- หน้าแรก
- ทะลุมิติสู้ชีวิตในซื่อเหอย่วนยุค ห้าศูนย์
- บทที่ 27 การใช้ประโยชน์จากมิติ
บทที่ 27 การใช้ประโยชน์จากมิติ
บทที่ 27 การใช้ประโยชน์จากมิติ
บทที่ 27 การใช้ประโยชน์จากมิติ
เมื่อมองดูลูกไก่และลูกเป็ดแย่งกันกินอาหาร หวังเจี้ยนจวินก็รู้สึกราวกับเห็นไก่ทอดและเป็ดย่างวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า
หลังจากปลดล็อกสัตว์ปีกสองชนิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาเพิ่ม
ด้วยระบบผู้ช่วยที่คอยดูแลไก่และเป็ด หวังเจี้ยนจวินจึงไม่ต้องกังวลเรื่องพวกมันเลย
เขาตรงไปยังบริเวณที่กองไม้ไผ่เอาไว้ทันที
พื้นที่บนบกภายในมิติฟาร์มนั้นกว้างใหญ่มาก หวังเจี้ยนจวินจึงหาที่โล่งใกล้แม่น้ำเพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งแคมป์
การเรียกว่าสถานที่ตั้งแคมป์อาจจะดูเกินจริงไปหน่อย เพราะที่นั่นไม่มีอะไรเลย เขาคงต้องรอจนกว่าจะมีกำลังทรัพย์สร้างบ้านในภายหลัง
เขาเริ่มจากถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ จากนั้นก็นำกิ่งไม้แห้งที่เก็บมาเมื่อตอนกลางวันมากองซ้อนกันเป็นรูปกากบาทเพื่อทำแคมป์ไฟ
เขาใส่หญ้าแห้งเข้าไปข้างในเพื่อเป็นเชื้อไฟ แล้วจุดด้วยไม้ขีดไฟ
เมื่อไฟเริ่มลุกไหม้ เขาก็นำมันฝรั่งและมันเทศที่เพิ่งเก็บเกี่ยวสดๆ จากพื้นที่เก็บของมาโยนเข้ากองไฟเพื่อเผา
นอกจากนี้ เขายังผ่าไม้ไผ่เป็นซี่ๆ เหลาให้แหลม นำมาเสียบข้าวโพด แล้ววางไว้ใกล้กองไฟเพื่อย่าง
ข้าวโพดย่างจะหอมได้ก็ต้องทาด้วยน้ำมัน เขาจึงหยิบน้ำมันถั่วเหลืองสองตำลึงที่เพิ่งซื้อมาจากสหกรณ์ร้านค้าเมื่อวานมาทาลงไป
ถ้าลุงสามมาเห็นว่าเขาใช้น้ำมันเยอะขนาดนี้ คงจะอกแตกตายแน่ๆ
เรื่องเครื่องปรุงก็ไม่มีให้เลือกมากนัก หวังเจี้ยนจวินซื้อมาได้แค่ซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชู เพราะสหกรณ์ร้านค้าของหมดชั่วคราว ไม่มีทั้งยี่หร่าและพริกป่น
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร และทาซีอิ๊วลงไปเมื่อใกล้จะสุก
ไม่นานนัก ข้าวโพดย่าง มันฝรั่ง และมันเทศที่ส่งกลิ่นหอมฉุยก็สุกได้ที่
หวังเจี้ยนจวินทำเผื่อไว้เยอะทีเดียว เขาเก็บข้าวโพดย่างและมันเทศย่างไว้อย่างละสองชิ้น ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ในพื้นที่เก็บของ
ของพวกนี้สามารถเอาไว้กินรองท้องเวลาหิวได้ตลอดเวลา
เดิมทีเขาตั้งใจจะนำไปต้ม แต่ลืมซื้อหม้อมา
แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว อีกอย่างข้าวโพดย่างกับมันเทศย่างก็หอมกว่าแบบต้มตั้งเยอะ
เขานั่งอยู่ริมแม่น้ำ กัดข้าวโพดย่างร้อนๆ เข้าไปคำหนึ่ง พร้อมกับใช้โอกาสนี้ชื่นชมทิวทัศน์อันแสนธรรมดาในระยะไกล
