายแห่ง แต่ดันไปเหยียบตาปลาขุนนางผู้ใหญ่เข้า เลยติดคุกอยู่สองปี เพิ่งจะพ้นโทษออกมาได้ก็เพราะนายอำเภอเมืองซิงผิงใช้เงินวิ่งเต้นให้ขอรับ" อาเวยรายงาน
ซูเหยียนฟังแล้วถึงกับหน้าผากย่น
ที่แท้ก็พวกนักโทษเก่า
เจาเจานี่รับคนมาทำงานไม่เช็คประวัติก่อนเลยหรือไง?
"นายอำเภอเมืองซิงผิงเป็นแค่ขุนนางขั้นหก มีอำนาจไปงัดคนออกจากคุกของกรมอาญาได้ด้วยหรือ?"
"นายอำเภอผู้นี้มีความเกี่ยวพันกับตระกูลเซวียขอรับ ภรรยาของเขาเป็นคนของสายรองตระกูลเซวีย"
"มีตระกูลขุนนางหนุนหลังอยู่นี่เอง..."
ซูเหยียนถึงบางอ้อทันที
โลกมันกลมจริงๆ ไปๆ มาๆ ก็วนกลับมาเจอพวกตระกูลเซวียอีกจนได้
บัญชีแค้นระหว่างเขากับเซวียโหยวเหว่ยยังไม่ได้สะสางเลยนะ
"สองวันมานี้ หมอนั่นทำตัวมีพิรุธบ้างไหม?" ซูเหยียนถามต่อ
"ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ขอรับ มาทำงานตามปกติ ไม่ได้ติดต่อกับใครเป็นพิเศษ" อาเวยตอบ
"เฝ้าจับตาดูมันไว้ให้ดี ข้าสังหรณ์ใจว่าหมอนี่แหละที่จะเป็นตัวหมากสำคัญให้ข้า" ซูเหยียนยิ้มกริ่ม
"รับทราบขอรับ!" อาเวยรับคำแข็งขัน
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ
ซูเหยียนก็เดินตรงเข้าไปในร้านชานม
ร้านใหม่นี้ไม่ได้คึกคักอย่างที่คิดไว้เลย
ร้านนี้ดัดแปลงมาจากโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง และเพื่อรองรับเมนูใหม่ๆ ในอนาคต ซูเหยียนจึงไม่ได้ใช้ชื่อ 'ชานมไข่มุก' เป็นชื่อร้าน แต่ตั้งชื่อว่า 'ฉยงเจียงอวี้ลู่' (น้ำทิพย์สวรรค์) แทน
ร้านแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นบนมีห้องส่วนตัวหลายห้อง และมีระเบียงเปิดโล่งสำหรับชมวิว เดิมทีบนระเบียงมีกระถางต้นไม้วางเรียงรายอยู่ ซูเหยียนสั่งให้ย้ายออกไปจนหมด แล้วนำชุดโต๊ะเก้าอี้สุดหรูมาจัดวางแทน
บรรยากาศภายในร้านเงียบเหงาหงอย
แทบจะไม่มีลูกค้าหลงเข้ามาเลย
"นายท่าน ชานมไข่มุกหอมหวานชื่นใจ ลองชิมดูไหมขอรับ เพียงแก้วละสองตำลึงเงินเท่านั้น!" พนักงานหน้าร้านร้องเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปมา
แต่พอลูกค้าได้ยินราคาแก้วละสองตำลึงเงิน ก็พากันด่าทอแล้วเดินหนีไป "ไสหัวไปเลย แก้วละสองตำลึงเงิน ทำมาจากทองคำหรือไง!"
จริงอยู่ที่เครื่องดื่มเย็นในเมืองหลวงนั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ขนาดเมนูที่แพงที่สุดของร้านซวงเสวี่ยถัง ก็ยังขายแค่แก้วละหนึ่งตำลึงเงิน ส่วนใหญ่ก็ราคาแค่สี่ห้าร้อยอีแปะเท่านั้น
จู่ๆ ก็มีร้านใหม่เปิดตัวมาขายเครื่องดื่มเย็นแก้วละสองตำลึงเงิน
ใครๆ ก็คงคิดว่าเจ้าของร้านเสียสติไปแล้วแน่ๆ ต่อให้ของจะดีแค่ไหน แต่นี่มันเครื่องดื่มเย็นนะเว้ย จะมาโขกสับกันขนาดนี้เห็นชาวบ้านเป็นไอ้โง่หรือไง?
