- หน้าแรก
- เป็นไรเดอร์อยู่ดีๆ ระบบดันให้ผมอัปสกิลต่อสู้ซะงั้น!
- บทที่ 8 - พัฒนาการที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
บทที่ 8 - พัฒนาการที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
บทที่ 8 - พัฒนาการที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
บทที่ 8 - พัฒนาการที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
รปภ. หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย หน้าที่สำคัญที่สุดก็คือการดูแลรักษาความปลอดภัยไม่ใช่หรือ
ดังนั้นการเปิดใช้งานอาชีพรปภ. ในครั้งนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
[คุณเปิดใช้งานอาชีพใหม่ 'รปภ.'!]
หน้าต่างสเตตัสสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย
[อาชีพ: รปภ. LV.1 (1/100)]
[ทักษะ: ลาดตระเวน LV.1 (1/100)]
ไม่มีพรสวรรค์อาชีพปรากฏขึ้นเหมือนตอนที่เปิดใช้งานอาชีพนักสู้ ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ดีๆ แบบนั้นจะสงวนไว้ให้เฉพาะอาชีพที่ทรงพลังและมีศักยภาพสูงเท่านั้น
[ต้องการตั้งค่าอาชีพ 'รปภ.' เป็นอาชีพหลักหรือไม่?]
ไม่!
อาชีพธรรมดาๆ แบบนี้ก็ต้องให้เป็นอาชีพรองอยู่แล้ว แค่อัปเลเวลไปตามปกติก็พอ รอให้เลเวลสูงๆ แล้วค่อยสกัดเอาแต้มศักยภาพมาหล่อเลี้ยงอาชีพหลักทีหลัง
กระบวนการความคิดของไป๋เซียวนั้นชัดเจนมาก
สองนาทีต่อมา ความวุ่นวายเล็กๆ ที่โต๊ะโซฟาก็จบลง
ชายเสื้อลายดอกถูกรวบตัวออกไป ส่วนไป๋เซียวก็ปลีกตัวออกมายืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
เขาล้วงเอาช็อกโกแลตในกระเป๋าออกมาโยนเข้าปาก
รสชาติขมปนหวานอันนุ่มละมุนแผ่ซ่านไปทั่วช่องปากและไหลลงสู่ลำคอ
"เฮ้ย ไป๋เซียว ฝีมือไม่เลวนี่หว่า ไปเรียนท่าจับล็อกพวกนี้มาจากไหนวะ เคยฝึกมาเหรอ" รปภ. วัยสามสิบต้นๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมาทักทาย ใบหน้าธรรมดาๆ คิ้วเข้ม ท่าทางดูเป็นมิตร
หวังผิง
เขาเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ดีที่สุดในทีมรปภ. เข้ากับใครก็ได้ไปเสียหมด
ไป๋เซียวเคี้ยวช็อกโกแลตในปาก กำลังจะอ้าปากตอบ
ด้านหน้าก็ปรากฏร่างของผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยร่างท้วมในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่หวีผมเรียบแปล้เดินจ้ำอ้าวเข้ามา เขาชื่นชมไป๋เซียว
"ไป๋เซียว เลิกงานแล้วไปรับเงินอัดฉีดด้วยนะ เจ็ดร้อย"
มันเป็นระบบให้รางวัลและบทลงโทษที่สมเหตุสมผล ไป๋เซียวสามารถระงับเหตุทะเลาะวิวาทที่อาจลุกลามใหญ่โตไว้ได้ ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจึงมอบเงินรางวัลให้เขาเพื่อเป็นกำลังใจ ทั้งยังเป็นแบบอย่างให้รปภ. คนอื่นๆ กล้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
เมื่อเรื่องราวยุติลง บรรยากาศภายในผับก็กลับมาครึกครื้นตามเดิม
สนุกสุดเหวี่ยงกันต่อไปจนถึงตีสอง
ณ โซนพักพนักงานของบาร์อิงจือเหนี่ยว ไป๋เซียวเดินกลับมาหลังจากไปรับเงินรางวัล
อารมณ์ของเขาดีขึ้นมาก ทั้งได้ปลดล็อกอาชีพรปภ. แถมยังได้เงินพิเศษอีก
เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ไป๋เซียวก็เดินออกไปทางประตูด้านหลัง
ระหว่างทางเขาบังเอิญเจอหวังผิงที่เข้ามาทักทายเมื่อครู่นี้พอดี
ทั้งสองเดินคุยกันไปเรื่อยเปื่อย
ตอนแรกไป๋เซียวก็ไม่ได้ใส่ใจฟังนัก
จนกระทั่งหวังผิงเริ่มเล่าข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
เขาบอกว่าเมื่อคืนมีผู้หญิงหายตัวไปแถวถนนอู๋ถง ผ่านไปหนึ่งวันแล้วก็ยังหาตัวไม่พบ ลือกันว่าอาจจะโดนอุ้มไปตอนเมาไม่ได้สติ
เวลาเล่าหวังผิงก็ทำหน้าตากรุ้มกริ่ม แอบมีความอิจฉาปนอยู่ลึกๆ
ผู้หญิงที่มาเที่ยวผับส่วนใหญ่หน้าตาสะสวย หุ่นแซ่บกันทั้งนั้น
แถมยังแต่งตัวล่อแหลมและเมามายไร้สติอีก ช่างเป็นเหยื่ออันโอชะเสียนี่กระไร
ขณะที่ฟังคำพูดของหวังผิง ไป๋เซียวกลับขมวดคิ้วแน่น
เพราะเมื่อคืนระหว่างขี่รถกลับบ้าน เขาเจอพวกโรคจิตหรือคนบ้าอะไรสักอย่าง
ไป๋เซียวเองก็อธิบายไม่ถูก เขารู้สึกว่าเงาดำรูปร่างคล้ายคนที่เจอในตรอกเมื่อคืน มันให้ความรู้สึกเหมือนไม่ใช่คน เป็นความรู้สึกที่ชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ผู้หญิงที่หายตัวไป จะเกี่ยวกับเงาดำนั่นหรือเปล่านะ
ไป๋เซียวตั้งข้อสงสัยในใจ แต่ก็ยังไม่กล้าฟันธง
เพราะละแวกนี้เต็มไปด้วยผับ บาร์ และร้านคาราโอเกะ การลักหลับคนเมาก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง อีกอย่างมันก็เป็นแค่ข่าวลือจากปากหวังผิง อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้
คุยกันพอหอมปากหอมคอ ทั้งสองก็แยกย้าย
ไป๋เซียวคาบช็อกโกแลตไว้ในปากพลางสตาร์ตมอเตอร์ไซค์คู่ใจ
ครั้งนี้เขาไม่กล้าใช้ทางลัดในซอยเปลี่ยวอีกแล้ว เขาเลือกขี่ไปตามถนนใหญ่ที่มีแสงไฟสว่างไสวและมีรถราวิ่งขวักไขว่มุ่งหน้ากลับบ้าน
ระหว่างทาง ไป๋เซียวยังโดนคนเมาทำเอาตกอกตกใจไปทีหนึ่ง
ตอนที่ขี่รถผ่านทางแยก จู่ๆ ก็มีคนเดินโซเซพุ่งพรวดออกมา ทำเอาไป๋เซียวใจหายวาบนึกว่าเป็นเงาดำเมื่อคืนเสียอีก พอเพ่งมองดีๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นแค่คนเมาแอ๋
กลับถึงห้องเช่าในอพาร์ตเมนต์หยางกวง แสงไฟอันอบอุ่นสว่างไสวขึ้น
ไป๋เซียวหิ้วถุงพลาสติกสีขาวไปวางแหมะไว้บนโต๊ะริมหน้าต่าง ปากถุงเปิดกว้าง เผยให้เห็นมื้อดึกชุดใหญ่ไฟกะพริบ
เขาต้องบำรุงร่างกายให้เต็มที่เพื่อตอบสนองความต้องการสารอาหารของร่างกาย
คนฝึกต่อสู้ คนฝึกซานต่า จะอดอาหารไม่ได้เด็ดขาด
ต้องกินเพื่อสร้างร่างกายที่แข็งแกร่ง สร้างมัดกล้ามเนื้อ ถึงจะมีแรงสู้กับคนอื่น
เวลาตีสองสี่สิบนาที ไป๋เซียวจัดการมื้อดึกจนเกลี้ยงและล้มตัวลงนอนอย่างสงบ
แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามา อาบไล้โครงร่างท่อนบนของชายหนุ่มที่หลับสนิทอยู่บนเตียง
เวลาผ่านไปทีละน้อย การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ทว่าต่อเนื่องกำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน มัดกล้ามเนื้อบนท่อนแขนทั้งสองข้างของไป๋เซียวที่โผล่พ้นผ้าห่มเริ่มนูนชัดขึ้น เผยให้เห็นความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่
มองเห็นเส้นเลือดปูดโปนเป็นริ้วๆ ภายใต้ผิวหนังอย่างชัดเจน
กริ๊ง กริ๊ง...
