- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเทพไอที สตาร์ทชีวิตด้วยการช่วยนางฟ้า
- บทที่ 39 - บินลัดฟ้าสู่เซี่ยงไฮ้ เยี่ยมเยียนนางฟ้าถึงกองถ่าย
บทที่ 39 - บินลัดฟ้าสู่เซี่ยงไฮ้ เยี่ยมเยียนนางฟ้าถึงกองถ่าย
บทที่ 39 - บินลัดฟ้าสู่เซี่ยงไฮ้ เยี่ยมเยียนนางฟ้าถึงกองถ่าย
สองวันต่อมา เวลาเก้าโมงเช้า ณ ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง
โจวมู่เฉินยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในอาคารผู้โดยสารขาออก ก้มมองบอร์ดดิ้งพาสในมือ
ชั้นเฟิร์สคลาส
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส
ชาติที่แล้วตอนเป็นโปรแกรมเมอร์ เวลาต้องบินไปดูงานที่ไหน ก็ได้นั่งแต่ชั้นประหยัด แถมถ้าจองตั๋วโปรโมชันได้ก็ถือว่าบุญโขแล้ว ส่วนช่วงที่ล้มละลายจนเป็นหนี้เป็นสินก้อนโตน่ะเหรอ... เลิกฝันเรื่องพวกนี้ไปได้เลย
แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบันสิ ทรัพย์สินระดับหมื่นล้าน แต่เวลาเดินทางกลับมาตัวคนเดียวโดดๆ
คนขับรถ? ไม่มี
บอดี้การ์ด? ก็ไม่มีอีกนั่นแหละ
เมื่อวานเสิ่นซิงหลานยังบ่นอุบในสายโทรศัพท์อยู่เลยว่า "บอสโจวคะ! บอสระดับนี้แล้ว หิ้วลูกน้องไปสักคนเถอะค่ะ! เกิดมีเรื่องฉุกเฉินอะไรขึ้นมา จะได้มีคนช่วยจัดการไงคะ!"
ส่วนเจียงมู่หานน่ะเหรอ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เอาแต่จ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่สื่อความหมายว่า 'เชิญตัดสินใจเองเลยจ้ะ'
ตอนนั้นโจวมู่เฉินก็แค่หัวเราะ แล้วตอบกลับไปว่า "ไม่เป็นไรหรอก ผมไปคนเดียวได้"
เขาไม่ได้แกล้งทำเป็นเก่งนะ แต่เขาคิดว่ามันไม่เห็นจะจำเป็นตรงไหนเลย
ข้อแรก เขามั่นใจในศักยภาพของตัวเองสุดๆ ตั้งแต่ฉีดเซรุ่มซูเปอร์โซลเยอร์เข้าไป ร่างกายเขาก็แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงห้าเท่า ขืนมีเรื่องมีราวอะไรขึ้นมาจริงๆ เขาคนเดียวนี่แหละ ซัดบอดี้การ์ดร่วงได้เป็นกองทัพ
ข้อสอง เขารักอิสระ การได้เดินทางคนเดียว อยากไปไหนก็ไป อยากแวะไหนก็แวะ ไม่ต้องมาคอยพะวงหน้าพะวงหลัง ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามใคร... อาจจะเพราะเขารวยเร็วเกินไปมั้ง กรอบความคิดมันเลยยังปรับตามไม่ทัน ลึกๆ ในใจก็ยังคงเป็นนายโจวคนธรรมดาๆ เหมือนชาติก่อนนั่นแหละ
พอเสิ่นซิงหลานได้ฟังเหตุผลของเขา ก็ได้แต่กลอกตาบน "เอาเถอะค่ะๆ บอสเป็นเจ้านาย บอสว่าไงก็ตามนั้นแหละค่ะ"
เสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่องดังขึ้น
โจวมู่เฉินหิ้วกล่องโลหะใบย่อม — ซึ่งมี 'หยวนเป่า' นอนแอ้งแม้งอยู่ข้างใน — เดินตรงไปยังเกต
ตอนผ่านเครื่องสแกน พนักงานก็ขอเปิดกล่องตรวจดู
โจวมู่เฉินเตรียมใจไว้แล้ว เขาเปิดล็อกกล่องโลหะ เผยให้เห็นหยวนเป่าที่นอนหมอบนิ่งสงบอยู่ด้านใน
พนักงานชะงักไปนิด "นี่คือ... ของเล่นเหรอคะ?"
