- หน้าแรก
- เป็นไรเดอร์อยู่ดีๆ ระบบดันให้ผมอัปสกิลต่อสู้ซะงั้น!
- บทที่ 9 - ผู้ชื่นชอบ มือสมัครเล่น มืออาชีพ สุดยอดนักชก
บทที่ 9 - ผู้ชื่นชอบ มือสมัครเล่น มืออาชีพ สุดยอดนักชก
บทที่ 9 - ผู้ชื่นชอบ มือสมัครเล่น มืออาชีพ สุดยอดนักชก
บทที่ 9 - ผู้ชื่นชอบ มือสมัครเล่น มืออาชีพ สุดยอดนักชก
จางหงเทาไม่ได้ส่งเสียงเอะอะอะไร เพียงแค่ลอบสังเกตการณ์เงียบๆ
เขาเป็นครูฝึกของสำนักไป๋เหนี่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็รับหน้าที่คัดกรองสายเลือดใหม่เพื่อป้อนเข้าสู่ 'สายวิหคคลั่ง' ซึ่งเป็นวิชาแก่นแท้ของสำนักด้วย คลาสเรียนห้องหัวกะทิคือกระบวนการคัดกรองโดยเฉพาะ ครูฝึกแต่ละคลาสจะคัดเลือกคนที่มีพรสวรรค์และไหวพริบโดดเด่นเพื่อส่งเข้าสู่คลาสเรียนห้องหัวกะทิ
จากนั้นในระหว่างการฝึกฝนของห้องหัวกะทิ ก็จะมีการคัดคนออกไปอีกส่วนหนึ่ง
คนที่เหลือรอดเป็นกลุ่มสุดท้ายเท่านั้น ถึงจะได้เป็นสายเลือดใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพอย่างแท้จริง
ต้องเข้าใจก่อนว่า สำนักศิลปะการต่อสู้ไป๋เหนี่ยวไม่ได้มีแค่สาขาเขตผู่เจียงแห่งนี้แห่งเดียว แต่ยังมีสาขาทั่วทั้งเมืองหวยสุ่ยและเมืองข้างเคียงรวมกันถึงสิบสองสาขา แน่นอนว่าสำนักใหญ่ไป๋เหนี่ยวนั้นตั้งอยู่ในเมืองหวยสุ่ย
"ต้องจับตาดู กัวหาว กับ ไป๋เซียว ให้ดี..." จางหงเทาคิดในใจ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลูกศิษย์ทุกคนถูกเรียกมารวมตัวกันเพื่อดูครูฝึกสาธิต
จางหงเทาเริ่มอธิบายว่า นอกจากการฝึกท่าพื้นฐานแล้ว ซานตายังมีกระบวนการฝึกฝนที่ลึกล้ำขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น การฝึกชกเป้า โดยให้ลูกศิษย์คนหนึ่งสวมเป้าล่อเตะและเป้าล่อชกที่ทำหน้าที่ซับแรงกระแทกคล้ายกับนวมชกมวย จากนั้นให้ลูกศิษย์อีกคนที่เพิ่งเริ่มเรียนซานต่ามาฝึกออกหมัดใส่
จางหงเทาสุ่มเรียกลูกศิษย์ขึ้นมาทดสอบสองสามคน
ในนั้นมีกัวหาวและไป๋เซียวรวมอยู่ด้วย
ไป๋เซียวก้าวออกไปจัดการสวมเป้าล่อเตะและเป้าล่อชกอย่างรวดเร็ว
เขาพยักหน้าให้จางหงเทาเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว
วินาทีต่อมา จางหงเทาก็พุ่งหมัดออกไป หมัดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านทะลวงฝ่าอากาศ ส่งเสียงดังปัง กระแทกเข้ากับเป้าล่อชกอย่างจัง
ไป๋เซียวรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ฝ่ามือ ร่างกายซีกหนึ่งชาดิกจนต้องเซถอยหลังไปสองก้าว เขาเงยหน้าขึ้นมองครูฝึกจางที่ดึงหมัดกลับไปแล้วด้วยความประหลาดใจ พลังหมัดของอีกฝ่ายรุนแรงกว่าค่าพละกำลังสิบเอ็ดแต้มของเขาอย่างเทียบไม่ติด ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทางของเขายังดูชิลๆ เหมือนไม่ได้ออกแรงเต็มที่เลยด้วยซ้ำ
"คนต่อไป"
ไป๋เซียวเดินกลับเข้าแถว ปล่อยให้ชายหนุ่มผมเกรียนอีกคนขึ้นมาแทน
การฝึกชกเป้าผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากลูกศิษย์คุ้นเคยกับท่าพื้นฐานแล้ว ครูฝึกจางก็สาธิตวิธีการฝึกหมัดหนักและเตะหนักให้ดู ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้กระสอบทรายขนาดใหญ่
ตรงมุมห้องฝึกซ้อม มีกระสอบทรายหนังสีดำขนาดต่างกันสามใบแขวนอยู่บนโครงเหล็ก ขนาด 80, 120 และ 160 เซนติเมตร กระสอบทรายใบใหญ่สุดขนาด 160 เซนติเมตรนั้นทั้งใหญ่ทั้งยาว ดูๆ ไปแล้วขนาดใหญ่กว่าคนเสียอีก
ด้านบนกระสอบทรายมีตัวอักษรศิลป์คำว่า ไป๋เหนี่ยว สกรีนไว้อย่างโดดเด่น
จางหงเทาผู้มีรูปร่างล่ำสันยืนจังก้าอยู่หน้ากระสอบทรายพลางตั้งท่าเตรียมชก ท่ามกลางสายตาจับจ้องของลูกศิษย์กว่าสามสิบชีวิตที่ล้อมวงเข้ามาดู
"ปัง!"