ซูเหยียนเดินมาถึงหน้าร้าน
ก็เห็นชุนเถายืนเหม่ออยู่หน้าร้าน พอเห็นหน้าซูเหยียน นางก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับทันที
"น้องพีชคนสวย มายืนชะเง้อรอใครอยู่จ๊ะ?" ซูเหยียนเดินเข้าไปทักทายยิ้มๆ
ชุนเถาได้ยินสรรพนามที่ซูเหยียนเรียก หน้าก็ตึงขึ้นมาทันที แต่นางก็รู้ดีว่าขนาดองค์หญิงยังทำอะไรเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ นางจึงไม่กล้าต่อปากต่อคำ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานที่ซูเหยียนให้นางนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย ก็ทำให้นางรู้สึกประทับใจในตัวซูเหยียนไม่น้อย
เด็กหนุ่มคนนี้แม้ภายนอกจะดูไม่เอาถ่าน ชอบพูดจายียวนกวนประสาท แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความสามารถอันล้นเหลือและมารยาทที่เหนือกว่าพวกคุณชายหน้าขาวที่นางเคยพบเจอ
"บ่าวไพร่ไม่ใช่คนหรือไง"
ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในใจนาง
เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้แค่พูดดี แต่เขาปฏิบัติกับบ่าวไพร่เยี่ยงมนุษย์คนหนึ่งจริงๆ
"คุณชาย คุณหนูรออยู่ข้างในนานแล้วเจ้าค่ะ" ชุนเถาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
ซูเหยียนเห็นนางทำตัวว่านอนสอนง่าย ก็หมดสนุก เดาะลิ้นอย่างเซ็งๆ ก่อนจะตบไหล่นางเบาๆ "น้องพีชคนสวย ข้าชอบท่าทีหยิ่งยโสของเจ้าเมื่อก่อนมากกว่านะเนี่ย"
ชุนเถาถึงกับหน้าคว่ำ
นี่มันคนบ้าชัดๆ
พอทำตัวดีด้วย ก็ดันไม่ชอบใจซะงั้น!
"รีบเข้าไปเถอะเจ้าค่ะ!" นางปัดมือซูเหยียนออก พยายามสะกดกลั้นความอยากชักดาบฟันคอไอ้หมอนี่
ซูเหยียนโบกมือยิ้มๆ เดินเข้าไปในร้าน
กวาดสายตามองปราดเดียว ก็เห็นหลี่เจาหนิงนั่งอยู่ตรงมุมร้าน
วันนี้หลี่เจาหนิงอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ชายกระโปรงปักลวดลายดอกไห่ถังอย่างประณีต แม้ผ้าคลุมหน้าจะบดบังความงามของใบหน้าไว้ แต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นก็ยังคงสะกดทุกสายตา
"เจาเจา คิดถึงข้าไหมล่ะ?" เขารีบก้าวเข้าไปนั่งลงข้างๆ นาง
หลี่เจาหนิงเริ่มจะคุ้นชินกับคำพูดแทะโลมของซูเหยียนแล้ว นางจึงไม่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบโต้มากนัก หันมามองซูเหยียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เราตั้งราคาแพงไปหรือเปล่า ตั้งแต่เช้ายังไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยสักคน..."
นางมาเฝ้าร้านตั้งแต่เช้าตรู่ แต่จนป่านนี้ยังไม่มีใครหลงเข้ามาเลย
นางลองใช้วิธีเดียวกับตอนเปิดร้านขายพัดลมมือหมุน ให้พนักงานออกไปเชิญชวนให้ลูกค้าลองชิม แต่ก็ไม่มีใครยอมชิมเลย
นางมั่นใจในรสชาติของชานมไข่มุกมาก แต่ถ้าไม่มีใครยอมลองชิม นางก็หมดปัญญาเหมือนกัน
จะให้ไปบังคับกรอกปากลูกค้าก็ใช่ที่
"เป็นเรื่องปกติแหละ เดินอยู่ดีๆ มีคนเอาของกินมายัดเยียดให้ เจ้าจะกล้ากินไหมล่ะ?" ซูเหยียนฟังนางบ่นจบก็หัวเราะออกมา
พัดลมมือหมุนมันสามารถสาธิตให้เห็นลมที่พัดออกมาได้ชัดเจน แต่เครื่องดื่มนี่มันต้องเอาเข้าปาก ในยุคสมัยที่คนใกล้ชิดยังอาจจะวางยากันได้ ใครมันจะไปกล้ากินของจากคนแปลกหน้ากันล่ะ?
