- หน้าแรก
- พลิกกระดานการค้า สะท้านแผ่นดินต้าเฉียน
- บทที่ 27 - ผิดวิสัย
บทที่ 27 - ผิดวิสัย
บทที่ 27 - ผิดวิสัย
บทที่ 27 - ผิดวิสัย
เมื่อเกาสื่อหลินออกไปถ่ายทอดรับสั่ง
ไม่นานนัก ร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำ สวมหมวกคลุมหน้าปิดบังใบหน้า ก็ก้าวฉับๆ เข้ามาจากข้างนอก "ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายบังคมฮองเฮา!"
"เป็นอย่างไรบ้าง สืบได้เรื่องไหม?" หลี่เสวียนโบกพระหัตถ์เป็นเชิงอนุญาตให้ไม่ต้องมากพิธี ก่อนจะรีบถามอย่างร้อนใจ
"สืบได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" โม่ยวี่ล้วงม้วนฎีกาออกจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้หลี่เสวียน
หลี่เสวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก รับฎีกามาเปิดอ่าน "ฮ่าฮ่า ทำได้ดีมาก!"
ในฐานะฮ่องเต้ การจะสืบประวัติใครสักคนไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
เพียงแต่ หากต้องการสืบอย่างลับๆ ก็ต้องอาศัยองครักษ์เงาเท่านั้น
และโม่ยวี่ผู้นี้ ก็คือสายลับฝีมือดีที่สุดในบรรดาองครักษ์เงา อีกทั้งเขามักจะปิดบังใบหน้าอยู่เสมอ นอกจากหลี่เสวียนแล้ว ก็ไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา
หลี่เสวียนรับม้วนฎีกามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แล้วค่อยๆ คลี่ออกอ่าน
แต่เมื่อสายตากวาดไปเห็นข้อความในฎีกา รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันแข็งค้าง เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและไม่เชื่อสายตา!
"ฝ่าบาท... เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ?" ซ่างกวนฮองเฮาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
หลายปีที่ผ่านมา พระนางแทบไม่เคยเห็นหลี่เสวียนมีสีหน้าเช่นนี้มาก่อน
"เจ้าลองดูสิ..." หลี่เสวียนสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แล้วยื่นม้วนฎีกาให้ซ่างกวนฮองเฮา
ซ่างกวนฮองเฮารับมาเปิดอ่าน
แล้วก็มีสีหน้าตื่นตะลึงไปอีกคน
"ฝ่าบาท... นี่... ไม่ได้สืบผิดตัวใช่ไหมเพคะ?"
ซ่างกวนฮองเฮาหันไปมองหลี่เสวียน
"ทูลฮองเฮา กระหม่อมตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างถี่ถ้วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ โรงงานผลิตพัดลมมือหมุนตั้งอยู่ในที่ดินศักดินาของจวนซูกั๋วกง คนงานก็ล้วนเป็นชาวนาของที่นั่น ซูอวี่ผู้นั้นก็คือว่าที่ราชบุตรเขย ซูเหยียนพ่ะย่ะค่ะ!"
โม่ยวี่รีบประสานมือยืนยัน
"ซูอวี่ก็คือซูเหยียน..." หลี่เสวียนเปลี่ยนจากความตกตะลึง เป็นความรู้สึกแปลกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
สีหน้าของซ่างกวนฮองเฮาเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน
อัจฉริยะนักธุรกิจที่ทำเอาหลี่เจาหนิงและหลี่เสวียนออกปากชมไม่ขาดปาก กลับกลายเป็นไอ้ลูกคุณหนูจอมผลาญสมบัติแห่งตระกูลซูอย่างซูเหยียนเสียนี่!