หมัดกระแทกออกไปอย่างรุนแรง พุ่งชนจุดศูนย์กลางของกระสอบทรายเข้าอย่างจัง
เอี๊ยด!
โซ่เหล็กและโครงเหล็กเสียดสีกันจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู
กระสอบทรายยักษ์ขนาดร้อยหกสิบเซนติเมตรกระเด็นลอยขึ้นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ทำมุมเอียงเกินหกสิบองศาก่อนจะตกลงมาอย่างแรง
ลูกศิษย์ที่ยืนมุงดูต่างร้องอุทานด้วยความตกตะลึง กระสอบทรายใบใหญ่ขนาดนี้ น้ำหนักอย่างน้อยต้องมีแปดสิบกิโลกรัม หนักกว่าผู้ชายตัวโตๆ เสียอีก
ครูฝึกจางชกกระสอบทรายจนกระเด็นได้ขนาดนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นชกใส่คนเป็นๆ ผลลัพธ์จะเป็นยังไง ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ
"เชี่ย ครูฝึก โคตรโหดเลย!"
ลูกศิษย์จอมซนคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความทึ่ง
"โหดเหรอ หึหึ..."
จางหงเทาปรายตามองคนพูด หัวเราะเบาๆ แล้วส่ายหน้า เขาเอื้อมมือไปจับกระสอบทรายที่กำลังแกว่งไปมาให้หยุดนิ่งพลางเอ่ยขึ้น
"ระดับฉันเนี่ย ไม่กล้าใช้คำว่าโหดหรอก"
"ในสำนักไป๋เหนี่ยว คนที่เก่งกว่าฉัน เจ๋งกว่าฉัน มีถมเถไป"
"พวกเธอเชื่อไหมล่ะว่ามีคนที่สามารถชกกระสอบทรายหนังนี้แตกละเอียดคามือได้ในการชกเพียงครั้งเดียว หรือไม่ก็ชกจนโซ่เหล็กที่แขวนกระสอบทรายขาดกระจุย..."
ลูกศิษย์หลายคนร้องโหวกเหวกว่าไม่เชื่อ ท้าให้ครูฝึกจางพาคนๆ นั้นมาให้ดูเป็นขวัญตา อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีคนบ้าพลังที่ไหนสามารถชกกระสอบทรายแตกได้
นี่ไม่ใช่ถุงผ้าใบไก่กานะ แต่เป็นกระสอบทรายหนังที่ซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม
ถ้าชกกระสอบทรายหนังจนแตกได้...
ก็คงชกคนจนร่างแหลกเหลวได้เหมือนกัน
ท่ามกลางฝูงชน นัยน์ตาของไป๋เซียวทอประกายวาวโรจน์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเร่าร้อน เขารู้สึกว่าสิ่งที่ครูฝึกจางพูดนั้นน่าจะเป็นความจริง ต้องมีคนที่สามารถชกกระสอบทรายจนแตกได้แน่ๆ
ดูเหมือนว่าอาชีพนักสู้จะมีศักยภาพที่สูงส่งกว่าที่คิดไว้จริงๆ
ไม่ใช่แค่การต่อสู้ธรรมดาๆ แบบในชาติก่อนของเขา
จางหงเทายืนยิ้มอยู่หน้ากระสอบทรายโดยไม่ตอบรับคำท้า รอจนเสียงเงียบลงจึงเอ่ยต่อ
"พวกเธอน่าจะรู้ดีว่า สหพันธ์เทียนเซี่ยมีการแบ่งระดับนักสู้เอาไว้อย่างเป็นทางการ เพื่อจัดระเบียบการแข่งขันและนักสู้มือสมัครเล่นทั้งหลาย มือสมัครเล่นห้าระดับ มืออาชีพสี่ระดับ รวมกันเป็นเก้าระดับสหพันธ์ เหนือกว่าระดับเก้าของสหพันธ์ขึ้นไป ก็คือสุดยอดนักชกที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการแข่งขันรายการใหญ่..."
