- หน้าแรก
- ปลายพู่กันพลิกชะตา สิบปีเร้นกายบัณฑิตทะยานฟ้าแห่งต้าโจว
- บทที่ 40 - ผ่านพ้นวันนี้ไป ตระกูลเว่ยแห่งเมืองหลวง จะรุ่งเรืองด้วยตัวข้า!
บทที่ 40 - ผ่านพ้นวันนี้ไป ตระกูลเว่ยแห่งเมืองหลวง จะรุ่งเรืองด้วยตัวข้า!
บทที่ 40 - ผ่านพ้นวันนี้ไป ตระกูลเว่ยแห่งเมืองหลวง จะรุ่งเรืองด้วยตัวข้า!
บทที่ 40 - ผ่านพ้นวันนี้ไป ตระกูลเว่ยแห่งเมืองหลวง จะรุ่งเรืองด้วยตัวข้า!
วันที่สิบหกเดือนสาม ยามเที่ยงตรง ฤกษ์งามยามดี
ณ ห้องโถงกลางตระกูลเว่ย บรรยากาศตึงเครียด
ผู้อาวุโสในตระกูลนั่งแยกสองข้าง บ้างก็ก้มหน้า บ้างก็ลูบหนวดเครา บ้างก็ชำเลืองมองไปทางประตูเป็นระยะๆ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไร
เว่ยหมิงเต๋อนั่งอยู่ข้างที่นั่งประธาน ใบหน้ามืดทะมึน ไม่พูดไม่จา
ชุยซื่อยื่นอยู่ด้านหลังเขา สายตาล่อกแล่ก มองไปทางประตูที มองกองเอกสารปึกใหญ่บนโต๊ะที
เว่ยเหอ ผู้นำตระกูลนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ตรงหน้าเขามีเอกสารเหล่านั้นวางอยู่
โฉนดที่ดิน โฉนดร้านค้า และยังมีตั๋วเงินเจียวจื่อปึกใหม่เอี่ยมวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู
เบา แต่หนักแน่น
เว่ยนี่เซิงพาเว่ยอันเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
วันนี้เขาสวมชุดคลุมผ้าไหมสีขาวนวลดุจแสงจันทร์ ก้าวเดินไม่เร็วนัก แผ่นหลังตั้งตรง สายตามองตรงไปข้างหน้า
เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา สายตาของเขากวาดมองทุกคนในที่นั้น ก่อนจะเดินเข้าไปโค้งตัวเล็กน้อยให้เว่ยเหอ
"ท่านผู้นำ"
แล้วหันไปทางเว่ยหมิงเต๋อ เอ่ยเรียบๆ "ท่านลุงรอง"
เว่ยหมิงเต๋อแค่นเสียงเฮอะ ไม่ตอบรับ
เว่ยนี่เซิงก็คร้านจะใส่ใจ เขาเพียงแค่ยืนอยู่หน้าโต๊ะ มองดูเอกสารสัญญาเหล่านั้น
เวลานั้น เว่ยเหอกระแอมเบาๆ หยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา คลี่ออกทีละแผ่น
"เว่ยนี่เซิง นี่คือทรัพย์สินที่ท่านปู่ของเจ้าทิ้งไว้ให้สายหลัก"
เขาหยิบโฉนดที่ดินขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ชูให้ทุกคนดู แล้ววางไว้ด้านข้าง "นาดีสามร้อยหมู่ โฉนดที่ดินอยู่ที่นี่
ล้วนเป็นที่นาชั้นดี อยู่ที่หมู่บ้านตระกูลเว่ยห่างจากทางใต้ของเมืองไปสามสิบลี้ ชาวนาผู้เช่าล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ จ่ายค่าเช่าตรงเวลาทุกปี"
พูดจบก็หยิบโฉนดร้านค้าห้าแผ่น กางออกทีละแผ่น "ร้านค้าห้าแห่ง โฉนดร้านค้าอยู่ที่นี่
สามแห่งอยู่ทางใต้ของเมือง สองแห่งอยู่ทางตะวันออก ล้วนเป็นทำเลทองติดถนน รายได้ค่าเช่ามั่นคงทุกปี"
