- หน้าแรก
- เป็นไรเดอร์อยู่ดีๆ ระบบดันให้ผมอัปสกิลต่อสู้ซะงั้น!
- บทที่ 10 - ใหญ่คือแกร่ง แกร่งคือใหญ่!
บทที่ 10 - ใหญ่คือแกร่ง แกร่งคือใหญ่!
บทที่ 10 - ใหญ่คือแกร่ง แกร่งคือใหญ่!
บทที่ 10 - ใหญ่คือแกร่ง แกร่งคือใหญ่!
ราวทุ่มตรง พายุฝนห่าใหญ่กระหน่ำซัดทั่วทั้งเมือง
เมฆหนาทึบก่อตัวทะมึน ท้องฟ้ามืดมิดยิ่งกว่าราตรีปกติ สายฝนสาดเทลงมาดังซู่ซ่า กระหน่ำใส่หลังคารถ ผิวถนน และศาลาพักผู้โดยสาร มวลน้ำฝนไหลหลากจากชายคาลงมารวมกันเป็นสายน้ำเล็กๆ ริมฟุตบาทก่อนจะไหลทะลักลงสู่ท่อระบายน้ำ พายุลมแรงยังคงพัดกระโชกไม่หยุดหย่อน
ครืน! เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องราวกับเสียงปืนใหญ่ ชวนให้ใจสั่นสะท้าน
เอี๊ยด! รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันหนึ่งที่กำลังแล่นอยู่บนถนนลื่นไถลล้มลง
โชคดีที่ไป๋เซียวตาไวและตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขากระโดดลงจากรถได้ทันเวลาจึงไม่ล้มหน้าคะมำ ชายหนุ่มสวมเสื้อกันฝนพลาสติกยืนอยู่บนถนนที่มีน้ำขัง หน้ากากหมวกกันน็อกเต็มไปด้วยละอองฝนขมุกขมัว ไป๋เซียวรีบพยุงรถขึ้นมาและย่อตัวลงสำรวจพื้นถนน ถึงได้รู้ว่าหลุมบ่อธรรมดาถูกน้ำฝนท่วมจนมิด แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องไปก็ไม่อาจทำให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้เลย
หากขับมาเร็วแล้วไม่ระวังก็อาจถึงขั้นล้มกลิ้งไม่เป็นท่าได้
หลังจากยืนอยู่บนถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนครู่หนึ่ง รองเท้าผ้าใบของไป๋เซียวก็เปียกชุ่ม ขากางเกงและร่างกายซีกหนึ่งก็เปียกปอน เขาปีนกลับขึ้นไปนั่งบนรถด้วยสภาพทุลักทุเลแล้วบิดคันเร่ง แต่กลับพบว่ารถมีปัญหาเสียแล้ว
แม้จะยังพอขับได้ ทว่าชิ้นส่วนภายในกลับส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮัมเมอร์คันนี้อยู่กับไป๋เซียวมาสี่ห้าปีแล้ว ยิ่งช่วงปีที่ผ่านมาก็ใช้งานหนักมาก การล้มครั้งนี้อาจทำให้มันถึงคราวต้องบอกลากันเสียที
"สภาพอากาศเลวร้ายนี่แหละศัตรูตัวฉกาจของพนักงานส่งอาหารทุกคน"
ไป๋เซียวส่ายหน้าอย่างจนใจ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ เขากลับไม่ได้บ่นอุบอิบหรือตัดพ้อเหมือนเจ้าของร่างเดิมที่เคยเจอเรื่องคล้ายกัน แต่กลับเอ่ยประโยคนั้นออกมาด้วยใจที่สงบนิ่ง
สำหรับไป๋เซียวในตอนนี้ เรื่องแย่ๆ ทั้งหลายล้วนไม่สลักสำคัญอะไรเลย
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ...