ข่าวนี้มันช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริงๆ
เมื่อไม่กี่วันก่อน ซูเหยียนเพิ่งจะไปมีเรื่องชกต่อยกับเซวียโหยวเหว่ย จนเกือบจะไปเฝ้ายมบาลอยู่รอมร่อ
แต่จู่ๆ ไอ้ลูกคุณหนูไม่เอาถ่าน กลับกลายร่างมาเป็นยอดนักธุรกิจไปได้อย่างไร
"ฮ่าฮ่าฮ่า น่าสนใจ! น่าสนใจจริงๆ!!" หลี่เสวียนจู่ๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"เจาเจาคงคาดไม่ถึงแน่ๆ ว่าคนที่นางอยากจะขอถอนหมั้นด้วย จะเป็นคนเดียวกับยอดนักธุรกิจที่นางชื่นชมนักชื่นชมหนา..." ซ่างกวนฮองเฮาเองก็อดขำไม่ได้
พวกเขาพยายามจับคู่สองคนนี้มาโดยตลอด ไม่นึกเลยว่าจะมาลงเอยด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกันเสียอย่างนั้น
แถมยังไม่รู้สถานะที่แท้จริงของกันและกันอีกต่างหาก
ที่น่าขันที่สุดก็คือ หลี่เจาหนิงที่ต่อต้านการแต่งงานครั้งนี้มาตลอด กลับเอาแต่เอ่ยปากชมคู่หมั้นของตัวเองไม่หยุดหย่อน
"ฝ่าบาท ควรจะบอกเรื่องนี้ให้เจาเจารู้ไหมเพคะ?" ซ่างกวนฮองเฮาเสนอแนะ
พระนางสัมผัสได้ว่าลูกสาวมีใจให้ซูอวี่ผู้นี้ หากบอกความจริงให้นางรู้ การแต่งงานครั้งนี้ก็คงจะแฮปปี้เอนดิ้ง
"อย่าเพิ่งบอกนาง" แต่หลี่เสวียนกลับโบกพระหัตถ์ปฏิเสธ
"ทำไมล่ะเพคะ?" ซ่างกวนฮองเฮาไม่เข้าใจ
"ซูเหยียนเป็นถึงลูกชายกั๋วกง แต่กลับไม่ใช้ชื่อเสียงของตระกูลไปทำธุรกิจ แถมยังปกปิดตัวตนอีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้เขาก็เอาแต่ทำตัวเหลวไหล ไม่เอาถ่าน แต่จู่ๆ กลับมีความสามารถถึงเพียงนี้ เรื่องนี้มันมีเงื่อนงำหลายอย่าง ข้าสงสัยว่าเบื้องหลังซูเหยียนอาจจะมีคนชักใยอยู่ อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่นจะดีกว่า"
สีหน้าของหลี่เสวียนกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง
ไอ้ลูกคุณหนูจอมเสเพล จู่ๆ ก็งัดเอาของแปลกใหม่น่าทึ่งออกมาได้มากมาย แถมยังมีหัวการค้าเฉียบแหลมอีก
มันดูผิดวิสัยเกินไป
"ฝ่าบาทคิดว่า ซูเหยียนอาจจะถูกใครหลอกใช้หรือเพคะ?" ซ่างกวนฮองเฮาพอจะเดาความหมายของหลี่เสวียนออก
"ก็ไม่แน่ แต่เรื่องนี้อย่าเพิ่งให้กระโตกกระตากไปดีกว่า รอให้สืบจนแน่ชัดก่อนเถอะ อีกไม่กี่วันซูเหยียนก็จะเข้าวังมาแล้ว ข้าจะขอลองหยั่งเชิงดูหน่อยว่าไอ้เด็กนี่มันมีดีอะไรนักหนา" หลี่เสวียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
สถานการณ์ในราชสำนักตอนนี้สลับซับซ้อนมาก ทั้งขุนนางบุ๋นและบู๊ต่างก็แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ชิงดีชิงเด่นกันอย่างลับๆ
