- หน้าแรก
- ปลายพู่กันพลิกชะตา สิบปีเร้นกายบัณฑิตทะยานฟ้าแห่งต้าโจว
- บทที่ 53 - ขุนนางระดับสูงเต็มห้องโถง ล้วนจับจ้องมาที่ข้าเพียงผู้เดียว!
บทที่ 53 - ขุนนางระดับสูงเต็มห้องโถง ล้วนจับจ้องมาที่ข้าเพียงผู้เดียว!
บทที่ 53 - ขุนนางระดับสูงเต็มห้องโถง ล้วนจับจ้องมาที่ข้าเพียงผู้เดียว!
บทที่ 53 - ขุนนางระดับสูงเต็มห้องโถง ล้วนจับจ้องมาที่ข้าเพียงผู้เดียว!
วินาทีที่เว่ยนี่เซิงก้าวเข้าสู่ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเฝิง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่เหมือนวันก่อนๆ
ประตูใหญ่เปิดกว้าง สองข้างธรณีประตูมีบ่าวรับใช้ยืนเรียงแถว โค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเดินผ่านกำแพงบังตาเข้าไป ก็เป็นทางเดินปูด้วยหินชนวนกว้างขวาง สองข้างทางเต็มไปด้วยของขวัญแสดงความยินดี ทั้งผ้าแพรไหมสีแดงและบัตรอวยพรสีทอง กองสุมกันเป็นภูเขาเลากา
เดินต่อไปอีก ก็จะถึงระเบียงทางเดินยาว ใต้ระเบียงมีคนยืนอยู่มากมาย จับกลุ่มคุยกันอยู่เป็นกลุ่มๆ สีแดงสีม่วงของชุดขุนนางตัดสลับกันไปมา เครื่องประดับหยกและปลาทองห้อยเอวละลานตาไปหมด
ทว่าเว่ยนี่เซิงยังคงเดินมองตรงไปข้างหน้า ฝีเท้าไม่ช้าไม่เร็ว ชายเสื้อคลุมพัดพลิ้วไปตามสายลมฤดูใบไม้ผลิ
จากนั้น เขาก็เห็นคนคุ้นเคย
ข้างเสาระเบียง ฉินเยี่ยนกำลังพูดคุยทักทายกับขุนนางหลายท่าน
วันนี้เขาสวมชุดลำลองสีเข้ม ดูมีสง่าราศี รอยยิ้มเบิกบาน
ข้างกายเขามีเว่ยโส่วเจิ้งยืนอยู่
เว่ยโส่วเจิ้งสวมชุดนักศึกษาตัวใหม่เอี่ยม ยืนก้มหน้าก้มตาอย่างนอบน้อมอยู่ด้านหลังอาจารย์
เดิมทีเขาคิดว่าอาจารย์พาเขามาเพื่อแนะนำให้รู้จักคนใหญ่คนโตและเปิดหูเปิดตา ระหว่างทางยังแอบรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆ
จนกระทั่งเดินเข้ามาในจวนตระกูลเฝิง เห็นขุนนางระดับสูงเดินกันให้ควั่ก ได้ยินคนพูดถึง "ลูกศิษย์ที่เฝิงกงจะรับเข้าสำนัก"
และเมื่อสอบถามอาจารย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เขาถึงได้รู้ความจริง
วันนี้ กลับเป็นวันทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ของไอ้ลูกทรพีที่ถูกไล่ออกจากบ้านไปคนนั้น
ดังนั้น การที่เขาเดินตามหลังฉินเยี่ยนมา ใบหน้าก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย แทบอยากจะหาที่แทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ทว่า ยิ่งไม่อยากเจอ เรื่องมันก็ยิ่งเกิด!
พอฉินเยี่ยนหันไปเห็นเว่ยนี่เซิง ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ปลีกตัวจากคนที่กำลังคุยด้วยแล้วรีบสาวเท้าเข้ามาหา
"ไอ้หนูตระกูลเว่ย!" เสียงของฉินเยี่ยนดังกังวานราวกับระฆังตี ทำเอาทุกคนใต้ระเบียงหันมามองเป็นตาเดียว
เว่ยนี่เซิงย่อมไม่มีทางปล่อยให้ฉินเยี่ยนต้องวิ่งมาหาตัวเองแน่
เขาจึงรีบก้าวเท้าเข้าไปหา โค้งคำนับทำความเคารพ ท่าทางไม่ได้ถ่อมตัวหรือเย่อหยิ่ง แต่กลับดูจริงจังและนอบน้อมขึ้นกว่าเดิม "นักเรียนขอคารวะฉินกงขอรับ"
"ไม่ต้องมากพิธี!" ฉินเยี่ยนก้าวเข้ามาประชิดตัว คว้ามือเว่ยนี่เซิงไปจับไว้แน่น "เด็กดี! ข้าก็นึกอยู่แล้วเชียว ว่าคนอย่างเจ้า ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!"