วันนี้ทั้งวัน เขาเก็บเกี่ยวค่าประสบการณ์ของแต่ละอาชีพไปได้เท่าไหร่แล้ว
ราวกับชาวนาชราในแปลงผักที่กำลังคำนวณผลผลิตตลอดทั้งปี
[อาชีพ 'พนักงานส่งอาหาร' ของคุณได้รับประสบการณ์ +13]
[ทักษะอาชีพ 'ขับขี่จักรยานยนต์ไฟฟ้า' ของคุณได้รับประสบการณ์ +19]
[ทักษะอาชีพ 'เชี่ยวชาญเส้นทางในเมือง' ของคุณได้รับประสบการณ์ +20]
บทสรุปจากหน้าต่างอาชีพสว่างวาบขึ้นบนจอประสาทตาก่อนจะเลือนหายไป
บนถนนในค่ำคืนที่ฝนตกพรำ ไป๋เซียวขับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ส่ายไปมาอย่างทุลักทุเล
มุ่งหน้าตรงไปยังอพาร์ตเมนต์หยางกวงซึ่งเป็นห้องเช่าของเขา
เวลา 20:20 น. ภายในห้องที่เปิดไฟแสงสีส้มอบอุ่น
ไป๋เซียวในสภาพรองเท้าผ้าใบเปียกชุ่มและชุดกีฬาเปียกปอน ปอยผมสีดำตกลงมาปรกหน้าผากราวกับกิ่งหลิวที่เปียกน้ำ เขายืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าพลางรู้สึกเหนอะหนะที่เสื้อผ้าเปียกแนบลู่ไปกับตัว
เขาจัดการถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วแล้วเดินตัวเปล่าเข้าไปในห้องน้ำ
หน้ากระจกบานใหญ่ ไป๋เซียวมองดูมัดกล้ามเนื้อที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยบนร่างกายแล้วรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก รูปร่างแบบนี้เต็มที่ก็เรียกได้แค่มีกล้ามเนื้อบางๆ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตช่วงนี้
แต่ตัวไป๋เซียวเองชอบแบบกล้ามใหญ่ๆ มากกว่า
ในความเข้าใจตามสัญชาตญาณดิบเถื่อนของลูกผู้ชาย
ใหญ่คือแข็งแกร่ง แข็งแกร่งคือใหญ่ กล้ามเนื้อที่ทรงพลังกว่าย่อมปลอดภัยกว่า!
ชาติก่อนไป๋เซียวเคยได้ยินคำกล่าวหนึ่งในวงการเพาะกาย
คนพวกนั้นคลั่งไคล้กล้ามเนื้อจนยอมฉีดฮอร์โมนและยาจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย หรือแม้กระทั่งใช้ยาสเตียรอยด์ขนานหนัก นักเพาะกายหลายคนต้องสูญเสียความสามารถในการสืบพันธุ์แถมอายุขัยก็สั้นลง
ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงไล่ตามความฝันที่จะมีกล้ามเนื้อโตๆ
เพราะในมุมมองของพวกเขา กล้ามเนื้อคือความรัก การเปลี่ยนกล้ามเนื้อให้กลายเป็นชุดเกราะอันแข็งแกร่ง ก็เหมือนกับการห่อหุ้มตัวเองไว้ด้วยความรักอันหนาเตอะจนแทบหายใจไม่ออก!