โจวมู่เฉินพยักหน้า "ใช่ครับ หุ่นยนต์เลียนแบบสัตว์น่ะครับ จะเอาไปเป็นของขวัญให้เพื่อน"
พนักงานจ้องหยวนเป่าอยู่สองสามวินาที พอแน่ใจว่าไม่มีอะไรเป็นอันตราย ก็โบกมืออนุญาตให้ผ่านได้
เครื่องบินเทกออฟ มุ่งหน้าลงใต้
สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบินก็แลนดิ้งสู่สนามบินหงเฉียว นครเซี่ยงไฮ้
โจวมู่เฉินเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสาร ก็เห็นรถตู้สีดำคันหนึ่งจอดเทียบท่ารออยู่ก่อนแล้ว — เป็นรถเช่าที่เขากดจองล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน ดีไซน์เรียบหรูดูแพง ห้องโดยสารกว้างขวาง เหมาะเจาะที่จะใช้ยัดกล่องโลหะของหยวนเป่า
เขายกกล่องโลหะยัดใส่กระโปรงหลังรถ แล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่อง มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง
โลเคชั่นที่หลิวอี้เฟยปักหมุดมาให้ เป็นสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ที่ตั้งอยู่แถบชานเมืองเซี่ยงไฮ้
โจวมู่เฉินลองเปิดจีพีเอสนำทางดู ก็พบว่าต้องใช้เวลาขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมง
เขาไม่ได้เร่งรีบอะไรนัก ขับรถไปเรื่อยๆ พลางชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางไปพลาง
เซี่ยงไฮ้ในเดือนพฤศจิกายน อากาศอุ่นกว่าปักกิ่งนิดหน่อย ต้นอู๋ถงริมทางยังไม่ผลัดใบจนหมดเกลี้ยง ใบไม้สีเหลืองทองต้องแสงอาทิตย์ส่องประกายระยิบระยับ ผู้คนบนท้องถนนต่างสวมใส่เสื้อโค้ทและแจ็กเก็ตตัวบาง เดินขวักไขว่ไปมาอย่างเร่งรีบ
จู่ๆ โจวมู่เฉินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ —
ไปเยี่ยมสาวทั้งที จะไปมือเปล่าได้ไง
จริงอยู่ที่เขารู้ดีว่าระดับหลิวอี้เฟยน่ะ มีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เรื่องมารยาทนี่มันก็ขาดไม่ได้เหมือนกันนะ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชหาร้านเด็ดๆ แถวสตูดิโอถ่ายทำ แล้วก็ไปสะดุดตากับคาเฟ่ขนมหวานร้านหนึ่งที่รีวิวดีงามพระรามแปด เขาจึงกดสั่งเครื่องดื่มร้อนและขนมหวานอย่างละห้าสิบชุด ให้ทางร้านมาส่งที่กองถ่ายตอนบ่ายสามโมงตรง
พร้อมกับกำชับไปว่า ให้เขียนโน้ตแนบไปด้วยว่า "จากเพื่อนของหลิวอี้เฟย"
กดสั่งเรียบร้อย เขาก็ยิ้มกริ่ม
เพื่อนของหลิวอี้เฟย
สรรพนามนี้ ฟังดูเข้าท่าดีแฮะ
ตัดภาพมาที่สตูดิโอถ่ายทำ การถ่ายทำภาพยนตร์กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น
วันนี้เป็นคิวถ่ายทำฉากสำคัญของเรื่อง 'ตำนานรักปีศาจจิ้งจอก (Hanson and the Beast)'
ไป๋เซียนฉู่ ซึ่งรับบทโดย หลิวอี้เฟย กำลังยืนประจันหน้ากับพระเอกของเรื่อง ฉากนี้เป็นฉากดราม่าที่มีการปะทะอารมณ์กันอย่างดุเดือด เธอต้องถ่ายทอดความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความโกรธ ความน้อยใจ และความไม่ยินยอม ออกมาให้ได้
ผู้กำกับสั่งแอ็กชัน
หลิวอี้เฟยยืนอยู่หน้ากล้อง ปรับจูนอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดบท
"คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้กับฉัน—"
"คัต!"
