- หน้าแรก
- พลิกกระดานการค้า สะท้านแผ่นดินต้าเฉียน
- บทที่ 29 - ข้าช่วยได้
บทที่ 29 - ข้าช่วยได้
บทที่ 29 - ข้าช่วยได้
บทที่ 29 - ข้าช่วยได้
หลังจากซูเหยียนอธิบายรายละเอียดให้หลี่เจาหนิงฟังจบ
เขาก็เดินทางกลับมายังจวนกั๋วกง
"คุณชาย!" เมื่อเห็นซูเหยียนกลับมา หลิวฝู พ่อบ้านของจวนก็รีบก้าวเข้ามาประสานมือโค้งคำนับ
"ท่านพ่ออยู่ไหม?" ซูเหยียนถามขึ้น
"อยู่ขอรับ แต่ว่าท่านผู้กองจ้าวกับพวกมาหา ตอนนี้กำลังหารือธุระกันอยู่ที่ห้องโถงขอรับ" หลิวฝูรีบตอบ
"ท่านผู้กองจ้าวมาหรือ?" ซูเหยียนเลิกคิ้ว "งั้นข้าแวะไปดูหน่อยดีกว่า"
ผู้กองจ้าวที่ว่านี้ มีนามว่า จ้าวป๋อ อดีตเคยเป็นขุนพลคู่ใจใต้บังคับบัญชาของซูเว่ยกั๋ว ทว่าด้วยวัยที่ล่วงเลยจนมิอาจจับศึกได้อีก เขาจึงต้องปลดระวางกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงชาวบ้านธรรมดา
ผลงานความดีความชอบที่เขาสร้างไว้สมัยอยู่ในกองทัพมีมากมายก่ายกอง เมื่อเกษียณออกมา จึงไม่แปลกที่เขาจะได้รับการเคารพนับถือ และถูกยกย่องให้เป็นผู้นำของกลุ่มทหารผ่านศึกโดยปริยาย
พอดีเลย การที่ซูเหยียนกลับมาครั้งนี้ ก็เพื่อจะมาจัดการปัญหาของพวกทหารผ่านศึกเหล่านี้อยู่พอดี
"คุณชาย..." หลิวฝูมีท่าทีอึกอัก คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
"มีอะไรอีกรึ?" ซูเหยียนมองเขาด้วยความสงสัย
"ข้าน้อยเห็นว่า... คุณชายอย่าเพิ่งเข้าไปพบท่านผู้กองจ้าวเลยจะดีกว่าขอรับ เพราะเรื่องที่คุณชายเคยไปลงไม้ลงมือกับเขานั้น... แม้ว่าเขาจะเกรงใจสถานะของนายท่าน จึงไม่ได้เอาเรื่องเอาราว..."
หลิวฝูยิ้มเจื่อนๆ
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ซูเหยียนกำลังหน้ามืดตามัวเพราะผีพนันเข้าสิง พอรู้ข่าวว่าจ้าวป๋อมาเบิกเงินที่จวน เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บุกไปทำร้ายจ้าวป๋อจนขาหัก ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันมาจนถึงทุกวันนี้
แม้ว่าภายหลัง ซูเว่ยกั๋วจะโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ และจัดการลงโทษซูเหยียนอย่างหนัก
ทว่าขาของจ้าวป๋อที่หักไปแล้ว ย่อมไม่อาจต่อกลับให้เหมือนเดิมได้
"บาปกรรมที่ข้าเคยก่อไว้ตอนยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ข้าจะต้องชดใช้ให้ท่านจ้าวอย่างสาสมแน่" ซูเหยียนถอนหายใจยาว
เวรกรรมที่เจ้าของร่างเดิมก่อไว้แท้ๆ
แต่ทว่า เมื่อได้รับชีวิตใหม่ในร่างนี้ เขาก็ค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนของซูเหยียนไปแล้ว
เขาจึงตั้งใจว่าจะชดใช้ความผิดเหล่านี้ให้ดีที่สุด
หลิวฝูมองซูเหยียนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสับสน
ไม่ว่าจะชดใช้อย่างไร ขาที่หักไปแล้วก็ไม่มีวันงอกใหม่ได้ สำหรับอดีตขุนศึกผู้เคยห้าวหาญในสนามรบ แต่กลับต้องมาจบลงด้วยการเป็นคนพิการเดินเหินไม่สะดวก ต่อให้เขาเป็นเพียงบ่าวไพร่ ก็ยังอดรู้สึกเวทนาไม่ได้
"เดี๋ยวข้าน้อยไปเรียนนายท่านให้นะขอรับ"
"ไม่ต้องหรอก ข้าเข้าไปเองเลยดีกว่า"
ซูเหยียนปฏิเสธคำแนะนำของหลิวฝู ก่อนจะสาวเท้ามุ่งหน้าเข้าไปในจวน
...
