- หน้าแรก
- เพลงกระบี่ยวายุหวนหิมะ
- บทที่ 33 - เซี่ยอวิ๋นหนีไป
บทที่ 33 - เซี่ยอวิ๋นหนีไป
บทที่ 33 - เซี่ยอวิ๋นหนีไป
บทที่ 33 - เซี่ยอวิ๋นหนีไป
สยงฉู่คิดว่าตัวเองคงตาฝาดไป จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น หากแม่นางซูไม่รังเกียจ ข้าจะช่วยประคองท่านไปเอง"
"ดีเจ้าค่ะ... แต่ว่า แต่ว่า..." น้ำเสียงของซูอวี่โหรวแฝงความดีใจ แต่ตอนท้ายกลับแผ่วลง
สยงฉู่คิดว่านางรังเกียจ จึงบอกว่า "ถ้าแม่นางซูรังเกียจ งั้นพวกเราก็รออยู่ที่นี่สักพักเถอะ"
"ไม่ ไม่ใช่ข้ารังเกียจนะเจ้าคะ... ข้า... ข้าเพียงแต่... รบกวนคุณชายด้วยเจ้าค่ะ" คำพูดของซูอวี่โหรวตะกุกตะกัก หากสยงฉู่หันกลับไปชูคบเพลิงขึ้น เขาคงได้เห็นใบหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อของซูอวี่โหรวเป็นแน่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้จับมือสยงฉู่ นางไม่อยากแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไป
เพราะที่นี่ มีเพียงพวกเขาแค่สองคน
สยงฉู่ประคองซูอวี่โหรวค่อยๆ เดินออกไป เขารับรู้ได้ว่ามือของซูอวี่โหรวสั่นเล็กน้อย เมื่อเห็นใบหน้าของนางแดงก่ำ จึงถามว่า "แม่นางซู ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า?"
"มะ... ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ..." ซูอวี่โหรวรีบก้มหน้า ไม่กล้าสบตาสยงฉู่
สยงฉู่พยักหน้า แล้วเดินต่อไป
พอเดินมาถึงปากถ้ำ ก็พบคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า มองมาที่ตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและโกรธเคือง หางตามีหยาดน้ำตาไหลริน ร่างกายของนางสั่นเทา สองมือกำหมัดแน่น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง ราวกับอัดอั้นไปด้วยความโกรธแค้น
คนผู้นั้นก็คือเซี่ยอวิ๋น
"อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน..." สยงฉู่ไม่รู้ว่าทำไมเซี่ยอวิ๋นถึงมาอยู่ที่นี่ แต่รู้ว่าเมื่อนางเห็นซูอวี่โหรวสวมเสื้อคลุมของตน แถมตนยังประคองนางอยู่แบบนี้ เซี่ยอวิ๋นต้องเข้าใจผิดแน่ๆ
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เซี่ยอวิ๋นก็หันหลังวิ่งหนีไปเสียแล้ว
สยงฉู่รีบวิ่งตาม แต่กลับได้ยินเสียงร้องอุทานของซูอวี่โหรวดังมาจากด้านหลัง นางยังยืนไม่มั่นคง จึงล้มลงกองกับพื้น นางเงยหน้าขึ้นมองเขา
สยงฉู่มองตามแผ่นหลังของเซี่ยอวิ๋นที่ค่อยๆ หายลับไป สลับกับมองแววตาอันใสซื่อของซูอวี่โหรวที่นั่งอยู่บนพื้นชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี
ซูอวี่โหรวนั่งมองสยงฉู่นิ่งๆ ไม่นานก็เห็นสยงฉู่ยื่นมือมาให้ ภายในใจรู้สึกดีใจลึกๆ แต่ก็ไม่อยากแสดงออกทางสีหน้า จึงเพียงแต่ถามว่า "คุณชาย ท่าน... ท่านไม่ตามแม่นางเซี่ยอวิ๋นไปหรือเจ้าคะ?"