แม้จะขาดเครื่องปรุงไปบ้าง แต่รสชาติของข้าวโพดที่ปลูกในสภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ก็อร่อยสุดยอดจริงๆ
หวังเจี้ยนจวินขอยกให้เป็นข้าวโพดที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ลิ้มรสมา ทั้งในชาติก่อนและชาตินี้
เมื่อได้กินอาหารที่ผลิตในมิติเป็นครั้งแรก หวังเจี้ยนจวินก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ถ้าข้าวโพดธรรมดายังอร่อยขนาดนี้ ผลผลิตทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ก็ต้องยอดเยี่ยมไม่แพ้กันแน่นอน
เพียงแต่ผลผลิตอาจจะดูน้อยไปสักหน่อย
การเก็บเกี่ยวข้าวโพดครั้งแรกได้ผลผลิตแค่หนึ่งพันกว่าชั่งต่อหมู่เท่านั้น
และนี่ขนาดมีทั้งดินที่อุดมสมบูรณ์ แสงแดด และทรัพยากรอื่นๆ อย่างเพียงพอแล้วนะเนี่ย
ถ้าปลูกอยู่ข้างนอก ผลผลิตคงจะได้แค่ห้าถึงหกร้อยชั่งเท่านั้นแหละ
ในยุคหลังๆ ข้าวโพดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงอาจให้ผลผลิตได้มากกว่าสองพันชั่งด้วยซ้ำ
ในยุคสมัยนี้ การวิจัยและพัฒนาพืชผลที่ให้ผลผลิตสูงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ข้าวลูกผสมก็เริ่มพัฒนาขึ้นในปี 1964 และกว่าจะเห็นผลก็ปาเข้าไปปี 1973
ประเทศจีนต้องใช้ความพยายามนานนับหลายสิบปี เพื่อให้สามารถผลิตอาหารเลี้ยงดูประชากรในประเทศได้อย่างเพียงพอ
เมื่อนึกถึงภัยธรรมชาติและภัยพิบัติจากน้ำมือมนุษย์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เพื่อนร่วมชาติหลายต่อหลายคนต้องอดอยากจนล้มตาย หวังเจี้ยนจวินก็รู้สึกว่าเขาพอจะทำอะไรได้บ้าง โดยที่ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน
เขาจึงสื่อสารกับระบบผู้ช่วยในมิติทันที โดยสั่งให้มันเริ่มเพาะปลูกพืชผลที่ให้ผลผลิตสูงตามเป้าหมาย
ระบบผู้ช่วยของมิติเรียกได้ว่าครอบคลุมเทคโนโลยีการผลิตและการวิจัยทางการเกษตรขั้นสูงทั้งหมด
ขอเพียงหวังเจี้ยนจวินเตรียมตัวอย่างทางชีวภาพให้เพียงพอ บวกกับความสามารถในการเร่งเวลาสิบเท่าของมิติ ผลลัพธ์ก็จะออกมาอย่างรวดเร็วแน่นอน
หลังจากกินข้าวโพดย่างเสร็จ หวังเจี้ยนจวินก็เริ่มลงมือสร้างเตียงหลังแรกของเขา
เขาไม่อยากนอนบนพื้นอีกแล้วในคืนนี้
โครงสร้างของเตียงไม้ไผ่นั้นไม่ได้ซับซ้อนอะไร
เขาพยายามนึกถึงเตียงไม้ไผ่ที่เคยนอนตอนเด็กๆ จากนั้นก็หยิบกระดาษและปากกาออกมาวาดแบบ
สุดท้าย เขาก็เริ่มสื่อสารกับฟังก์ชันระบบผู้ช่วยเพื่อแปรรูปไม้ไผ่ตามแบบที่วาดไว้
แม้ว่าต้นไผ่เหล่านี้ ซึ่งถูกตัดและเร่งเวลาในมิติ จะยังไม่แห้งสนิทและพื้นผิวยังคงมีสีเขียวอยู่บ้าง แต่หวังเจี้ยนจวินก็รอไม่ไหวแล้ว