เว่ยนี่เซิงโค้งคำนับคารวะอย่างนอบน้อม "นักเรียนขอขอบพระคุณฉินกงที่กล่าวชมขอรับ"
ฉินเยี่ยนชะงักไป ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น "ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! ครั้งก่อนที่เจอกัน ยังเรียกตัวเองว่า 'ผู้น้อย' อยู่เลย มาตอนนี้กลายเป็น 'นักเรียน' เสียแล้ว! ดี! มีอนาคตไกลแน่!"
"เฮ้อ ใส่ชุดสีอ่อนสบายตา ท่วงท่าสง่างามดั่งหยก สมกับเป็นหลานชายสายตรงของท่านเหวินตวนกงจริงๆ!" เขาตบไหล่เว่ยนี่เซิง ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ พลันก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปมองด้านหลัง "โส่วเจิ้ง ยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะ?"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของฉินเยี่ยน เว่ยโส่วเจิ้งที่ยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว ก็หน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว
วันนี้เขาสวมชุดนักศึกษาของกั๋วจื่อเจี้ยน เดิมทีก็คิดว่าดูภูมิฐานดี แต่พอมายืนอยู่ต่อหน้าเว่ยนี่เซิงในตอนนี้ ชุดที่สวมอยู่กลับดูหม่นหมองลงไปถนัดตา
แต่เมื่อฉินเยี่ยนเอ่ยปาก เขาก็ต้องทำตาม จึงต้องก้าวเท้าออกมาอย่างยากลำบากราวกับเดินเหยียบใบมีด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเว่ยนี่เซิง ก้มหน้าก้มตา พูดด้วยน้ำเสียงฝืดเฝื่อน "ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะเป็นวันของน้องรอง..."
"น้องรองอะไรกันล่ะ?!" ฉินเยี่ยนตวาดเสียงดุ ทำเอาเว่ยโส่วเจิ้งสะดุ้งเฮือก
"ตอนนี้นี่เซิงเป็นตัวแทนของสายหลัก เป็นสายรองที่รับสืบทอดสายหลัก และแยกสายตระกูลออกมาตั้งหากแล้ว! ที่ข้าสอนธรรมเนียมให้เจ้าปกติน่ะ เจ้าจำไปแบบนี้หรือไง?!"
เสียงของฉินเยี่ยนไม่เบานัก ขุนนางหลายท่านที่อยู่รอบๆ ก็หันมามองกันเป็นตาเดียว
หน้าของเว่ยโส่วเจิ้งดำทะมึนราวก้นหม้อ ริมฝีปากสั่นระริก แต่ไม่กล้าโต้เถียงเลยสักคำ
สุดท้ายก็ต้องกัดฟัน ประสานมือคำนับพร้อมกับค้อมตัวลง "น้อง... น้องขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ด้วย"
เว่ยนี่เซิงมองดูเขาที่โค้งคำนับอยู่ ไม่ได้รีบตอบรับ
เมื่อพิจารณาจากสถานที่ในตอนนี้ เขาจึงไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า เพียงแค่เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ราวกับต้องการหลีกเลี่ยงการทำความเคารพครั้งนี้
พร้อมกับแกล้งทำสีหน้าลำบากใจพอเป็นพิธี "นี่... ฉินกง จะทำเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ! นักเรียนละอายใจนัก นักเรียนมิกล้ารับการคารวะนี้หรอกขอรับ!"
ปากก็บอกว่า "ละอายใจ" แต่สองเท้ากลับยืนหยัดมั่นคงไม่ขยับเขยื้อน หลังตั้งตรงแหน่ว
เว่ยโส่วเจิ้งโค้งคำนับค้างไว้ รอนับหนึ่ง สอง สาม...
จนกระทั่งต้องก้มหน้าจ้องมองพื้น เห็นแต่เพียงรองเท้าคู่ใหม่เอี่ยมของเว่ยนี่เซิงยืนนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้า
นี่หรือคือละอายใจ? เขาไม่เห็นจะรู้สึกถึงความละอายใจเลยสักนิด!
ทว่าฉินเยี่ยนกลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ยิ้มพลางโบกมือปัด "มีอะไรต้องละอายใจกัน! ธรรมเนียมปฏิบัติก็เป็นเช่นนี้แหละ!
เขาเป็นลูกหลานสายรอง ส่วนเจ้าคือทายาทสายหลัก เขาย่อมต้องเรียกเจ้าแบบนี้อยู่แล้ว! เจ้ารับไว้เถอะ ไม่เป็นไรหรอก!"
เว่ยโส่วเจิ้งยืนโค้งคำนับอยู่อย่างนั้น ใบหน้าแดงก่ำ ฟังคำว่า "สมควร" "กฎระเบียบ" "ธรรมเนียม" ที่ดังก้องอยู่ในหู รู้สึกหน้ามืดตาลายไปหมด
ส่วนน้องชายที่เขาเคยดูถูกเหยียดหยามคนนั้น กลับยืนอยู่ตรงหน้าเขา รับการคารวะจากเขา ฟังคำชื่นชมจากผู้คนมากมาย ด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น
ฉินเยี่ยนไม่สนใจเขาอีก คว้ามือเว่ยนี่เซิง หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องโถงกลาง
"ทุกท่าน! มาดูนี่สิ! นี่คือลูกศิษย์รักที่เฝิงกงจะรับเข้าสำนัก!"