"นางไม่เป็นอะไรหรอก ก็แค่งอนไปเท่านั้นแหละ แม่นางซู ข้าพาท่านกลับกระท่อมก่อนดีกว่า" สยงฉู่ตอบ
"อืม ขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ" ซูอวี่โหรวพยักหน้ารับ
"ท่านไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายหรอก ข้าไม่ใช่คุณชายที่ไหน" สยงฉู่พยุงซูอวี่โหรวขึ้นมา แล้วกล่าว
"ถ้าเช่นนั้น จะให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไรดีเจ้าคะ?"
"เอ่อ..." สยงฉู่นึกไม่ออกว่าจะให้เรียกอย่างไรดี
ใบหน้างดงามชวนให้หลงใหลของซูอวี่โหรวก้มต่ำลง นางขบริมฝีปากแน่น ท่าทางขวยเขิน ทว่าท้ายที่สุดก็เอ่ยปากออกไป "ข้า... ข้าเรียกท่านว่าพี่ฉู่ได้ไหมเจ้าคะ?"
สยงฉู่หน้าแดงระเรื่อ ตอบกลับไปว่า "แม่นางซูอยากเรียกอย่างไรก็เรียกเถิด"
ซูอวี่โหรวยิ้มอย่างขวยเขิน "ถ้าเช่นนั้น พี่ฉู่..."
"มีอะไรหรือ?"
"ท่านช่วยเลิกเรียกข้าว่าแม่นางซูได้ไหมเจ้าคะ?"
ในยามนี้ซูอวี่โหรวไม่เพียงแค่ก้มหน้า แต่นางยังเบือนหน้าหนีไปทางอื่น พยายามไม่มองสยงฉู่ เพราะกลัวว่าสยงฉู่จะเห็นท่าทีของนางในตอนนี้ นางอาจจะไม่รู้ตัวว่า ท่าทางเอียงอายของหญิงสาวชาวเจียงหนานนั้น งดงามราวกับดอกไม้ที่กำลังตูมเตรียมเบ่งบาน เป็นความงามในแบบ 'กึ่งปิดกึ่งบัง' ที่ชวนให้หลงใหล ทว่าในยามนี้สยงฉู่เองก็รู้สึกเช่นเดียวกับซูอวี่โหรว เดิมทีเขาไม่ใช่ชายหนุ่มเจ้าชู้ประตูดิน ในเวลานี้เขาและซูอวี่โหรวต่างก็นึกถึงคำพูดของหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็น 'ซูอวี่โหรว' ที่กล่าวว่า 'ข้าคือโหรวเอ๋อร์ของท่าน' ขึ้นมาพร้อมๆ กัน บรรยากาศรอบตัวจึงอบอวลไปด้วยความคลุมเครือ เขารู้ดีว่าถึงแม้เขาจะไม่พูด ซูอวี่โหรวก็คงไม่บังคับให้เขาเรียกนางเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะ... เรียกเจ้าว่า 'โหรวเอ๋อร์' ก็แล้วกัน"
ไม่รู้ว่าตอนที่สยงฉู่พูดประโยคนี้ เขาได้นึกถึงใบหน้าง้ำงอของเซี่ยอวิ๋นบ้างหรือไม่ แต่เขาคงได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความดีใจจากก้นบึ้งหัวใจของซูอวี่โหรวอย่างแน่นอน
"จริงสิ หญิงสาวคนนั้นจับตัวเจ้ามาทำไมหรือ?" สยงฉู่ถามขึ้น
"ความจริงแล้ว นางไม่ได้เป็นคนลักพาตัวข้ามาหรอกเจ้าค่ะ" ซูอวี่โหรวตอบเสียงแผ่ว "คนที่จับตัวข้ามา คือชายชุดดำสองคนนั้นต่างหาก"
"อ้าว? แล้ว..."