พวกตระกูลขุนนางกับราชวงศ์เองก็พยายามหาทางคานอำนาจกันอยู่
ราชวงศ์กุมอำนาจทางการทหาร ส่วนตระกูลขุนนางกุมอำนาจทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความสมดุลอันเปราะบางขึ้น
หากเบื้องหลังซูเหยียนคือพวกตระกูลขุนนาง ต่อให้เขาจะหาเงินเก่งแค่ไหน หลี่เสวียนก็ปล่อยให้เขาเติบโตต่อไปไม่ได้ ซ้ำยังต้องลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังออกมาจัดการให้สิ้นซากด้วยซ้ำ
ไม่อย่างนั้น ราชวงศ์อาจจะถูกพวกตระกูลขุนนางเข้าควบคุมเอาได้
"เป็นไปได้ไหมเพคะว่า ซูเหยียนอาจจะมีความสามารถอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนมัวแต่หลงระเริงกับการพนัน เลยไม่เอาถ่าน?" ซ่างกวนฮองเฮาตั้งข้อสังเกต
"หากไอ้เด็กนี่มันมีความสามารถจริงๆ ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของข้าแล้วล่ะ!" หลี่เสวียนกล่าว
แม้พระองค์จะยังไม่เคยพบหน้าซูเหยียน แต่จากคำบอกเล่าของหลี่เจาหนิง พระองค์ก็สัมผัสได้ถึงหัวการค้าและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเด็กหนุ่มผู้นี้
ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์กำลังต้องการตัวอยู่พอดี
"หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะเพคะ..." ซ่างกวนฮองเฮาถอนหายใจ
"แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว" หลี่เสวียนพยักหน้าเห็นด้วย
หากซูเหยียนเก่งด้วยตัวเองจริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับทั้งตัวเขา ราชวงศ์ และหลี่เจาหนิงด้วย
แต่หากเขามีความเกี่ยวพันกับตระกูลขุนนาง เรื่องมันก็จะบานปลายไปกันใหญ่
ซูเว่ยกั๋วเป็นถึงขุนนางฝ่ายบู๊ และเป็นกำลังสำคัญของหลี่เสวียน หากลูกชายของเขาไปพัวพันกับพวกตระกูลขุนนาง แล้วซูเว่ยกั๋วจะมีปัญหาอะไรด้วยไหม?
แน่นอนว่า ด้วยความไว้ใจที่หลี่เสวียนมีต่อซูเว่ยกั๋ว พระองค์ไม่ระแวงเรื่องความจงรักภักดีของเขาหรอก เพราะซูเว่ยกั๋วเคยช่วยชีวิตพระองค์กับฮองเฮาไว้ แต่ซูเว่ยกั๋วก็มีข้อเสียใหญ่หลวงอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการตามใจลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจนเกินไป
ด้วยความรักลูกจนตาบอด...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของหลี่เสวียนก็ยิ่งเคร่งเครียดหนักกว่าเดิม
"ฝ่าบาท มานั่งเดากันไปเองแบบนี้ ก็มีแต่จะปวดหัวเปล่าๆ รอให้สืบจนรู้ความจริงก่อนเถอะเพคะ" ซ่างกวนฮองเฮากุมมือหลี่เสวียนไว้ พลางเอ่ยปลอบโยนอย่างอ่อนโยน
"อืม" หลี่เสวียนฝืนยิ้มออกมาบางๆ
...