เสียงของฉินเยี่ยนดังกังวาน กลบเสียงซุบซิบใต้ระเบียงจนหมดสิ้น "หลานชายสายตรงของท่านเว่ยเหวินตวนกง บุตรชายของอดีตจิงขุยเว่ยหมิงหย่วน......."
"บุตรผู้เด็ดเดี่ยวที่ฝ่าบาททรงเอ่ยปากชมเชยด้วยพระองค์เองในวันนั้น! เว่ยนี่เซิง!"
ภายในห้องโถงกลางเงียบกริบลงทันที
ขุนนางทุกท่านที่กำลังพูดคุยกันอยู่ใต้ระเบียง กลางลาน และหน้าประตูห้องโถงกลาง ล้วนหยุดชะงัก สายตาทุกคู่พุ่งตรงมาที่จุดเดียว
ขุนนางระดับสูงเต็มห้องโถง ล้วนจับจ้องมาเป็นตาเดียว!
เว่ยนี่เซิงยืนอยู่ข้างฉินเยี่ยน สวมชุดเสื้อคลุมสีอ่อนสบายตา ท่วงท่าสง่างามดุจต้นสน
รองเสนาบดีชุดแดง เสนาบดีชุดม่วง บัณฑิตจากสำนักราชบัณฑิต ขุนนางชั้นผู้ใหญ่จากหกกระทรวง... คนเหล่านี้ ล้วนเป็นบุคคลที่เขาเคยทำได้เพียงแค่แหงนหน้ามองในอดีต
แต่ตอนนี้ พวกเขากำลังจ้องมองเขาอยู่
ทันใดนั้น เว่ยนี่เซิงก็นึกถึงเรือนปีกข้างแห่งนั้นขึ้นมาได้
นึกถึงประตูไม้ผุพัง ตะเกียงน้ำมันสลัวๆ และหนังสือ 'หลุนอวี่' ที่ถูกเปิดอ่านจนขาดวิ่น
นึกถึงค่ำคืนที่ต้องคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชน หัวเข่าหนาวเหน็บจนม่วงคล้ำ ไร้คนเหลียวแล
นึกถึงกระบี่ที่ถูกโยนทิ้งไว้บนพื้น และประโยคที่ว่า "ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าคงชิงฆ่าตัวตายไปแล้ว"
เขาเคยคิดว่าตัวเองจะตื่นเต้น จะหวาดกลัว จะทำตัวไม่ถูก
แต่เมื่อได้มายืนอยู่ท่ามกลางขุนนางระดับสูงในตอนนี้ เขากลับรู้สึกเพียงแค่.......ความสงบ
ความกระหายในอำนาจ ผุดขึ้นมาในใจอย่างเงียบๆ
ผ่านไปพักใหญ่ เว่ยนี่เซิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ แล้วประสานมือคารวะไปรอบๆ ทิศทาง
ไม่ถ่อมตัว ไม่อวดดี ท่วงท่าสง่างามมีระดับ
ฉินเยี่ยนยืนอยู่ข้างๆ ลูบเคราด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด ก่อนจะดึงตัวเว่ยนี่เซิงไปแนะนำให้รู้จักกับบัณฑิตจากสำนักราชบัณฑิตอีกหลายท่าน
เว่ยนี่เซิงก็ทำความเคารพทีละคน ตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน ไม่มีอาการตื่นประหม่าเลยแม้แต่น้อย
อยู่นอกวงล้อม ที่มุมระเบียง ครอบครัวของเว่ยหมิงเต๋อยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นเครื่องประดับที่ถูกผู้คนหลงลืม
ชุยซื่อกำผ้าเช็ดหน้าแน่น นางมองดูเด็กหนุ่มที่ถูกห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง
มองดูเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ที่สามีของนางไม่มีปัญญาไปผูกมิตรด้วยตลอดทั้งชีวิต กำลังส่งยิ้มต้อนรับขับสู้เขา รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
"นี่... เป็นไปได้อย่างไรกัน..." นางพึมพำกับตัวเอง
เว่ยโส่วเจิ้งยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นมารดา สีหน้ามืดทะมึน
เขานึกถึงการโค้งคำนับเมื่อครู่ นึกถึงคำดุด่าของฉินเยี่ยน นึกถึงประโยคที่ว่า "น้องขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ด้วย"
เขาเป็นถึงศิษย์ของสำนักลี่เสวีย เป็นถึงศิษย์ของฉินกง แต่เมื่อครู่นี้ เขากลับกลายเป็นตัวตลกไปเสียแล้ว
เว่ยหมิงเต๋อไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่ยืนมองดูบุตรชายที่เขาขับไล่ออกจากบ้านด้วยมือตัวเอง
ชุดเสื้อคลุมสีอ่อนสบายตา ท่วงท่าสง่างามดุจหยก
ขุนนางระดับสูงเต็มห้องโถง ล้วนรายล้อมประหนึ่งดวงดาวล้อมเดือน
(จบแล้ว)