ไป๋เซียวรู้สึกว่าความหลงใหลในการไขว่คว้าร่างกายอันสมบูรณ์แบบของนักเพาะกายเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเคารพ แต่เขาไม่ได้คิดจะทำอะไรสุดโต่งขนาดนั้น แค่ฝึกฝนการต่อสู้ตามปกติ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย แค่นี้เขาก็พอใจมากแล้ว
หลังจากสำรวจร่างกายตัวเองเสร็จ ไป๋เซียวก็รีบอาบน้ำอุ่นอย่างรวดเร็ว
เมื่อออกมาจากห้องน้ำ เขาเริ่มจากกวาดพื้นถูพื้น จากนั้นก็รีบซักเสื้อผ้าที่แช่น้ำสบู่ไว้จนสะอาด กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปถึงสองทุ่มสี่สิบนาทีแล้ว
ไป๋เซียวยืนอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าพลางปรายตามองพื้นที่ว่างริมหน้าต่าง
เขาลังเลว่าจะซื้อกระสอบทรายแบบตั้งพื้นมาวางไว้ตรงนั้นดีหรือไม่
แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป
ห้องเช่าของเขาอยู่ในอพาร์ตเมนต์ มีเพื่อนบ้านอยู่ทั้งชั้นบนชั้นล่าง ขืนต่อยกระสอบทรายเสียงดังคงโดนร้องเรียนแน่ ระบบเก็บเสียงของอพาร์ตเมนต์หยางกวงก็ไม่ได้ดีอะไรนัก อีกอย่างคือไป๋เซียวใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน ตารางชีวิตรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาว่าง พอถึงบ้านก็แทบสลบ ซื้อกระสอบทรายมาก็คงไม่ได้ใช้บ่อยนัก
เอาเข้าจริง เหตุผลหลักก็คือเขาไม่มีเงิน ขัดสนสุดๆ ต่างหาก
ไม่อย่างนั้นก็คงทำห้องฝึกซ้อมส่วนตัวไปแล้ว หาซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องมือฝึกศิลปะการต่อสู้ และอุปกรณ์พิเศษต่างๆ มาให้ครบครัน อยากฝึกท่าไหนก็ฝึกได้ตามใจชอบ
จะได้ไม่ต้องมานั่งลังเลหรือกังวลหน้าพะวงหลังแบบนี้
"ใกล้แล้วล่ะ ด้วยสองพรสวรรค์อย่างหน้าต่างอาชีพกับโปรแกรมแก้ไขสีแดงเข้ม หลังจากนี้ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง..."
หน้าจอโทรศัพท์ของไป๋เซียวสว่างวาบขึ้นมาขัดจังหวะความคิด
เขาล้วงออกมาดูก็พบว่าเป็นการแจ้งเตือนจากแอปแชทบนหน้าจอล็อก
รูปโปรไฟล์เป็นจอมยุทธ์ถือกระบี่ พร้อมชื่อที่เมมไว้ว่า 'พี่ตงคนจริง'
พี่ตงคนจริง : ไอ้เซียว ฉันคิดถึงแกกับเหล่าเหลียงว่ะ คืนนี้ออกมาจิบเบียร์กันไหม ฉันอยู่เหิงกวง เดี๋ยวค่ารถค่าที่พักฉันออกให้เอง
พี่ตงคนจริง : ทะเลาะกับพ่ออีกแล้ว อารมณ์เสียโว้ย
ไป๋เซียวนั่งมองข้อความพวกนั้น พยายามนึกย้อนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่งก็จำได้
เว่ยตง เพื่อนซี้ร่วมห้องพักตลอดสามปีตอนเรียนมัธยมปลาย แถมยังนอนเตียงสองชั้นด้วยกันอีก ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาก เรียนจบแล้วก็ยังติดต่อกันอยู่ ตอนมัธยมปลายพ่อของเว่ยตงเป็นแค่เถ้าแก่ร้านเล็กๆ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็กลับตั้งตัวได้ราวกับปาฏิหาริย์ ใช้เวลาแค่สี่ห้าปีก็กลายเป็นประธานบริษัทใหญ่โต
เว่ยตงเองก็พึ่งพิงบารมีพ่อจนกลายเป็นลูกคุณหนูเต็มตัว รูปในโซเชียลถ้าไม่โพสต์โชว์รถสปอร์ตคันใหม่ ก็เช็กอินตามสถานบันเทิงหรูหรา
พอเว่ยตงได้ดิบได้ดี จริงๆ แล้วเขาก็อยากจะดึงเพื่อนเก่าอย่างไป๋เซียวไปร่วมงานด้วย แต่เจ้าของร่างเดิมเป็นคนหัวรั้น แถมยังมีอีโก้สูงปรี๊ด
ดังนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงหยุดอยู่แค่ความเป็นเพื่อน ไม่มีเรื่องงานมาเกี่ยวข้อง
อันที่จริงแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าไปเป็นลูกน้องในบริษัทพ่อของเว่ยตงจริงๆ มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของทั้งคู่ก็อาจจะเปลี่ยนไป
ไป๋เซียวยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป
"ไม่ล่ะพี่ตง ช่วงนี้งานยุ่งนิดหน่อยว่ะ"
จากนั้นเขาก็กดส่งสติกเกอร์ที่เจ้าของร่างเดิมใช้บ่อยที่สุดตามไป
อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
พี่ตงคนจริง : เออๆ ไปทำงานของแกเถอะ ไม่เป็นไร ยุ่งๆ ไว้ก็ดี สติกเกอร์เยี่ยม
พี่ตงคนจริง : พ่อฉันเพิ่งเปิดสาขาใหม่ที่หวยสุ่ย อีกสักครึ่งเดือนน่าจะเข้าที่เข้าทาง ถึงตอนนั้นฉันจะขอตำแหน่งลอยๆ สักตำแหน่งแล้วไปหาแกที่หวยสุ่ย ถึงตอนนั้นอย่ามาหาข้ออ้างหนีฉันอีกล่ะ ฉันจะไปหาแกแน่!