"ตอนนั้นท่านกับแม่นางเซี่ยอวิ๋นเดินกลับไปที่กระท่อมด้วยกัน ข้าก็เห็นเงาคนสองคนแวบเข้ามา แล้วข้าก็สลบไป พอตื่นขึ้นมาอีกที ก็พบว่าตัวเองอยู่ในถ้ำนี้แล้ว พวกมัน... พวกมันเข้ามาฉีกทึ้ง... ฉีกทึ้งเสื้อผ้าของข้า... ข้า... ข้าร้องให้คนช่วยสุดเสียง แล้วจู่ๆ แม่นางคนนั้นก็โผล่มาช่วยข้าไว้" น้ำเสียงของซูอวี่โหรวสั่นเครือ ราวกับจะร้องไห้ เห็นได้ชัดว่านางตกใจกลัวและเสียขวัญอย่างหนัก
ซูอวี่โหรวเล่าต่อ "แต่ว่า ถึงนางจะช่วยข้าไว้ แต่นางก็สกัดจุดข้า... แถม... แถมยังถอดเสื้อคลุมของข้าไปใส่เองอีก แล้วยังบอกอีกว่า..." เสียงของนางค่อยๆ แผ่วลงไปเรื่อยๆ
"นางบอกว่าอะไร?" สยงฉู่ถาม
"นาง... นางบอกว่า..." ใบหน้าของซูอวี่โหรวแดงระเรื่อ น้ำเสียงแผ่วเบาลงเรื่อยๆ
สยงฉู่สัมผัสได้ว่าร่างกายของนางสั่นเทา
"แล้วเจ้าเห็นหน้าตาของนางชัดไหม?" สยงฉู่เห็นว่าซูอวี่โหรวไม่อยากพูด จึงเปลี่ยนเรื่องคุย
"ตอนนั้นข้าถูก... ถูกสองคนนั้น... ข้าเห็นหน้าตาของนางไม่ชัดนัก รู้สึกแคบว่านางน่าจะงดงามมาก" ซูอวี่โหรวตอบ
สยงฉู่ประคองซูอวี่โหรวกลับมาถึงกระท่อมของหลี่สือเจิน ในตอนนั้นดึกมากแล้ว หลี่สือเจินเข้านอนไปแล้ว มีเพียงหวังกว่างที่ยังคงรอการกลับมาของพวกเขาอยู่ข้างนอก สยงฉู่มองไปรอบๆ แล้วถามอย่างร้อนรนว่า "ท่านหวัง อวิ๋นเอ๋อร์กลับมาหรือยัง?"
หวังกว่างตอบ "นางไม่ได้ไปตามหาพวกท่านหรอกหรือ? ทำไม พวกท่านไม่เจอนางหรือ?"
สยงฉู่ใจคอไม่ดี เดิมทีเขาคิดว่าเซี่ยอวิ๋นแค่งอนแล้ววิ่งกลับมาคนเดียว ใครจะไปคิดว่านางไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วตอนนี้นางจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ? ตอนนี้คนของหอเทพหมัดต้องยังไม่เลิกราวีเขาแน่ๆ ถ้าเซี่ยอวิ๋นเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาจะทำยังไง?
คิดได้ดังนั้น สยงฉู่ก็รีบวิ่งลงเขาทันที ซูอวี่โหรวร้องเรียกตามหลัง "พี่ฉู่ ท่าน... ท่านระวังตัวด้วยนะ"
ตอนที่ซูอวี่โหรวพูดประโยคนั้นจบ ร่างของสยงฉู่ก็กลืนหายไปในความมืดมิดเสียแล้ว
ซูอวี่โหรวยืนมองเหม่อไปข้างหน้า ตอนนั้นเอง ถังเชี่ยก็เดินเข้ามาถาม "ญาติผู้น้อง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม"
ซูอวี่โหรวยืนนิ่งงัน ราวกับไม่ได้ยินคำถามนั้นเลย
สยงฉู่วิ่งตะบึงมาตามทาง ร่างกายถูกหนามเกี่ยวจนเป็นแผลนับไม่ถ้วน แต่เขาก็ไม่สนใจ เมื่อลงมาถึงตีนเขา เขาก็เห็นแสงไฟสลัวๆ
กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรถือคบเพลิงคุกเข่าอยู่กับพื้น ร้องตะโกนเสียงดัง "ถวายบังคมองค์หญิง ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"
และร่างอันงดงามที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดนั้น ก็คือเซี่ยอวิ๋น ส่วนคนที่ยืนอยู่เคียงข้างนางก็คือ ปู่ยิง
สยงฉู่ไม่รอช้า พุ่งเข้าไปทันที
"อวิ๋นเอ๋อร์!"