เว่ยนี่เซิงพยักหน้า ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
เว่ยเหอหยิบตั๋วเงินเจียวจื่อปึกนั้นดันไปตรงหน้าเว่ยนี่เซิง "นี่คือผลกำไรสิบปีแรกที่นำเข้าคลัง รวมทั้งหมดห้าพันหกร้อยตำลึง
ทางตระกูลจัดการ หักค่าซ่อมแซมศาลบรรพชน ค่าช่วยเหลือคนยากจนออกไป เหลือห้าพันตำลึงถ้วน เจ้าลองนับดูสิ"
เว่ยนี่เซิงรับตั๋วเงินเจียวจื่อปึกนั้นมา ไม่ได้นับ เพียงแค่มองแวบเดียว แล้วส่งต่อให้เว่ยอันที่อยู่ด้านหลัง
เว่ยหมิงเต๋อเห็นดังนั้น ในที่สุดก็ทนไม่ไหว เอ่ยปากประชด "ไอ้ลูกทรพี นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการนักหนา! จับไว้ให้แน่นล่ะ อย่าหันกลับมาร้องไห้คร่ำครวญว่าไม่มีเงินก็แล้วกัน!"
เว่ยนี่เซิงไม่ได้มองเขา เพียงแค่โค้งตัวเล็กน้อยให้เว่ยเหอ "ขอบพระคุณท่านผู้นำ"
จากนั้น เขาก็หันไปหาเว่ยอัน มอบโฉนดและตั๋วเงินทั้งหมดให้ แล้วกระซิบสั่ง
"เว่ยป๋อ ตอนนี้ท่านไปที่สำนักศึกษาจิงตูฝู่เสวีย ที่ว่าการอำเภอ และศาลปราชญ์เซียงเสียน ทั้งสามแห่งนี้เลยนะ"
เสียงของเว่ยนี่เซิงไม่ดังนัก แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ ทุกคนในที่นั้นได้ยินอย่างชัดเจน
"จากนั้น นำโฉนดที่ดินทั้งหมดของสายหลัก คัดลอกสำเนา แล้วยื่นให้ทั้งสามแห่งบันทึกไว้เป็นหลักฐาน"
เมื่อเห็นการจัดการของเว่ยนี่เซิง เว่ยเหอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตาสว่างวาบ "เด็กคนนี้ ช่างคิดการได้รอบคอบนัก"
ส่วนเว่ยหมิงเต๋อหน้าซีดเผือด ลุกพรวดขึ้นมาทันที "เจ้า! นี่เจ้าหมายความว่ายังไง?!"
ชุยซื่อยังไม่ค่อยเข้าใจ ดึงแขนเสื้อเว่ยหมิงเต๋อ กระซิบถาม "นายท่าน เขาทำแบบนี้เพื่ออะไรหรือเจ้าคะ?"
เว่ยหมิงเต๋อหน้าเขียวปัด กัดฟันอธิบาย "การจำนองหรือขายที่ดินและบ้านเรือน ต้องสอบถามเพื่อนบ้านก่อน หากตระกูลมีญาติพี่น้อง หรือมีที่นาสุสานอยู่ใกล้เคียงในระยะร้อยครัวเรือน และมีเขตแดนติดกับที่ดินหรือบ้านเรือนที่จะจำนอง ก็ต้องเรียงลำดับตามความใกล้ชิดทางสายเลือด หากตระกูลไม่มีญาติพี่น้อง ก็ให้สอบถามเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่นาสุสาน"
"มันทำแบบนี้ วันข้างหน้าหากมีการซื้อขาย เพียงแค่ไปแตะต้องต้นไม้ใบหญ้าของสายหลักของมัน ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากมันก่อน!"
"ถ้าไอ้ลูกทรพีนั่นไม่ยอม สามหน่วยงานที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน นายหน้าทางการก็ไม่กล้าประทับตรา ผู้ซื้อก็ไม่กล้ารับช่วงต่อ พวกเราก็เปลี่ยนชื่อในโฉนดไม่ได้!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชุยซื่อก็หน้าซีดเผือด หันไปมองเว่ยนี่เซิง "นี่... แล้วโส่วเฉิงล่ะ..."