"อย่างเช่น เย่เฟิง หรือ ไท่ซาน"
"ส่วนพวกเธอที่ยังไม่แม้แต่จะเริ่มต้น จะถูกเหมารวมว่าเป็นเพียงผู้ชื่นชอบการต่อสู้ ผู้ชื่นชอบการต่อสู้คือคนที่ยังไม่มีใบรับรองอย่างเป็นทางการ และไม่ได้รับการรับรองจากทางการ จึงไม่สามารถลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ได้"
"ส่วนระดับของฉันคือมืออาชีพระดับสอง พลังหมัดน่าจะอยู่ที่ราวๆ สองร้อยยี่สิบกิโลกรัม แต่ถ้าใช้เทคนิคพิเศษล่ะก็... หึหึ..." จางหงเทาหัวเราะในลำคอแล้วค่อยๆ หันหลังกลับ "สรุปก็คือ การฝึกศิลปะการต่อสู้มันต้องใช้เวลา..."
"ขอแค่พวกเธอมีพรสวรรค์และขยันหมั่นเพียร ภายใต้การเคี่ยวกรำของสำนักไป๋เหนี่ยว สักวันพวกเธอก็จะก้าวมาถึงระดับของฉันได้..."
เขากวาดสายตามองฝูงชน ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่กัวหาวและไป๋เซียวครู่หนึ่ง รอจนทั้งสองสบตาตอบแล้วจึงดึงสายตากลับ
"ผู้ชื่นชอบ มือสมัครเล่นระดับห้า มืออาชีพระดับสี่ สุดยอดนักชก"
ไป๋เซียวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในหัวเริ่มปะติดปะต่อข้อมูลต่างๆ ได้อย่างชัดเจนขึ้น ขณะที่กำลังเหม่อลอย จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมา ทันทีที่หันไปมอง เขาก็สบเข้ากับสายตาของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มลูกศิษย์
กัวหาว
ไป๋เซียวสบตากับเขาจากระยะไกล ครู่หนึ่งต่อมาทั้งสองก็ละสายตาออกจากกัน
ภายในห้องฝึกซ้อม เวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ
จนกระทั่งเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง การฝึกซ้อมก็จบลง ลูกศิษย์ทยอยกันกลับ
ไป๋เซียวอยู่รั้งท้าย เขาหันกลับไปมองในห้องฝึกซ้อม กัวหาวยังไม่กลับ ยืนคุยเล่นอย่างสนุกสนานอยู่กับลูกสมุนและสาวผมหางม้ากับสาวผมสั้นจากเมื่อวาน โดยมีกัวหาวเป็นศูนย์กลาง
ดูท่าทางแล้ว พอเลิกเรียนพวกเขาก็คงไปเที่ยวกันต่อ
ไป๋เซียวปรายตามองด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
เขาไม่เหมือนกัวหาวและนักเรียนคนอื่นๆ ที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จและกำลังปิดเทอมฤดูร้อน ไป๋เซียวยังต้องทำงานงกๆ เพื่อเก็บค่าประสบการณ์อาชีพ เขายังมีเรื่องสำคัญต้องทำ
หน้าจอเรืองแสงปรากฏขึ้นบนจอประสาทตาและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
[ทักษะอาชีพ 'ซานต่า' ของคุณได้รับประสบการณ์ +10!]
[อาชีพ 'นักสู้' ของคุณได้รับประสบการณ์ +2!]
เวลาประมาณสี่โมงสิบนาที ณ อพาร์ตเมนต์หยางกวง
ไป๋เซียวเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง บนมอเตอร์ไซค์คันเก่าคู่ใจ
หมู่บ้านที่คุ้นเคย ถนนหนทางที่คุ้นตา ทางแยกที่คุ้นชิน เมืองนี้แทบจะกลายเป็นถิ่นของเขาไปแล้ว เวลาหกโมงเย็น เขาก็มาถึงเขตโรงงานร้างที่เคยมาเมื่อครั้งก่อน
โรงงานเดิม ป้อมยามเดิม
ตอนขากลับ ไป๋เซียวเดินไปหยุดยืนหน้าเสาไฟฟ้าอย่างเหม่อลอย
เขาหยุดยืนมอง แวบหนึ่ง
มีป้ายประกาศคนหายใบใหม่แปะเพิ่มขึ้นมาอีกหลายใบ ดูเหมือนเพิ่งจะแปะใหม่ๆ หมาดๆ
"วันที่ 2 มิถุนายน วันที่ 5 มิถุนายน วันที่ 7 มิถุนายน..."
"คนหายตัวไป... เยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้ว..."
ไป๋เซียวอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเงาดำที่พบเมื่อคืนก่อน
เขารู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า ภายใต้เงามืดของเมืองแห่งนี้
ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังก่อตัวเป็นความวุ่นวายอย่างเงียบๆ