ผู้กำกับสั่งหยุด
"อี้เฟย อารมณ์ให้มันสุดกว่านี้หน่อย เอาใหม่นะ"
หลิวอี้เฟยพยักหน้ารับ สูดลมหายใจเข้าลึก
เทกที่สอง
"คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้กับฉัน! คุณไม่เข้าใจหรอกว่า—"
"คัต!"
ผู้กำกับนวดขมับตัวเอง
"อี้เฟย น้ำเสียงให้มันแข็งกร้าวกว่านี้หน่อยนะ บทนี้เธอกำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟนะเว้ย ไม่ใช่กำลังออดอ้อน"
หลิวอี้เฟยก้มหน้าลง นิ่งเงียบไปหนึ่งวินาที
เธอรู้ตัวดีว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
ไม่ใช่เพราะฝีมือการแสดงตกหรอก แต่เป็นเพราะใจมันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวต่างหาก
ตั้งแต่เช้าลืมตาตื่นขึ้นมา จิตใจของเธอก็ลอยละล่องไปอยู่ที่อื่นซะแล้ว
ก็โจวมู่เฉินบอกว่าจะมาหานี่นา
เธอรู้แหละ
แต่ไม่รู้ว่าเขาจะมาถึงตอนไหน
จะโผล่พรวดพราดเข้ามากลางกองถ่ายเลยไหม?
หรือว่าจะโดนการ์ดสกัดดาวรุ่งอยู่หน้าประตู?
หรือว่าจะ...
เธอส่ายหน้า พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านพวกนั้นทิ้งไป
ตั้งสติ ถ่ายหนังให้เสร็จก่อน
เทกที่สาม
"คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้กับฉัน! คุณไม่เข้าใจหรอกว่าฉันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง—"
"คัต!"
ผู้กำกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขามองหน้าหลิวอี้เฟย อ้าปากจะบ่น แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไป
ถ้าเป็นดาราคนอื่น ป่านนี้เขาคงด่ายับไปแล้ว
แต่กับแม่นางคนนี้ เขาไม่กล้าหรอก
ไม่ต้องพูดถึงบารมีในวงการของหลิวอี้เฟยนะ ลำพังแค่แฟนหนุ่มที่มีข่าวลือหนาหูคนนั้น เขาก็ไม่กล้าแหยมแล้ว
โจวมู่เฉิน ผู้ก่อตั้งบริษัทซานเซิงเทคโนโลยี เศรษฐีหมื่นล้าน เจ้าของโซฟอน AI ที่เพิ่งจะควักกระเป๋าลงทุนหมื่นล้านสร้างนิคมอุตสาหกรรม แถมยังเพิ่งซื้อตึกสำนักงานอีกสองพันล้าน คนระดับนี้ ต่อให้ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง ก็เป็นที่หมายปองของทุกวงการอยู่ดี
ผู้กำกับตัวเล็กๆ อย่างเขา จะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไมล่ะ?
"พักกองสิบนาที" ผู้กำกับโบกมือ "อี้เฟย ไปจูนอารมณ์มาใหม่นะ"
หลิวอี้เฟยพยักหน้า เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ในโซนพักผ่อน
เสี่ยวหยาง ผู้ช่วยสาว ยื่นแก้วน้ำให้ พร้อมกับกระซิบถาม "พี่เฟย พี่เป็นอะไรรึเปล่าคะเนี่ย?"