นางพูดไม่จบประโยค แต่ความหมายก็ชัดเจนแล้ว
แผนการที่พวกเขาสองคนเตรียมจะโอนทรัพย์สินเป็นชื่อโส่วเฉิงเมื่อวานนี้ ถูกเว่ยนี่เซิงทำลายจนพังพินาศไปหมดสิ้นแล้วด้วยวิธีนี้
เว่ยหมิงเต๋อจ้องเว่ยนี่เซิงเขม็ง แทบอยากจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่เว่ยนี่เซิงกลับเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วหันไปสั่งเว่ยอัน "เว่ยป๋อ รีบไปรีบกลับ ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่"
เว่ยอันรับคำสั่ง กอดโฉนดไว้แน่น แล้วรีบเดินออกไป
เว่ยหมิงเต๋ออยากจะขวาง ยกมือขึ้น แต่แล้วก็ลดลง
โฉนดพวกนั้น ตอนนี้เป็นของเว่ยนี่เซิงแล้ว เขามีสิทธิ์อะไรไปขวาง?
ได้แต่มองแผ่นหลังของเว่ยอันหายลับไปที่ประตู หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
เว่ยนี่เซิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สีหน้าเรียบเฉย
เขาไม่ได้มองเว่ยหมิงเต๋อ และไม่ได้มองชุยซื่อ เพียงแค่หลุบตาลงต่ำ คล้ายกำลังรออะไรบางอย่าง
ในห้องโถงกลางเงียบกริบดั่งป่าช้า
ไม่นานนัก เว่ยอันก็ให้คนนำโฉนดที่ดินและโฉนดร้านค้าที่เปลี่ยนชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเข้ามาส่งให้
ส่วนตัวเขายืนรออยู่หน้าจวนพร้อมตั๋วเงินห้าพันตำลึง ไม่ได้ตามเข้ามา
เว่ยนี่เซิงส่งโฉนดที่ดินและโฉนดร้านค้าที่เปลี่ยนชื่อเสร็จแล้วคืนให้เว่ยเหอ
จนถึงตอนนี้ เรื่องการรับบุตรบุญธรรมก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง!
ส่วนเว่ยหมิงเต๋อ ในที่สุดก็หมดความอดทน ชี้หน้าเว่ยนี่เซิง นิ้วมือสั่นเทา
"ดี! ดี! เจ้าเก่งมาก! เจ้าวางแผนได้แยบยลไร้ที่ติ!"
"ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว ในเมื่อแยกสายตระกูลแล้ว เจ้าก็ได้ของของเจ้าคืนไปหมดแล้ว..."
"เจ้าไม่ได้อยากจะไปตั้งนานแล้วหรือ? ไปสิ!" เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ตวาดลั่น "ตอนนี้เจ้าไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว! ไสหัวออกไปจากตระกูลเว่ยซะ!"
ผู้อาวุโสในตระกูลมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
เว่ยเหอขมวดคิ้ว อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจ
"พอดีเลย วันนี้ท่านอาก็อยู่ที่นี่ ข้าขอให้เป็นพยานด้วย" เว่ยหมิงเต๋อพูดต่อ เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ "นับจากวันนี้เป็นต้นไป ตระกูลเว่ยแห่งจวี้ลู่ในเมืองหลวง จะไม่มีเว่ยนี่เซิงอีกต่อไป!"
