- หน้าแรก
- วิวาห์รักจ้าวปรโลก
- บทที่ 12 - ไอหยินแทรกซึมกระดูก
บทที่ 12 - ไอหยินแทรกซึมกระดูก
บทที่ 12 - ไอหยินแทรกซึมกระดูก
บทที่ 12 - ไอหยินแทรกซึมกระดูก
พื้นที่ในรถค่อนข้างแคบ รูปร่างสูงใหญ่ของเขาจึงขยับตัวได้ไม่ถนัดนัก
บวกกับปฏิกิริยาที่เย็นชาของฉัน ทำให้เขาหมดอารมณ์ไปอย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่ต้องทำเขาก็ไม่ได้ละเลย พอเสร็จกิจไปรอบหนึ่ง เขาก็เอาผ้าห่มในรถมาห่อตัวฉันไว้ แล้วคลายเขตอาคมออก
พี่ชายพุ่งขึ้นรถมาก็สวดฉอดๆ ทันที "น้องสาวฉันเพิ่งโดนลักพาตัวจนขวัญเสียมานะเว้ย! นายจะอ่อนโยนหน่อยไม่ได้หรือไง?! นายมันใช่คนหรือเปล่าวะ?!"
หึ แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คน
เดี๋ยวนะ ทำไมพี่ชายถึงมองเห็นเขาล่ะ?!
ฉันมองพี่ชายอย่างงงๆ เขาหันไปด่าผีหน้าตาน่าเกลียดที่อยู่ข้างๆ ฉันจากเบาะคนขับ เห็นได้ชัดว่าเขามองเห็น
"ครรภ์วิญญาณก่อตัว มังกรหลีเป็นรูปเป็นร่าง ข้าก็เลยจำแลงกายเนื้อบนโลกมนุษย์ได้" เขาอธิบายเรียบๆ
ฉันหันหน้าหนีอย่างเงียบๆ เขาจะเป็นยังไงก็ช่าง ฉันไม่อยากรับรู้
"ใส่หน้ากากหลอกผีหลอกคนอยู่ได้ ตกลงแกเป็นยมทูตหัววัวหรือหน้าม้ากันแน่! ถอดออกมาดูเดี๋ยวนี้! น้องสาวฉันจะยอมให้แกมารังแกฟรีๆ ไม่ได้หรอกนะ!" พี่ชายโวยวายอย่างฉุนเฉียว
"เจ้าใจกล้าไม่เบานะ ที่กล้าพูดกับข้าแบบนี้" เขาพูดกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เหอะ พ่อคนนี้ไม่เคยกลัวฟ้ากลัวดินโว้ย อย่างมากก็แค่ตาย จะกลัวหาสวรรค์วิมานอะไร!"
เขาหัวเราะเบาๆ เหมือนกำลังเยาะเย้ยพี่ชายที่เป็นแค่คนธรรมดาแต่ไม่เจียมตัว
ฉันได้ยินเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันตอนเขายกมือขึ้น ดูเหมือนเขาจะถอดหน้ากากออกจริงๆ
ในรถเงียบกริบ น้ำเสียงของพี่ชายดูตะกุกตะกักขึ้นมา "เอ่อ... เสี่ยวเฉียว... แก... แกอยากจะดูหน่อยไหม? เขา... เขา..."
ฉันซุกหน้าลงกับเข่า ภายใต้ผ้าห่มคือร่างกายที่เย็นเฉียบ
ของเหลวเย็นเยียบไหลซึมออกมาจากร่างกาย น้ำตาของฉันก็รินไหลอย่างเงียบงันเช่นกัน
"...ฉันไม่อยากดู เขาจะหน้าตายังไง ก็ไม่เกี่ยวกับฉัน" ฉันพูดเสียงอู้อี้ ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเหมือนนกกระจอกเทศ
"หึ... ไม่อยากดูก็ไม่ต้องดู" น้ำเสียงเย็นชาของเขาแฝงไปด้วยความโกรธที่เย็นเยียบ
ดูเหมือนเขาจะหายตัวไป พี่ชายรีบร้อนพูดขึ้นว่า "เดี๋ยวๆ! แล้วพ่อฉันล่ะ! นายบอกว่ารู้ว่าพ่อฉันอยู่ที่ไหนไม่ใช่เหรอ?!"
"โรงพยาบาลเหรินเหอ!" เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วก็หายวับไปจากรถ
》》》
โรงพยาบาลเหรินเหอ เป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับท็อป ฉันกับพี่ชายคิดไม่ออกเลยว่าพ่อถูกส่งมาที่นี่ได้ยังไง หรือว่าจะเป็นฝีมือของผีหน้าตาน่าเกลียดนั่น?
ปัญหาคือ การใช้เวทมนตร์มันจ่ายค่าห้อง VIP ได้ด้วยเหรอ?!