เพียงแค่ตั้งจิตคิด วินาทีต่อมา ต้นไผ่ขนาดใหญ่ก็ถูกตัดออกเป็นท่อนๆ
จากนั้นก็มีการเจาะรู ลอกเปลือก ประกอบ และยึดด้วยหมุดไม้ไผ่
ในที่สุด หลังจากขัดพื้นผิวจนเรียบเนียน เตียงไม้ไผ่หลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
เมื่อมองดูเตียงไม้ไผ่ที่เรียบเนียนและสะอาดสะอ้านตรงหน้า แม้หวังเจี้ยนจวินจะได้เห็นกระบวนการทั้งหมด แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามันช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ฝีมือการสร้างนี้ดูน่าประทับใจกว่าของช่างฝีมือรุ่นเก่าเสียอีก
เนื่องจากมันถูกประมวลผลโดยระบบผู้ช่วย ขนาดจึงไม่มีความคลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อประกอบเสร็จ มันก็แทบจะไร้รอยต่อ
ตอนที่หวังเจี้ยนจวินนั่งลงบนนั้น เขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอันเป็นเอกลักษณ์ของเตียงไม้ไผ่เลย
ขั้นต่อไปก็คือการทดสอบความทนทาน
อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ใช่ช่างมืออาชีพ และคงต้องคำนึงถึงปัญหาการเสียรูปทรงจากการรับน้ำหนักเมื่อใช้ไปนานๆ
แต่มันก็คงจะพอให้นอนไปได้สักพักนั่นแหละ
ด้วยความคิดเพียงวูบเดียว หวังเจี้ยนจวินก็กลับมาที่ห้องพร้อมกับเตียงไม้ไผ่ในวินาทีถัดมา
หวังเจี้ยนจวินนอนลงบนเตียงไม้ไผ่และอดไม่ได้ที่จะบิดขี้เกียจ สัมผัสที่เย็นสบายของไม้ไผ่ทำให้เขารู้สึกสบายน่านอนเป็นอย่างมาก
ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวก็คือไม่มีผู้หญิงมานอนเคียงข้าง
หวังเจี้ยนจวินสัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มในร่างกาย และอดไม่ได้ที่จะบ่นกับตัวเอง หรือว่านี่คือผลข้างเคียงของการดัดแปลงพันธุกรรมจากเซรุ่มกันนะ
เมื่อมีเตียงไม้ไผ่ หวังเจี้ยนจวินก็นอนหลับสบายตลอดคืน
เพียงแต่ความฝันอันเร่าร้อนนั้นกวนใจเขาอยู่บ้าง
น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดแล้ว ความฝันอันหวานล้ำก็สิ้นสุดลง และความเสียดายเมื่อตื่นขึ้นมาก็ทำให้หวังเจี้ยนจวินรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
หญิงสาวในฝันนั้นงดงามมาก แต่น่าเสียดายที่เขามองเห็นใบหน้าของเธอไม่ชัด
หลังจากดื่มด่ำกับความฝันอยู่ครู่หนึ่ง หวังเจี้ยนจวินก็เดาะลิ้น
ดูเหมือนเขาคงต้องลองหาแม่สื่อให้ช่วยเป็นธุระให้เสียแล้ว ปีนี้เขาอายุ 21 ปี ซึ่งก็ถึงเกณฑ์แต่งงานตามกฎหมายแล้ว