หลิวอี้เฟยส่ายหน้า "พี่ไม่เป็นไรหรอก"
เสี่ยวหยางมองหน้าเธอ มีคำถามมากมายอัดอั้นอยู่ในใจ
ทำไมเธอจะไม่รู้ล่ะว่าทำไมหลิวอี้เฟยถึงมีอาการแบบนี้
ก็ตั้งแต่บอสโจวบอกว่าจะมาเยี่ยมที่กองถ่าย หลิวอี้เฟยก็เอาแต่บ่นพึมพำเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เช้านี้พอตื่นมา ก็ลองชุดนู้นชุดนี้ไปตั้งสามสี่ชุด สุดท้ายก็มาลงเอยที่เสื้อไหมพรมถักสีเบจกับกางเกงขายาวสีดำนี่แหละ
ทั้งๆ ที่ใส่ชุดชิลๆ แบบนี้ แต่กลับยืนส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยอยู่เป็นสิบนาทีเลยนะ
เสี่ยวหยางคิดแล้วก็แอบขำ
นี่ใช่หลิวอี้เฟย นางฟ้าผู้แสนจะเยือกเย็นและสง่างามคนเดิมหรือเปล่าเนี่ย?
อาการแบบนี้ มันสาวน้อยวัยใสที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอยการไปเดตชัดๆ!
ระหว่างที่เธอกำลังคิดเพลินๆ มือถือของเธอก็ดังขึ้น
ก้มลงดูหน้าจอ เป็นเบอร์ของรปภ.หน้าประตูนี่นา
"เสี่ยวหยาง มีคนมาขอพบคุณหลิวอี้เฟยน่ะ หอบกล่องใบเบ้อเริ่มมาด้วย ท่าทางหนักเอาการ จะให้เข้ามาไหม?"
เสี่ยวหยางอึ้งไปนิด ก่อนจะรีบถามต่อ "หน้าตาเป็นไงคะ?"
รปภ.ตอบ "หล่อเอาเรื่องเลยนะ สูงประมาณร้อยแปดสิบกว่าๆ ใส่เสื้อโค้ทสีน้ำเงินเข้ม เขาบอกว่าเป็นเพื่อนของคุณหลิวอี้เฟยน่ะ"
หัวใจของเสี่ยวหยางเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งบีต
เธอหันไปมองหลิวอี้เฟย กระซิบเสียงเบา "พี่เฟย บอสโจวมาแล้วค่ะ"
หลิวอี้เฟยเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาทันที
เสี่ยวหยางรีบกรอกเสียงลงไปในสาย "ให้เขาเข้ามาเลยค่ะ! พามาที่โซนพักผ่อนนี่เลยนะคะ!"
วางสายเสร็จ เธอก็หันไปมองหลิวอี้เฟย
หลิวอี้เฟยยืนนิ่งอยู่กับที่ พยายามปั้นหน้าให้ดูปกติที่สุด แต่ประกายวิบวับในดวงตาคู่นั้น มันฟ้องทุกอย่างหมดแล้ว
ประกายวิบวับ ราวกับมีดวงดาวนับร้อยนับพันดวงซ่อนอยู่ข้างใน
เสี่ยวหยางอดขำไม่ได้
พี่เฟยเอ๊ย พี่เฟย... ทำหน้าแบบเนี้ย ใครเขาดูไม่ออกบ้างล่ะว่าพี่กำลังคิดอะไรอยู่?
สามนาทีต่อมา โจวมู่เฉินก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู
เขาสวมเสื้อโค้ทตัวบางสีน้ำเงินเข้ม สวมทับเสื้อเชิ้ตลำลองสีเทาอ่อนด้านใน กางเกงสแล็คสีดำ และรองเท้าหนังหุ้มส้นสไตล์ลำลอง เส้นผมถูกลมพัดจนปลิวไสวเล็กน้อย แต่กลับดูเท่และมีเสน่ห์แบบไม่ตั้งใจ
ในมือของเขาหิ้วกล่องโลหะสีเงินใบหนึ่ง
ทีมงานในกองถ่ายต่างหยุดมือจากงานที่ทำอยู่ สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่เขาเป็นจุดเดียว
มีคนจำเขาได้แล้ว
"นั่นโจวมู่เฉินไม่ใช่เหรอ?"