ณ ห้องโถง
ซูเว่ยกั๋วนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เบื้องล่าง จ้าวป๋อกำไม้เท้าไว้แน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "ท่านแม่ทัพ ไม่ใช่ว่าพวกข้าตาแก่พวกนี้จะไม่รู้ความ พวกข้าก็เข้าใจดีว่าต้าเฉียนเพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปี บ้านเมืองยังไม่สงบดี ราชสำนักก็กำลังลำบาก แต่ตอนนี้พวกเราแทบจะไม่มีข้าวกินกันแล้ว ถึงขนาดต้องไปขุดรากไม้กินกันประทังชีวิต!"
พวกเขาเคยเป็นนักรบผู้ห้าวหาญ ไม่เคยเกรงกลัวแม้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูนับหมื่น
แต่พอกลับมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้
"ปีนี้ฝนแล้ง ข้าวปลาอาหารต้องขาดแคลนแน่ๆ ถ้าทางการไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย ปีนี้พวกเราคงไม่รอด พวกเราตาแก่พวกนี้จะตายก็ช่างเถอะ แต่พวกลูกหลานล่ะ..." ชายชราผมขาวโพลนอีกคนถอนหายใจเฮือกใหญ่
ลูกหลานชายฉกรรจ์ส่วนใหญ่ของพวกเขา อาศัยเส้นสายของพ่อแม่เข้าเป็นทหาร แม้จะต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่ก็พอมีข้าวกินประทังชีวิต
ส่วนที่เหลือรอดอยู่ที่บ้าน นอกจากแรงงานหลักเพียงไม่กี่คน ก็มีแต่คนแก่ ผู้หญิง และเด็กที่อ่อนแอ
ถ้าไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ คนพวกนี้ก็มีแต่รอความตายเท่านั้น
"ข้าจะลองหาทางดู เผื่อจะหาเงินมาเจือจุนพวกเจ้าได้บ้าง" ซูเว่ยกั๋วสูดลมหายใจเข้าลึก
ทางการได้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ทหารผ่านศึก เพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลให้พวกเขามีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย
ทว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาษีที่ดินกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตที่ได้จากที่ดินเหล่านั้นแทบจะไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จนทหารผ่านศึกหลายคนต้องจำใจขายที่ดินให้กับพวกตระกูลขุนนางเพื่อความอยู่รอด
ประกอบกับปัญหาท้องพระคลังว่างเปล่า เงินบำนาญเดือนละห้าอีแปะก็ถูกงดจ่ายไปเสียอีก
ซูเว่ยกั๋วเห็นแก่ความผูกพันในอดีต จึงทนเห็นลูกน้องเก่าตกระกำลำบากไม่ได้ ควักกระเป๋าเอาเงินรายได้ส่วนใหญ่ของจวนกั๋วกงไปช่วยเหลือทหารผ่านศึกเหล่านั้น
แต่จวนกั๋วกงก็ไม่ได้มีธุรกิจการค้าเป็นชิ้นเป็นอัน เงินเก็บก็มีไม่มาก แถมยังมีค่าใช้จ่ายในจวนอีกบานตะไท ไหนจะพฤติกรรมผลาญเงินเป็นว่าเล่นของซูเหยียนอีก เงินที่แบ่งปันไปช่วยเหลือจึงเป็นได้แค่น้ำหยดเดียวในทะเลทราย
"ท่านแม่ทัพ หลายปีมานี้ท่านก็เอาเงินส่วนตัวมาช่วยพวกข้าตลอด พวกข้าเข้าใจความลำบากของท่านดี ถ้าจะให้หน้าด้านรับเงินของท่านอีก พวกข้ายอมตายเสียดีกว่า!" จ้าวป๋อใช้ไม้เท้าค้ำยัน คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความยากลำบาก
"เหล่าจ้าว เจ้าทำอะไรเนี่ย!" ซูเว่ยกั๋วรีบลุกขึ้นไปประคองเขา "พวกเจ้าเป็นทหารของข้า เคยร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน ถ้าข้าปล่อยให้พวกเจ้าต้องมาตกระกำลำบากในปั้นปลายชีวิต ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"
"ท่านแม่ทัพ พวกข้าไม่ได้มาขอเงิน แต่พวกข้าอยากขอร้องให้ท่านแม่ทัพนำเรื่องนี้ไปทูลฝ่าบาท ให้ทางราชสำนักออกมารับผิดชอบ พวกข้าสู้รบถวายชีวิตเพื่อสร้างแผ่นดินให้ฝ่าบาท แต่พวกตระกูลขุนนางกลับนอนรอรับผลประโยชน์ กอบโกยที่ดินและเสบียงอาหารไปจนหมด พวกเขาสบายไปแล้ว แต่พวกข้ากลับไม่มีข้าวกิน!" ชายชรารูปร่างผอมโซอีกคนคุกเข่าลงอ้อนวอน
"ถ้าราชสำนักไม่แยแส พวกข้าก็จะถือว่านี่คือชะตากรรม!"