วันรุ่งขึ้น
ซูเหยียนนอนตื่นสายโด่งจนตะวันตรงหัว
ให้เสี่ยวเตี๋ยช่วยแต่งตัวให้ แล้วก็เดินไปกินข้าวที่ห้องอาหาร
เพิ่งจะอิ่มได้ไม่นาน บ่าวไพร่ก็เข้ามารายงานว่าช่างไม้หลิวมาขอพบ
ตอนนี้เรื่องการผลิตพัดลมมือหมุน ซูเหยียนได้มอบหมายให้ช่างไม้ในจวนเป็นคนดูแล โดยมีชาวนาในที่ดินศักดินาเป็นแรงงานหลัก
"คุณชาย!" ช่างไม้หลิวเดินเข้ามาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
หลังจากเหตุการณ์เรื่องพัดลมมือหมุน ทัศนคติที่ช่างไม้หลิวมีต่อซูเหยียนก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยิ่งตอนนี้ได้เลื่อนขั้นมาเป็นผู้คุมงาน เขาก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจจนหน้าบาน
"เฒ่าหลิว การผลิตพัดลมมือหมุนเป็นยังไงบ้าง ตามเป้าทันไหม?" ซูเหยียนถาม
"ทันขอรับ พอพวกชาวนาเริ่มคล่องมือกันแล้ว วันนึงทำได้ตั้งสามพันเครื่องสบายๆ เลย เมื่อวานยอดพุ่งไปถึงสามพันสามร้อยเครื่องเลยด้วยซ้ำขอรับ" ช่างไม้หลิวรายงานด้วยความตื่นเต้น
"ขยันกันขนาดนั้นเลย?" ซูเหยียนทำหน้าแปลกใจ
เขาคิดว่ายอดการผลิตน่าจะตันอยู่ที่วันละสามพันเครื่องแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังเพิ่มยอดได้อีก
"ระบบจ่ายค่าแรงตามชิ้นงานที่คุณชายตั้งขึ้นมา ทำให้ทุกคนมีกำลังใจทำงานกันสุดๆ เลยขอรับ ยิ่งทำมากก็ได้เงินมาก ไม่มีใครกล้าอู้งานเลย เพราะเงินมันเห็นๆ กันอยู่ ทุกคนต่างก็ซาบซึ้งในพระคุณของคุณชายกันทั้งนั้น!" ช่างไม้หลิวเล่าด้วยรอยยิ้ม
ชีวิตของชาวนานั้นลำบากยากแค้นอยู่แล้ว แม้ซูเว่ยกั๋วจะไม่ขูดรีดภาษีเหมือนพวกตระกูลขุนนาง แต่ด้วยผลผลิตทางการเกษตรในยุคนี้ที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ชาวนาแค่พอมีพอกินไปวันๆ เท่านั้น
แต่การผลิตพัดลมมือหมุน ที่จ่ายค่าแรงตามจำนวนชิ้นงาน แถมซูเหยียนยังให้ราคาดีอีก ทำให้แต่ละครอบครัวหากช่วยกันทำดีๆ ก็สามารถหาเงินได้วันละสามสี่ร้อยอีแปะได้อย่างสบายๆ ซึ่งรายได้ระดับนี้ เทียบเท่ากับค่าจ้างรายเดือนของช่างฝีมือเชียวนะ
บางครอบครัวถึงกับเรียกตัวลูกชายที่ไปรับจ้างทำงานในเมืองกลับมาช่วยกันทำ เกณฑ์คนทั้งบ้านมาช่วยกันทำพัดลมมือหมุนให้ซูเหยียนกันเลยทีเดียว
ชาวนาเหล่านี้ นอกจากจะตั้งใจทำงานแล้ว ยังซาบซึ้งในความกรุณาของซูเหยียนเป็นอย่างมาก
เพียงไม่กี่วัน ภาพลักษณ์ของซูเหยียนในสายตาพวกเขาก็เปลี่ยนจากลูกคุณหนูจอมผลาญสมบัติ กลายเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งที่ใครๆ ก็เคารพกราบไหว้
"ให้พวกเขาตั้งใจทำงานไปเถอะ สิ้นเดือนนี้ข้าจะมีโบนัสพิเศษให้ด้วย" ซูเหยียนหัวเราะร่วน
แต่ในใจก็แอบถอนหายใจ
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน การแข่งขันเอาเป็นเอาตายมันก็มีอยู่ทุกที่จริงๆ แฮะ...
(จบแล้ว)