"โจวมู่เฉินไหนวะ?"
"ก็บอสใหญ่แห่งซานเซิงเทคโนโลยีไง! เจ้าพ่อโซฟอน AI! แล้วก็เป็นแฟนหลิวอี้เฟยด้วย!"
"เชี่ยยยย ตัวจริงหล่อลากไส้ขนาดนี้เลยเหรอวะ?"
"หล่อกว่าในรูปเป็นร้อยเท่าอ่ะ!"
"เขามาเยี่ยมที่กองถ่ายเหรอ? มาหาหลิวอี้เฟยใช่มะ?"
"ถามแปลกๆ ไม่มาหาแฟนแล้วจะให้มาหาใครล่ะ?"
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาอื้ออึง โจวมู่เฉินยังคงตีหน้าขรึม เดินตรงดิ่งไปยังโซนพักผ่อน
หลิวอี้เฟยยืนรออยู่ตรงนั้น สายตาจับจ้องไปที่เขาทุกย่างก้าว
แสงแดดสาดส่องลงมาจากรอยแยกของหลังคา อาบชโลมแผ่นหลังของเขาไว้ ราวกับมีรัศมีเรืองรองเปล่งประกายออกมาจากตัวเขา
เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้า แต่ทว่ามั่นคง
ใบหน้านั้น ดูคมคายมีมิติยิ่งกว่าในรูปถ่าย
ดวงตาคู่นั้น ดูลึกล้ำน่าค้นหายิ่งกว่าในคลิปวิดีโอ
บุคลิกและออร่าที่แผ่ออกมา ดูทรงพลังยิ่งกว่าที่เห็นผ่านหน้าจอเป็นไหนๆ
แต่ทว่า ออร่าที่ว่านั้น ไม่ใช่ความกดดันที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น
แต่มันเป็นความมั่นคงหนักแน่น ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นใจต่างหาก
เปรียบเสมือนขุนเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างมั่นคง ไม่หวั่นเกรงต่อพายุฝนใดๆ
จู่ๆ หลิวอี้เฟยก็รู้สึกว่า... หัวใจของเธอมันเต้นผิดจังหวะไปซะแล้ว
โจวมู่เฉินเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ มุมปากยกยิ้มขึ้นบางๆ
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"
หลิวอี้เฟยมองหน้าเขา อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเปล่งเสียงออกมาได้แค่สองคำ
"มาแล้วเหรอ?"
โจวมู่เฉินพยักหน้า "อืม มาแล้ว"
ทั้งสองคนยืนจ้องหน้ากันเงียบๆ ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาอีกเลย
แต่ทุกคนในบริเวณนั้นต่างก็สัมผัสได้ถึง...
รังสีความรักที่แผ่ซ่านออกมาจากคนทั้งสอง
มันไม่ใช่การทักทายแบบผิวเผินของคนที่เพิ่งรู้จักกัน และไม่ใช่ความสนิทสนมแบบเพื่อนฝูงทั่วไป
แต่มันเป็นความรู้สึก... หวานแหววหยดย้อยจนบรรยายไม่ถูก
เสี่ยวหยางยืนดูอยู่ข้างๆ อดเอามือปิดปากกลั้นยิ้มไม่ได้
ผู้กำกับยืนดูอยู่ไกลๆ ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ก็คุณชายเล่นมาหาถึงที่แบบนี้ หลิวอี้เฟยก็น่าจะกลับมามีสมาธิกับการถ่ายทำได้แล้วล่ะมั้ง?