พ่อนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย หมอพูดอธิบายอะไรยืดยาว แต่ฉันไม่ได้ฟังเลย โลกของเรากับโลกของหมอมันต่างกัน
พอหมอเดินออกไป พี่ชายก็พูดกับฉันแค่สี่คำ "ไปหาปู่ทวด"
เขาออกไปโทรศัพท์ติดต่อคนทางบ้านเกิด ส่วนฉันก็นั่งเฝ้าพ่ออยู่ที่เตียง
วันรุ่งขึ้น ปู่ทวดก็เดินทางมาถึง
ปกติการเดินทางจากบ้านเกิดมาที่นี่ใช้เวลาแค่สี่ห้าชั่วโมง ปู่ทวดถือไม้เท้ามาอันหนึ่ง ดูภายนอกก็เป็นไม้เท้าธรรมดาๆ มีรอยโค้งงอและลวดลายตามธรรมชาติ แต่ว่ากันว่าไม้เท้าอันนั้นทำมาจากไม้หนานมู่สีม่วงทองที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมีเงินก็หาซื้อไม่ได้
ปู่ทวดเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของตระกูล พอเขาออกเดินทาง ก็ต้องมีคนติดตามมาเพียบ ปู่ของฉัน ปู่รอง คุณอา ลูกพี่ลูกน้อง... มากันเจ็ดแปดคนเลยทีเดียว
พอเขาเข้ามาในห้อง VIP ก็สั่งให้ลูกพี่ลูกน้องปิดประตู
พอประตูปิดลง ชายชราก็ทิ้งไม้เท้า แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน
ฉันสะดุ้งตกใจ รีบถาม "ปู่ทวดทำอะไรคะ?!"
ฉันถามพลางจะเข้าไปประคอง แต่เขากลับปัดมือฉันออก แล้วส่ายหน้าบอกว่า "นังหนู ยืนอยู่เฉยๆ!"
น้ำเสียงของเขาจริงจังมาก ฉันทำอะไรไม่ถูก หันไปมองพี่ชาย พี่ชายเองก็ทำหน้าเหลอหลาพอกัน
"...ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ขอก้มกราบด้วยความเคารพ ตระกูลมู่ขอขอบพระคุณท่านเทพที่ทรงคุ้มครอง..." ปู่ทวดก้มกราบฉัน
ทุกคนในครอบครัวงงกันเป็นไก่ตาแตก ปู่ทวดอายุตั้งเท่าไหร่แล้ว จู่ๆ มาคุกเข่าแบบนี้ ต่างก็รีบเข้ามาพยุงชายชรากันใหญ่
ภรรยาของลูกพี่ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างหลังสุดกระซิบเบาๆ ว่า "ปู่ทวดเลอะเลือนไปแล้วหรือเปล่า..."
ปู่ทวดหันไปมองปู่กับปู่รองของฉัน "ข้าคุกเข่าแล้ว พวกเจ้ายังกล้ายืนอยู่อีกหรือ?"
พอได้ยินคำสั่งนี้ ต่อให้ไม่เต็มใจ ทุกคนในครอบครัวก็ต้องคุกเข่าลง พี่ชายที่ยืนอยู่ข้างฉันลูบจมูกตัวเอง ถามอย่างเก้อเขินว่า "แล้ว... ผมต้องคุกเข่าด้วยไหมเนี่ย..."
"มู่อวิ๋นฟาน!" ปู่ทวดตะคอกเรียกชื่อเต็ม ทำเอาพี่ชายสะดุ้งโหยง รีบคุกเข่าลงทันที
ฉันอึดอัดแทบแทรกแผ่นดินหนี ฉันอายุน้อยที่สุดในนี้ แต่กลับเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่
"ปู่ทวดคะ... เขา... คนๆ นั้น... ไม่สิ ผีตนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกค่ะ" ฉันกระซิบ
ปู่ทวดพาทุกคนในครอบครัวกราบสามครั้ง ก่อนจะยอมให้ฉันประคองลุกขึ้น
"เขาจะอยู่หรือไม่ไม่สำคัญ แต่ของแทนตัวเขาอยู่ที่นี่ พวกเราที่เป็นคนธรรมดาก็สมควรที่จะก้มกราบด้วยความเคารพ..." ปู่ทวดชี้มาที่หน้าอกฉัน
ตราหยกของเขาที่ฉันห้อยติดตัวไว้
มหาเทพเป่ยไท่
ผู้เป็นใหญ่แห่งปรโลก
》》》
ปู่ทวดเป็นบุคคลสำคัญของตระกูล หลังจากที่เขาดูอาการของพ่อแล้ว ก็หันไปพูดกับปู่ฉันว่า "เฉิงเทาโดนไอหยินแทรกซึมเข้ากระดูก วิบากกรรมในอดีตของเขา... ในที่สุดก็ต้องชดใช้ด้วยตัวเอง..."