ค่ำคืนอันยาวนานดูไร้ที่สิ้นสุดและเขาไม่รู้สึกอยากนอนเลย ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มันจะส่งผลกระทบต่อการนอนหลับของเขาอย่างรุนแรงแน่ๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ขณะที่เขาเดินออกจากห้อง เขาก็เห็นป้าใหญ่กำลังเดินไปที่ลานเรือนชั้นใน พร้อมกับถือชามโจ๊กข้าวโพด หมั่นโถวแป้งข้าวโพดสองลูก และผักดองจานเล็กๆ
นี่คงจะเป็นการนำอาหารไปส่งให้หญิงชราหูหนวกเป็นแน่
ป้าใหญ่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยเมื่อเห็นหวังเจี้ยนจวิน
จะทักทายก็กระอักกระอ่วน จะไม่ทักทายก็กระอักกระอ่วน
หวังเจี้ยนจวินรู้ดีว่าป้าใหญ่เป็นคนดีที่หาได้ยากในรังของพวกสัตว์ร้ายแห่งนี้
แต่ถึงอย่างไร เธอก็เป็นภรรยาของอี้จงไห่
ส่วนเธอจะรู้เรื่องสิ่งที่อี้จงไห่ทำหรือไม่นั้น หวังเจี้ยนจวินไม่อาจตัดสินได้
หวังเจี้ยนจวินไม่อยากจะทนรับความกระอักกระอ่วนนี้ เขาจึงเดินผ่านป้าใหญ่ตรงไปยังลานเรือนชั้นหน้า
เมื่อเดินผ่านลานเรือนชั้นกลาง เขาบังเอิญเห็นอี้จงไห่ ซาจู้ และเจี่ยตงซวี่กำลังเตรียมตัวออกไปทำงานพอดี
เมื่อเห็นหวังเจี้ยนจวินเดินออกมาในชุดยูนิฟอร์มของโรงงาน เจี่ยตงซวี่ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า
【"หวังเจี้ยนจวิน นี่แกก็ทำงานที่โรงงานรีดเหล็กเหมือนกันหรือเนี่ย"】
【"ใช่แล้ว มีปัญหาอะไรหรือเปล่า"】
เมื่อเห็นว่าหวังเจี้ยนจวินไม่ได้มองเขาด้วยสายตาที่เป็นมิตร สีหน้าของเจี่ยตงซวี่ก็มืดครึ้มลง แต่เขาก็ข่มความโกรธเอาไว้และถามต่อว่า
【"แล้วทำไมเมื่อวานฉันถึงไม่เห็นแกมาทำงานที่อาคารโรงงานล่ะ"】
หวังเจี้ยนจวินกลอกตาใส่เขาแล้วถ่มน้ำลาย 【"ไม่ใช่กงการอะไรของแกเสียหน่อย เราสนิทกันขนาดนั้นเลยหรือไง"】
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจพวกเขาทั้งสามคนและเดินออกจากลานเรือนไปทันที
【"แก! อาจารย์ดูท่าทางของมันสิครับ!"】
เจี่ยตงซวี่โกรธจัดกับท่าทีของหวังเจี้ยนจวิน
【"ช่างเถอะ อย่าไปสนใจมันเลย ตราบใดที่มันยังทำงานที่โรงงานรีดเหล็ก แค่นั้นก็พอแล้ว ยังไงเราก็ต้องหาวิธีจัดการมันได้สักวันแหละ"】
เหออวี่จู้ที่อยู่ด้านข้างกลอกตาไปมาแล้วกระซิบว่า
【"ลุงใหญ่ เอาแบบนี้ดีไหม เราไปดักเอาสอบคลุมหัวมันตอนกลับจากที่ทำงาน ต่อให้มันจะเก่งเรื่องชกต่อยแค่ไหน มันจะรับมือพวกลอบกัดอย่างเราได้หรือ"】
อี้จงไห่คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี แต่เขาไม่อยากจะแสดงออกว่าเห็นด้วยอย่างโจ่งแจ้ง จึงเปลี่ยนเรื่องคุย
【"เอาล่ะ เราไปทำงานกันก่อนเถอะ ถ้าไม่ออกตอนนี้เดี๋ยวจะสายเอา"】
จากนั้นเขาก็ปรายตามองเหออวี่จู้ เมื่อเห็นสีหน้าของเขา เขาก็รู้ทันทีว่าหมอนี่คงกำลังวางแผนเล่นสกปรกกับหวังเจี้ยนจวินอยู่แน่ๆ