โจวมู่เฉินเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
เขายกกล่องโลหะในมือขึ้นแกว่งไปมา
"เอาของขวัญมาฝากด้วยนะ"
หลิวอี้เฟยก้มลงมอง
กล่องโลหะสีเงินใบนี้ ดูท่าทางจะแข็งแรงทนทานเอาการ ผิวกล่องสะท้อนแสงไฟเป็นประกายเงางามดูเย็นเยียบ ตรงฝากล่องมีรหัสผ่านติดอยู่ ดูล้ำสมัยสุดๆ
"นี่คืออะไรคะ?" เธอเอ่ยถาม
โจวมู่เฉินยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
"เดี๋ยวค่อยบอก"
เขาวางกล่องใบนั้นลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปมองทางผู้กำกับ
"สวัสดีครับ ผมโจวมู่เฉิน" เขาเดินเข้าไปหา พร้อมกับยื่นมือออกไปทักทายอย่างเป็นมิตร "ขอโทษที่เข้ามารบกวนการถ่ายทำนะครับ"
ผู้กำกับอึ้งไปนิด ก่อนจะรีบยื่นมือออกไปจับด้วยความรวดเร็ว
"โอย บอสโจวเกรงใจเกินไปแล้วครับ ยินดีต้อนรับครับ ยินดีต้อนรับ!"
โจวมู่เฉินยิ้มบางๆ "ผมสั่งเครื่องดื่มร้อนกับขนมหวานมาฝากน่ะครับ เดี๋ยวคงมาส่ง ให้ทุกคนกินแก้หนาวกัน ถือซะว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากผมก็แล้วกันนะครับ"
ผู้กำกับถึงกับซึ้งจนพูดไม่ออก "โอยยย เกรงใจจะแย่แล้วครับ..."
โจวมู่เฉินโบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไรครับ ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย"
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงโวยวายก็ดังมาจากทางหน้าประตู
พนักงานส่งของหลายคน กำลังช่วยกันแบกกล่องกระดาษใบใหญ่เข้ามาข้างใน
"ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าใครคือคุณโจวครับ?"
โจวมู่เฉินกวักมือเรียก "ทางนี้ครับ"
พนักงานส่งของวางกล่องกระดาษลง เปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นแก้วชานมและกาแฟร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น เรียงรายอยู่เต็มกล่อง พร้อมกับขนมหวานหน้าตาน่าทานอีกหลายกล่อง
โจวมู่เฉินหันไปบอกผู้กำกับ "แจกจ่ายให้ทุกคนทานกันเลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ"
ผู้กำกับพยักหน้ารับรัวๆ ก่อนจะหันไปตะโกนบอกทีมงานให้มารับของว่างไปทานกัน
บรรยากาศในกองถ่ายกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
"ว้าววว! ร้านนี้ขนมหวานแพงหูฉี่เลยนะเนี่ย!"
"บอสโจวใจป้ำสุดๆ!"
"ขอบคุณครับบอสโจว!"
"ขอบคุณค่ะคุณครูหลิว!"
มีคนเรียก "คุณครูหลิว" มีคนเรียก "อี้เฟย" และก็มีคนแอบกระซิบเรียก "มาดามโจว" ด้วย
หลิวอี้เฟยได้ยินสรรพนามนั้นเข้า หูเธอก็แดงเห่อขึ้นมาทันที
เธอหันไปมองโจวมู่เฉิน
โจวมู่เฉินก็บังเอิญหันมามองเธอพอดี
สบตากันปุ๊บ ทั้งสองคนก็หลุดยิ้มออกมาพร้อมกัน
รอจนทีมงานทุกคนได้รับของว่างกันถ้วนหน้า โจวมู่เฉินถึงได้เดินกลับมาหาหลิวอี้เฟยอีกครั้ง
"ตอนนี้พอมีเวลาว่างไหมครับ?" เขาเอ่ยถาม
หลิวอี้เฟยหันไปมองผู้กำกับ
ผู้กำกับรีบโบกมือไล่ทันที "อี้เฟย ไปพักผ่อนเถอะ! คิวถ่ายช่วงบ่ายยังไม่รีบ!"