เว่ยนี่เซิงเงยหน้าขึ้น มองดูเขา
สายตาสงบนิ่งดุจผิวน้ำ
ไม่มีความโกรธแค้น ไม่มีความเศร้าโศก มีเพียงความรู้สึกโล่งอกราวกับได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้ง
"ขอบพระคุณที่เมตตา" เว่ยนี่เซิงโค้งตัวเล็กน้อย น้ำเสียงเรียบเฉย "วันข้างหน้า ข้าก็จะไม่ใช้ชื่อว่าเป็นสายเลือดของท่านอีกเช่นกัน"
พูดจบ เขาก็หมุนตัว ก้าวยาวๆ เดินตรงไปที่ประตู
เบื้องหลัง ชุยซื่ออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกเว่ยหมิงเต๋อกระชากแขนไว้
ผู้อาวุโสในตระกูลพากันลุกขึ้นยืน ลังเลว่าจะไปส่งดีหรือไม่
เว่ยเหอมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มคนนั้นด้วยสายตาซับซ้อน
เขารู้ดีว่า จากนี้เป็นต้นไป เด็กคนนี้กับตระกูลเว่ย จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว
......
เว่ยนี่เซิงเดินออกจากห้องโถงกลาง ผ่านระเบียงทางเดิน มุ่งหน้าไปยังเรือนปีกข้าง
ระหว่างทาง บ่าวรับใช้หลายคนเห็นเขาแต่ไกล ก็รีบก้มหน้าหลบทางให้
ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดด้วย
เขาเดินเข้าไปในเรือนปีกข้าง ข้าวของถูกเก็บใส่ห่อผ้าเรียบร้อยแล้ว
เขาจึงกวาดตามองลานกว้างที่เขาอาศัยอยู่มาสิบปีนี้เป็นครั้งสุดท้าย
โต๊ะเก้าอี้เก่าๆ เตียงนอนซอมซ่อ ตะเกียงน้ำมันบนหน้าต่าง
ที่นี่ เคยเป็นทั้งคุกกักขัง และห้องเรียนของเขา
"ได้ไปเสียที"
เว่ยนี่เซิงหมุนตัวกลับ ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ใดๆ อีก
......
ที่หน้าประตูจวนตระกูลเว่ย เว่ยอันยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นเว่ยนี่เซิงเดินออกมา ก็รีบเข้าไปรับห่อผ้าจากมือเขา
ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกัน มุ่งหน้าออกไปสู่โลกภายนอก
เบื้องหลังของพวกเขาคือประตูสีแดงบานใหญ่ของจวนตระกูลเว่ย
"เว่ยป๋อ"
"ขอรับ คุณชาย?"
"หลายปีมานี้ ต้องลำบากท่านแล้ว"
เว่ยอันชะงักไป รีบโบกมือปฏิเสธ "คุณชายอย่าพูดแบบนั้นเลยขอรับ บ่าวเป็นเด็กรับใช้ของคุณท่าน การดูแลคุณชายถือเป็นหน้าที่ที่บ่าวสมควรทำ..."
"ไม่" เว่ยนี่เซิงขัดจังหวะ แววตาจริงจัง "ไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำหรอก"
"สิบปีมานี้ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงตายไปนานแล้ว หากไม่ได้ท่าน ข้าคงไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ได้หัดเขียนหนังสือ ไม่ได้เดินมาจนถึงวันนี้"
เว่ยอันอึ้งไป อ้าปากค้าง แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
น้ำตาเอ่อล้นออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ด แต่มันก็ยิ่งไหลออกมาไม่หยุด
เว่ยนี่เซิงมองเขา เอ่ยทีละคำ "เว่ยป๋อ ท่านไม่มีลูกหลานสืบสกุล เดิมทีท่านสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในจวนได้ แต่กลับต้องมาเหนื่อยยากเพื่อข้าถึงเพียงนี้
นี่เซิงไม่มีอะไรจะตอบแทน แต่ข้าขอให้คำมั่นสัญญากับท่าน..."
"ร้อยปีให้หลัง ท่านจะได้ร่วมรับการเซ่นไหว้จากตระกูลเว่ยแห่งเมืองหลวงของข้า นับร้อยชั่วอายุคน เคียงคู่กับท่านปู่"
ไม่ใช่ตระกูลเว่ยแห่งจวี้ลู่
แต่เป็นตระกูลเว่ยแห่งเมืองหลวงของเว่ยนี่เซิง
เว่ยอันร่างกระตุกวูบ มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดัง 'ตุ้บ'
"คุณชาย! นี่... นี่มันจะได้ยังไงกันขอรับ!" เขาน้ำเสียงสั่นเครือ "บ่าวเป็นแค่ข้ารับใช้ จะไป..."