"ใช่ พวกขุนนางร่ำรวยกันล้นฟ้า แต่ท้องพระคลังกลับว่างเปล่า ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นความอยุติธรรมนี้หรือไม่?"
อดีตนายทหารอีกหลายคนคุกเข่าลงสมทบ
ปกติแล้วพวกเขาจะสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่เคยปริปากวิพากษ์วิจารณ์เรื่องในราชสำนัก
แต่วันนี้พวกเขาอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
ในเมื่อปากท้องยังไม่มีจะกิน จะให้มานั่งห่วงเรื่องอื่นได้อย่างไร
"ฝ่าบาทเองก็ทรงมีความลำบากพระทัย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้อย่าเอาไปกวนพระทัยพระองค์เลย" ซูเว่ยกั๋วประคองพวกเขาลุกขึ้นทีละคน
เขารู้ดีว่า ต่อให้นำเรื่องนี้ไปทูลหลี่เสวียน สุดท้ายก็ต้องให้กรมคลังเป็นผู้จัดการ ซึ่งกรมคลังก็ต้องเบิกเงินจากท้องพระคลัง ในเมื่อท้องพระคลังไม่มีเงิน ปัญหาก็ไม่มีทางคลี่คลายอยู่ดี
"ข้ายังมีจวนเหลืออยู่อีกสองสามแห่ง ถ้าขายไปก็น่าจะพอช่วยให้พวกเจ้าผ่านพ้นวิกฤตในปีนี้ไปได้" ซูเว่ยกั๋วตัดสินใจแน่วแน่เอ่ยกับทุกคน
"ผ่านปีนี้ไปได้ แล้วปีหน้าล่ะ ปีต่อๆ ไปอีกล่ะ?" จ้าวป๋อและคนอื่นๆ น้ำตาคลอเบ้า หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากซูเว่ยกั๋วมาตลอด ทุกคนต่างก็รู้สึกผิดในใจ "ท่านแม่ทัพ ทำแบบนี้มีแต่จะฉุดให้ท่านลำบากไปด้วย!"
ระดับซูกั๋วกง แม่ทัพใหญ่แห่งหน่วยพิทักษ์ซ้าย
ขุนศึกผู้เกรียงไกร เทียบชั้นได้กับฉินอี้ หลี่เวย และเฉินป้าเทียน
ถึงกับต้องยอมขายบ้านขายช่อง
ในฐานะอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา ย่อมไม่อาจทนดูสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ขายบ้านไป ก็ช่วยต่อลมหายใจได้แค่ปีนี้ปีเดียว ถ้าปีหน้ามีปัญหาอีก จะเอาอะไรไปขายล่ะ คงไม่ใช่ว่าจะให้ขายจวนกั๋วกงทิ้งหรอกนะ?
ทางออกเดียวคือต้องให้ฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาจัดการ
"แต่ว่า..." ซูเว่ยกั๋วเข้าใจความรู้สึกลูกน้องดี และเข้าใจสถานการณ์ของฮ่องเต้ด้วย เขาถูกความกดดันจากทั้งสองฝ่ายเล่นงานจนคิดหาทางออกไม่เจอ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถง
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก
ผ่านไปเนิ่นนาน
ซูเว่ยกั๋วก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า "ยังไงซะ การมีชีวิตรอดก็สำคัญที่สุด เดี๋ยวข้าจะสั่งให้คนเอาบ้านไปประกาศขายทันที"
เขาไม่อาจทนดูเพื่อนร่วมรบต้องอดตายไปต่อหน้าต่อตาได้
ตอนนี้คงต้องหาเงินจากการขายบ้านมาประทังชีวิตไปก่อน แล้วค่อยหาจังหวะไปปรึกษาฮ่องเต้อีกที
"ท่านพ่อ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก ข้าช่วยได้"
จังหวะนั้นเอง ซูเหยียนก็ก้าวเข้ามาในห้องโถง พลางเอ่ยกับซูเว่ยกั๋วด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นเขาปรากฏตัว สีหน้าของอดีตนายทหารทั้งหลายก็เปลี่ยนไปทันที โดยเฉพาะจ้าวป๋อ เขารีบยกไม้เท้าขึ้นมากั้นไว้ตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เหตุการณ์ที่ถูกซูเหยียนทำร้ายในวันนั้น ยังคงหลอกหลอนเขาอยู่จนถึงทุกวันนี้
(จบแล้ว)