เมื่อเซี่ยอวิ๋นเห็นสยงฉู่ สีหน้าของนางก็ฉายแววดีใจขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นความตื่นตระหนก
"เคร้ง เคร้ง เคร้ง!" องครักษ์เสื้อแพรนับสิบชักดาบวงพระจันทร์ออกมาพร้อมกัน สามคนแรกที่ชักดาบพุ่งเข้าฟันทันที
สยงฉู่เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง กำลังจะปัดดาบของคนตรงกลางให้ร่วง แต่จู่ๆ องครักษ์เสื้อแพรอีกคนก็พุ่งเข้ามา ตวัดดาบวงพระจันทร์ฟันเสยขึ้นมาจากด้านล่าง
สยงฉู่รีบชักกระบี่วิเศษออกมา "ชิ้ง" เสียงกระบี่และดาบปะทะกันสกัดคมดาบเอาไว้ได้
การปะทะกันเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ องครักษ์เสื้อแพรอีกหลายคนก็เงื้อดาบฟันมาจากด้านหลัง สยงฉู่รีบใช้แรงถีบตัวกระโดดถอยหลังไป พลันรู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกที่แผ่นหลัง ดาบวงพระจันทร์สามเล่มเฉี่ยวผ่านใต้ร่างเขาไป เมื่อครู่นี้หากเขากระโดดต่ำกว่านี้อีกล่ะก็ ป่านนี้คงถูกฟันจนเนื้อเละเป็นโจ๊กไปแล้ว
ทว่าองครักษ์เสื้อแพรกลุ่มนี้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม แม้ว่าวรยุทธ์ส่วนตัวของพวกเขาเมื่อเทียบกับจอมยุทธ์ในยุทธภพแล้วจะจัดอยู่ในระดับปานกลาง แต่หน้าที่หลักของพวกเขาคือการจับกุมตัวคน จึงมีค่ายกลเป็นของตัวเอง
เมื่อเห็นสยงฉู่ตีลังกากลางอากาศ องครักษ์เสื้อแพรสี่คนก็ถือมุมตาข่ายผืนใหญ่คนละมุม รอให้สยงฉู่ตกลงมา
สยงฉู่ตวัดกระบี่หมายจะแทงตาข่ายเหล็กให้ขาด ทว่าทันทีที่ปลายกระบี่สัมผัสตาข่าย ก็เกิดเสียงระเบิด "ปัง" ประกายไฟแลบแปลบปลาบ ควันโขมง ที่แท้ตาข่ายเหล็กผืนนี้ก็ถูกโรยผงดินปืนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงแค่มีดาบหรือกระบี่มากระทบ ประกายไฟก็จะจุดชนวนผงดินปืนเหล่านั้นให้ลุกไหม้ทันที
ควันโขมงและประกายไฟที่สว่างวาบทำให้สยงฉู่ตกใจสุดขีด เขาตวัดกระบี่ฟันสะเปะสะปะ แต่ก็ไม่อาจฟันตาข่ายเหล็กให้ขาดได้ ท้ายที่สุดก็ถูกจับตัวจนได้ องครักษ์เสื้อแพรเหล่านั้นรีบนำดาบมาจ่อที่คอของเขาทันที
"ปล่อยเขา!" เสียงตวาดดังขึ้น องครักษ์เสื้อแพรเหล่านั้นรับคำสั่ง แล้วปล่อยตัวสยงฉู่ไป
สยงฉู่มองเซี่ยอวิ๋น มองนางกุมมือของปู่ยิงเอาไว้ ส่วนปู่ยิงก็มองสยงฉู่ด้วยสายตาเย้ยหยัน
"อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้า..." สยงฉู่ไม่รู้จะพูดอะไร หรือควรจะพูดอะไรดี
เซี่ยอวิ๋นเดินยิ้มเข้ามาหา ใช้นิ้วชี้เชยคางสยงฉู่ขึ้นเบาๆ มองซ้ายมองขวา ก่อนจะหลุดหัวเราะ "พรืด" ออกมา
"อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป?" สยงฉู่ถาม
"อวิ๋นเอ๋อร์? เจ้าเรียกได้สนิทสนมดีนี่?" เซี่ยอวิ๋นยังคงมองสยงฉู่ด้วยสายตาเย้ยหยัน "มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังดูไม่ออกอีกหรือ?"