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?" เว่ยนี่เซิงรีบก้มลงพยุงเขา สีหน้าจริงจัง "ในอดีตท่านปู่มอบนามสกุลให้ท่าน วันนี้ข้าก็จะมอบชื่อให้ท่าน!"
"ชื่อที่จะได้รับการจารึกไว้ในศาลบรรพชน เพื่อรับการเซ่นไหว้ตลอดไป!!"
เว่ยอันเงยหน้าขึ้น มองใบหน้าที่จริงจังของเด็กหนุ่ม ริมฝีปากสั่นระริก พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
สุดท้าย เขาก็ทำได้เพียงคุกเข่าร่ำไห้สะอึกสะอื้นราวกับเด็กๆ
ตลอดชีวิตของเขา เว่ยอันรับใช้เว่ยเจิงมาตลอด เว่ยเจิงไม่เคยทอดทิ้งเขา ทั้งยังปลดปล่อยเขาจากการเป็นทาส และให้เขาใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในจวนตระกูลเว่ยไปตลอดชีวิต
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่มีลูกสืบสกุล!! ต่อให้พ้นจากการเป็นทาสแล้วจะทำไมล่ะ? การที่เขาดูแลเว่ยนี่เซิงมาสิบปี ก็เหมือนกับการดูแลลูกของตัวเองไม่ใช่หรือ?
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลย ว่าจะมีสักวันหนึ่ง ที่เขาจะได้เข้าไปอยู่ในศาลบรรพชน และได้รับการเซ่นไหว้กราบไหว้
นี่มันช่างเป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่ เป็นพระคุณที่สูงล้นฟ้าจริงๆ!!
"บ่าว... บ่าวขอกราบขอบพระคุณคุณชาย!" เว่ยอันโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง น้ำเสียงปนสะอื้น "บ่าวพร้อมที่จะถวายชีวิตรับใช้คุณชาย ตราบจนตัวตาย!"
เมื่อเห็นภาพนี้ เว่ยนี่เซิงก็รีบออกแรงดึงเขาให้ลุกขึ้น เอ่ยเสียงเบา "เว่ยป๋อ จากนี้เป็นต้นไป ท่านคือญาติผู้ใหญ่ของข้า เว่ยนี่เซิง"
เว่ยอันร้องไห้จนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารัวๆ
ทั้งสองคนยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลเว่ย หนึ่งชราหนึ่งเยาว์ ประคองซึ่งกันและกัน
แสงแดดสาดส่องลงมาบนตัวพวกเขา ให้ความรู้สึกอบอุ่น
ไกลออกไป เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนร้องขายของในตลาดดังแว่วมา ผู้คนพลุกพล่าน นี่แหละคือสีสันของชีวิต
เว่ยนี่เซิงทำเพียงหันกลับไปมองประตูบานใหญ่นั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับ แล้วเดินไปข้างหน้า
"เว่ยป๋อ ไปกันเถอะ"
"จะไปไหนหรือขอรับ คุณชาย?"
"หาที่พักก่อน แล้วค่อยวางแผนกันอีกที" เขาหยุดไปนิด มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"เมืองหลวงออกจะกว้างใหญ่ไพศาล มันต้องมีที่ให้เว่ยนี่เซิงคนนี้ได้หยัดยืนบ้างแหละน่า"
พูดจบ เขาก็ก้าวเดินไปข้างหน้า โดยไม่หันหลังกลับมาอีก
เบื้องหลัง ป้ายชื่อ "จวนตระกูลเว่ย" ค่อยๆ ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ
เบื้องหน้า คือถนนสายยาวที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน คือสีสันของชีวิตมนุษย์ และคือความเป็นไปได้อีกนับไม่ถ้วน
ผ่านพ้นวันนี้ไป
ตระกูลเว่ยแห่งเมืองหลวง จะรุ่งเรืองขึ้นมาได้ ก็ด้วยน้ำมือของข้านี่แหละ
(จบแล้ว)