"แล้วจะทำยังไงดีล่ะ..." หลี่เจาหนิงเริ่มรู้สึกว่าการทำธุรกิจมันยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
ถ้านางไม่ต้องมานั่งหาเงินไปงัดข้อกับเสด็จพ่อ นางก็คงไม่อยากจะมาทำธุรกิจแบบนี้หรอก
มันยากกว่าการแต่งกลอนวาดภาพตั้งเยอะ
"ใช้กลยุทธ์นิดหน่อยก็พอแล้ว" ซูเหยียนยิ้มกริ่ม
หลี่เจาหนิงหันขวับมามองเขาด้วยความสนใจ "กลยุทธ์อะไรหรือเพคะ?"
"หน้าม้าไง" ซูเหยียนขยิบตาให้
"หน้าม้า?" หลี่เจาหนิงทำหน้างง
นางไม่เข้าใจศัพท์คำนี้ แต่เมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจของซูเหยียน ความกังวลในใจนางก็เบาบางลงไปเยอะ
"เอาแบบนี้นะ เจ้าไปจ้างคนมากลุ่มนึง แต่งตัวให้ดูเป็นผู้ดีมีตังค์หน่อย แล้วให้พวกเขาเข้ามานั่งกินชานมในร้านฟรีๆ"
"กินฟรีเลยหรือเพคะ?"
หลี่เจาหนิงยิ่งงงหนักเข้าไปอีก
ซูเหยียนพยักหน้า ชี้ไปที่ช่องรับออเดอร์ "เจ้าทำตามที่ข้าบอกก็พอ นอกจากคนพวกนั้นแล้ว ก็ไปจ้างพวกบ่าวไพร่มาต่อแถวที่ช่องสั่งกลับบ้านด้วย บอกพวกนั้นว่าถ้ามีคนถาม ก็ให้ชื่นชมชานมของเราให้สุดๆ ไปเลย ย้ำด้วยนะว่าเจ้านายของพวกเขาเป็นคนสั่งให้มาซื้อ แล้วอย่าลืมโปรโมตสโลแกนของเราด้วย 'ชานมแก้วแรกของเดือนหก มอบให้คนที่คุณรัก'"
พอได้ยินคำว่า 'ชานมแก้วแรกมอบให้คนที่คุณรัก' หลี่เจาหนิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ชานมแก้วแรกของซูเหยียน เขาก็มอบให้นางไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ใบหน้าของหลี่เจาหนิงก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที
"สุดท้ายก็จ้างชาวบ้านธรรมดาๆ สักกลุ่ม ให้ไปตามย่านหอนางโลม ปล่อยข่าวเรื่องชานมไข่มุกของเรา แล้วก็ปล่อยโปรโมชันฉลองเปิดร้านฉยงเจียงอวี้ลู่ด้วยว่า ใครที่ดื่มชานมของเราเสร็จ จะมีสิทธิ์ส่งบทกวีเข้าประกวด บทกวีที่ส่งเข้าประกวดจะถูกนำไปติดไว้ที่ผนังร้านให้ลูกค้าช่วยกันโหวต เมื่อครบหนึ่งเดือน ใครที่ได้คะแนนโหวตสูงสุด จะได้รับรางวัลเป็นเงินสดหนึ่งพันตำลึง"
ซูเหยียนร่ายยาวรวดเดียวจบ ก่อนจะถอนหายใจยาว
เขาต้องรีบกลับไปจัดการเรื่องโรงงานผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ จึงไม่มีเวลามาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คงต้องปล่อยให้หลี่เจาหนิงเป็นคนจัดการไป
แต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้ยากอะไร เขาเชื่อว่าหลี่เจาหนิงน่าจะรับมือไหว
"หะ... หนึ่งพันตำลึงเลยหรือเพคะ?" หลี่เจาหนิงเบิกตากว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดายเงิน
"ยัยแม่หนูหน้าเลือดเอ๊ย แค่พันตำลึงเอง เทียบกับกำไรที่เราจะได้แล้ว มันก็แค่ขนหน้าแข้งร่วงนิดเดียวเองน่า" ซูเหยียนขยิบตาให้
หลี่เจาหนิงก้มหน้างุด ครางรับในลำคอด้วยความเขินอาย
สรรพนาม 'แม่หนูหน้าเลือด' นี่ ฟังดูสนิทสนมยิ่งกว่าคำว่า 'เจาเจา' เสียอีก
(จบแล้ว)