ไป๋เซียวส่งสติกเกอร์มองบนไปให้ ก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับ
"คุณชายตง แกยังขาดคนคอยเอาใจอีกหรือไง คราวก่อนฉันเห็นรูปงานวันเกิดแกในโซเชียล มีแต่คนหน้าตาดีมีราศีกันทั้งนั้น หนุ่มหล่อสาวสวยเพียบ แถมยังมีดาราหน้าใหม่ตั้งหลายคน แกไม่ขาดแคลนเพื่อนหรอกมั้ง..."
"เหงาปากนักหรือไง ถึงได้อยากมาหาฉันนักหนา"
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบ
พี่ตงคนจริง : มันเหมือนกันที่ไหนล่ะวะ! พวกแม่งใช่เพื่อนซะที่ไหน พอพ่อฉันรวยล้นฟ้า ไอ้อีหน้าไหนที่โผล่หัวมาเสนอหน้าก็ไม่ใช่เพื่อนกันทั้งนั้นแหละ เพื่อนที่ฉันคุยด้วยได้สนิทใจจริงๆ ก็มีแค่แกกับเหล่าเหลียงสองคนนี่แหละ
ไป๋เซียวส่งสติกเกอร์มองบนไปอีกรอบ พร้อมกับพิมพ์ข้อความสั้นๆ : ตามใจแกแล้วกัน
พี่ตงคนจริง : สติกเกอร์หัวเราะคิกคัก
จากนั้นก็มีรูปถ่ายส่งตามมาอีกรูป
เป็นรูปชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังพิงราวระเบียงริมแม่น้ำ สวมแว่นกันแดด คาบบุหรี่ไว้ในปาก แหงนหน้ามองฟ้า ไม่รู้ว่ากำลังมองอะไรอยู่
ห้านาทีต่อมา ไป๋เซียวก็ออกจากบ้าน ควบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเก่าบุโรทั่งมุ่งหน้าไปผับ
เพื่อไปรับบทพนักงานรักษาความปลอดภัยผู้ซื่อสัตย์ในเงามืดของสถานบันเทิงที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีกระหึ่ม ตั้งแต่มีระบบช่วยโกง เขาก็มุ่งมั่นทุ่มเทให้กับทุกสายอาชีพและทุกงานที่ทำแบบถวายหัว
เพราะในมุมมองของไป๋เซียว...
การที่รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้แต่กลับไม่ลงมือทำ มันคือความเกียจคร้าน!
เขาหลงใหลความรู้สึกอิ่มเอมใจเวลาที่ได้เห็นผลลัพธ์ของความพยายาม มากกว่าความสุขจอมปลอมจากการใช้ชีวิตไปวันๆ
[อาชีพ 'รปภ.' ของคุณได้รับประสบการณ์ +11]
[ทักษะอาชีพ 'ลาดตระเวน' ของคุณได้รับประสบการณ์ +15]