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น แสงแดดสีทองยามเช้าสาดส่องกระทบหัวเตียง
ไป๋เซียวเบิกตากว้าง นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองเพดาน
สายตาพร่ามัวเล็กน้อย เขารีบผุดลุกขึ้นนั่งแล้วตลบผ้าห่มออก
วินาทีต่อมา ไป๋เซียวก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ท่อนแขนของเขาใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มัดกล้ามเนื้อก็นูนเด่นกว่าเดิมมาก
เขารีบลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อออกแล้วพุ่งตรงไปที่ห้องน้ำ
หน้ากระจก ชายหนุ่มส่วนสูงร้อยเจ็ดสิบเจ็ดเซนติเมตรยืนนิ่งสำรวจร่างกายของตัวเอง กล้ามหน้าอก กล้ามท้อง หัวไหล่ และท่อนแขน ล้วนมีมัดกล้ามเนื้อนูนขึ้นมาในระดับที่ต่างกัน ให้ความรู้สึกถึงพลังอันเปี่ยมล้น บริเวณผิวหนังรอบๆ กล้ามเนื้อยังมีรอยแตกลายสีแดงเข้มลักษณะคล้ายกิ่งไม้อีกด้วย
ถึงแม้รูปร่างจะยังสู้พวกที่เล่นกล้ามเป็นประจำไม่ได้
แต่ก็ดูแข็งแกร่งและดุดันกว่าคนทั่วไปมากทีเดียว
"นี่คือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากบรรลุซานต่าระดับเชี่ยวชาญขั้นต้นสินะ"
ไป๋เซียวมองเงาตัวเองในกระจกพลางพึมพำ
ฟุ่บ!
จู่ๆ เขาก็เหวี่ยงหมัดใส่กระจกด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
หมัดหยุดนิ่งห่างจากกระจกเพียงคืบ ราวกับกำลังปะทะกับหมัดของตัวเองในภาพสะท้อน
"ยอดเยี่ยม"
ไป๋เซียวเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
จากนั้นเขาก็รีบจัดการธุระส่วนตัว ล้างหน้าแปรงฟัน และแต่งตัว
เดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้า ไป๋เซียวใช้มือข้างเดียวคว้ากระเป๋าผ้าใบที่จัดเตรียมไว้บนเตียงขึ้นสะพายบ่า
มืออีกข้างเปิดประตู สายตาทอดมองไปที่บานประตูอย่างเหม่อลอย
[หน้าต่างตัวละคร]
[ตัวละคร: ไป๋เซียว]
[พละกำลัง: 10.1 -> 11.0]
[ความเร็ว: 9.6 -> 10.1]
[ร่างกาย: 9.8 -> 10.5]
[จิตใจ: 10.8 -> 11.0]
ค่าสถานะทั้งสี่มิติเพิ่มขึ้นทั้งหมด ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือพละกำลังที่เพิ่มขึ้นถึง 0.9
ส่วนที่เพิ่มยากที่สุดคือจิตใจ เพิ่มขึ้นมาแค่ 0.2
"นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น..."
แกร๊ก ประตูห้องเปิดออก
เขตผู่เจียง ถนนเหยียนสือ สำนักศิลปะการต่อสู้ไป๋เหนี่ยว
ภายในห้องฝึกซ้อมหมายเลขสอง การวอร์มอัพและฝึกซ้อมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ลูกศิษย์กว่าสามสิบชีวิตในชุดฝึกสีเทากำลังออกหมัดวาดลวดลายเตะต่อย ส่วนใหญ่ออกแนววาดเสือให้เป็นแมวเสียมากกว่า แม้จะฝึกท่าซานต่ามาหลายวันแล้วแต่ก็ยังดูไม่ได้เรื่องอยู่ดี ยกเว้นสองคนที่อยู่ตรงมุมห้อง...
กัวหาว ลูกศิษย์ที่จางหงเทาจับตามองมาตลอด กำลังออกหมัดได้อย่างทะมัดทะแมง ท่วงท่าและจังหวะดูมีพลัง หมัดที่เหวี่ยงออกไปก็ใกล้เคียงกับมาตรฐานมาก
สามารถทำได้ขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน นับว่าเป็นต้นกล้าชั้นดีจริงๆ
ถ้ากัวหาวทำให้จางหงเทารู้สึกชื่นชมและเข้าใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้นกับไป๋เซียวกลับทำให้เขางุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
ท่าซานต่าแม่นยำไร้ที่ติ หมัดและเท้าที่สาดออกไปทั้งรวดเร็วและทรงพลัง ที่สำคัญคือท่วงท่าการขยับร่างกายนั้นไร้ซึ่งความแข็งทื่อหรือจงใจแบบกัวหาว ทุกอย่างดูลื่นไหลและสอดประสานกันอย่างลงตัว ราวกับคนผู้นี้ฝึกซานต่ามานานหลายเดือนแล้วอย่างไรอย่างนั้น
"ไอ้เด็กคนนี้... บรรลุวิชาแล้วงั้นเหรอ?!"