มุมปากหลิวอี้เฟยยกยิ้มขึ้น เธอหันไปบอกโจวมู่เฉิน "ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันพาเดินทัวร์"
ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันออกไป
โจวมู่เฉินไม่ลืมที่จะหิ้วกล่องโลหะใบนั้นติดมือไปด้วย
เดินออกมานอกสตูดิโอ ก็จะเจอกับลานกว้างๆ ที่รายล้อมไปด้วยอาคารสไตล์โบราณที่สร้างเลียนแบบยุคเก่า
แสงแดดอ่อนๆ ในเดือนพฤศจิกายนสาดส่องลงมากระทบผิวกาย ให้ความรู้สึกอบอุ่นกำลังดี
ทั้งสองคนเดินทอดน่องไปตามลานกว้างอย่างช้าๆ ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
ผ่านไปพักใหญ่ หลิวอี้เฟยก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
"มาคนเดียวเหรอคะ?"
โจวมู่เฉินตอบ "มาคนเดียวมันคล่องตัวกว่าน่ะครับ"
หลิวอี้เฟยปรายตามองเขา "ไม่คิดจะจ้างบอดี้การ์ดมาคอยคุ้มกันบ้างเหรอคะ?"
โจวมู่เฉินหัวเราะร่วน "ระดับผมเนี่ยนะ ต้องมีคนคุ้มกันด้วยเหรอ?"
หลิวอี้เฟยอึ้งไปนิด ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
เธอเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคนนี้ มักจะฉายเดี่ยวไปไหนมาไหนคนเดียวเสมอ จนทำให้เธอลืมไปเลยว่าเขาคืออภิมหาเศรษฐีระดับหมื่นล้าน
เธอเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะถามต่อ "แล้วงานที่บริษัท เคลียร์เสร็จหมดแล้วเหรอคะ?"
โจวมู่เฉินตอบ "ก็เพลาๆ ลงบ้างแล้วล่ะครับ โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมก็เริ่มเดินหน้าแล้ว ตึกใหม่ก็ซื้อแล้ว โปรดักส์ตัวใหม่ก็ใกล้จะคลอดแล้วด้วย"
หลิวอี้เฟยเบิกตากว้าง "โปรดักส์ตัวใหม่? ใช่หุ่นยนต์อัจฉริยะที่คุณเคยเล่าให้ฟังหรือเปล่าคะ?"
โจวมู่เฉินพยักหน้า
เขาหยุดเดิน วางกล่องโลหะในมือลงบนพื้น
"จริงๆ แล้ว ที่ผมมาหาคุณวันนี้ ก็เพราะไอ้เจ้านี่แหละ"
หลิวอี้เฟยก้มมองกล่องโลหะใบนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
โจวมู่เฉินย่อตัวลง กรอกรหัสปลดล็อกกล่อง
ฝากล่องเด้งเปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านใน
หลิวอี้เฟยถึงกับอ้าปากค้าง
ภายในกล่อง มีหุ่นยนต์สุนัขกลสีเทาเงินตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่
รูปร่างเพรียวลม โครงสร้างโลหะดูแข็งแกร่งและเย็นเยียบ ข้อต่อต่างๆ ถูกออกแบบมาอย่างประณีตบรรจง แถมยังมีดวงตาสีฟ้าเรืองรองคู่นั้นอีก
มันนอนหมอบนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นงานศิลปะชิ้นเอก
"นี่มัน..." หลิวอี้เฟยพึมพำเสียงแผ่ว
โจวมู่เฉินลุกขึ้นยืน เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"หยวนเป่า ลุกขึ้นมาทักทายคุณผู้หญิงหน่อยเร็ว"
ดวงตาของหุ่นยนต์สุนัขกลกะพริบปริบๆ
จากนั้นมันก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ขาทั้งสี่ข้างเหยียบลงบนพื้นอย่างมั่นคง
มันจ้องมองหลิวอี้เฟย เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะมีเสียงสังเคราะห์ที่ฟังดูนุ่มนวลดังขึ้นมาว่า:
"สวัสดีครับ เจ้านาย ผมชื่อหยวนเป่า ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
ปากของหลิวอี้เฟยอ้าค้างเป็นรูปตัวโอไปแล้วเรียบร้อย