ปู่ฉันยืนกุมมืออย่างนอบน้อม พยักหน้ารับ "ครับ"
"เรื่องโรงพยาบาล... ก็ให้อยู่ที่นี่ไปก่อน ให้พวกลูกหลานผลัดกันมาเฝ้า ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย——"
ปู่ทวดพูดยังไม่ทันจบ ฉันก็เห็นสีหน้าของปู่รองดูไม่ค่อยดีนัก
ปู่ฉันก็ดูออก รีบพูดแทรกขึ้นมาว่า "พ่อครับ เรื่องค่าใช้จ่ายผมรับผิดชอบเอง ไม่ต้องรบกวนพี่น้องคนอื่นหรอกครับ ยังไงเฉิงเทาก็เป็นลูกผม"
ปู่ทวดพยักหน้า พูดว่า "ถ้าไม่พอ ก็บอกข้า"
หลังจากสั่งการเสร็จ สายตาของปู่ทวดก็มาหยุดอยู่ที่ฉัน เขายิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "นังหนู สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ... ต้องรักษาสุขภาพให้ดีล่ะ"
ฉันฟังความนัยของเขาออก มือก็เลื่อนไปลูบหน้าท้องตามสัญชาตญาณ
ตรงนั้นเหมือนมีก้อนไฟลุกโชนอยู่รำไร
ครบเจ็ดวันแล้ว "ภารกิจ" ของฉันตอนนี้ ก็คงเหลือแค่การเป็นเครื่องจักรผลิตลูกสินะ
ขอแค่ฝันร้ายนี้จบลงเร็วๆ ก็พอแล้ว
ตอนที่ปู่ทวดและคนอื่นๆ กำลังจะกลับ ปู่ของฉันรั้งอยู่ต่อ แล้วพูดกับฉันว่า "เสี่ยวเฉียว ไม่ต้องห่วงนะ พ่อของหลานจะต้องหายดี พวกเราจะไปหาของมาช่วยชีวิตเขา บัตรใบนี้มีเงินอยู่หนึ่งล้าน หลานเก็บไว้นะ รหัสคือวันเกิดพ่อหลาน ถ้าไม่พอเดี๋ยวปู่เอามาให้อีก"
"โรคอะไรกันคะถึงใช้เงินล้านนึงยังไม่พอ? พ่อหนูจะตายไหมคะ?" ฉันมองหน้าปู่ ทำไมเขาถึงได้ใจเย็นขนาดนี้นะ?
ปู่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "เมื่อก่อนเพื่อยืดอายุแม่หลานให้อยู่ได้อีกหลายปี เขาไปทำเรื่องต้องห้ามเอาไว้ ยังไงวิบากกรรมก็ต้องชดใช้... ถ้าหลานอยากให้เขาหายเร็วๆ ก็ตั้งใจเรียน หาเงินให้ได้เยอะๆ พูดตามตรงนะ ถ้าต้องไปหาซื้อของมาทำพิธีไล่ผีจากคนอื่นล่ะก็ เกรงว่าสิบล้านก็คงไม่พอหรอก"
ปู่ยิ้มพลางลูบหัวฉันกับพี่ชาย ก่อนจะเดินจากไป
ฉันกับพี่ชายมองหน้ากัน จู่ๆ ก็รู้สึกอ้างว้างขึ้นมา——ครอบครัวแบบนี้ ความเป็นความตายถูกกำหนดไว้แล้ว ความมั่งคั่งก็ขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต ไม่มีใครมานั่งร้องไห้ฟูมฟายให้กับความเป็นความตายหรอก
ยังไม่ทันที่เราจะเศร้าได้นาน จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากโถงทางเดิน ที่นี่เป็นโซน VIP นะ จะมีคนมาวิ่งเล่นที่ทางเดินได้ยังไง?
พี่ชายเปิดประตูออกไปดูด้วยความสงสัย
ชายแก่ใส่ชุดคนไข้คนหนึ่งกำลังวิ่งเต้นแร้งเต้นกาไปมา โดยมีบอดี้การ์ดชุดดำกลุ่มหนึ่งคอยประกบ และมีพยาบาลอีกหลายคนวิ่งตามหลัง
ทำอะไรน่ะ? คนแก่หนีออกจากโรงพยาบาลเหรอ?
วิ่งไปได้แป๊บเดียว สักพักก็วิ่งกลับมาอีก แล้วก็วิ่งวนไปวนมาอยู่ในโถงทางเดินแบบนั้นแหละ
พี่ชายกอดอกพึมพำว่า "ไอ้พวกคนรวยนี่ สมองมีปัญหาหรือไงวะ? มาวิ่งออกกำลังกายที่ทางเดินโรงพยาบาลเนี่ยนะ? ตาแก่นั่นโดนผีเข้าชัดๆ"
เสียงผู้ชายท่าทางหยิ่งยโสคนหนึ่งดังขึ้น "แกบอกว่าใครโดนผีเข้า——"
(จบแล้ว)