"ข้า... ข้าดูอะไรไม่ออก?" สยงฉู่ถาม
เซี่ยอวิ๋นหันหลังกลับไปสวมกอดปู่ยิงเบาๆ ทั้งสองสบตากันอย่างหวานซึ้ง ปู่ยิงพูดขึ้นมาว่า "แค่นี้เจ้าคงดูออกแล้วสินะ"
"ไม่ ไม่ใช่อย่างนี้หรอก" สยงฉู่เบิกตากว้าง พูดขึ้น
"บางครั้ง คนเราก็มักจะหลอกตัวเองว่า สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เรื่องจริง แต่คนเราน่ะ ก็มักจะหลอกตัวเองแบบนี้แหละ" เซี่ยอวิ๋นยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ข้าจะบอกให้เอาบุญนะ ที่จริงแล้ว เจ้าก็เป็นแค่ของเล่นในมือข้าเท่านั้น เจ้าจะไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกับแม่นางซูคนนั้น มันก็เรื่องของเจ้า ข้าไม่สนหรอก ยังไงซะตอนนี้ข้าก็เบื่อแล้ว ก็แค่เขี่ยเจ้าทิ้งไปก็เท่านั้นเอง"
"ไม่ อวิ๋นเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกรธข้าอยู่ แต่ข้ากับแม่นางซูไม่ได้มีอะไรกันเลยนะ เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน..." สยงฉู่มีสีหน้าตื่นตระหนก ร่างกายสั่นเทา
"ฮ่าๆๆ" เซี่ยอวิ๋นหัวเราะลั่น "เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? เจ้าก็เป็นแค่ทาส เป็นแค่หมาที่หมอบกราบอยู่แทบเท้าคนอื่นเท่านั้น ส่วนข้าคือองค์หญิงแห่งราชวงศ์หมิง ผู้มีอำนาจล้นฟ้า หมาอย่างเจ้าน่ะ ข้าเลี้ยงไว้ตั้งไม่รู้กี่ตัว!"
สยงฉู่ไม่อยากจะเชื่อ และไม่อาจเชื่อได้ว่า คำพูดเหยียดหยามเช่นนี้จะหลุดออกมาจากปากของผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในหัวใจของเขาพลันแตกสลาย
ก่อนหน้านี้ เขามักจะคิดเสมอว่า เซี่ยอวิ๋นคือคนที่หลานส่งมาคอยอยู่เคียงข้างเขา แต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกว่า เซี่ยอวิ๋นคือคนที่หลานส่งมาเพื่อลงโทษเขาต่างหาก ความสุขความเศร้าที่สลับสับเปลี่ยนกันอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ช่างเหมาะกับทาสที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมีชีวิตอยู่อย่างเขาเสียจริงๆ
"เจ้า... เจ้าบอกว่า... เจ้าหลอกข้ามาตลอดเลยงั้นหรือ? ทะ... ทั้งหมดนี้ คือ... คือสิ่งที่เจ้าวางแผนไว้?" สยงฉู่หอบหายใจแรง น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะมีเพียงตัวเขาเองที่ได้ยิน แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น
และในชั่ววินาทีนั้นเอง เขาเห็นประกายความอ่อนโยนวาบผ่านดวงตาของเซี่ยอวิ๋น
ทว่า นั่นอาจจะเป็นเพียงแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขา ที่อยากจะได้คำตอบที่ตัวเองพอใจก็เป็นได้
(จบแล้ว)