- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพรานป่า ขุนภรรยาในยุค 60
- บทที่ 18 - วิ่งหนีตาย
บทที่ 18 - วิ่งหนีตาย
บทที่ 18 - วิ่งหนีตาย
บทที่ 18 - วิ่งหนีตาย
"เสือ!!"
ทุกคนตกตะลึงเมื่อได้ยินชื่อนี้ แม้หมาป่าจะน่ากลัว แต่ในความเข้าใจของคนทั่วไป พวกมันก็แค่หมาป่าจรจัดตัวโตๆ เท่านั้น
ใช่แล้ว หากผู้ชายตัวโตๆ มีท่อนไม้สักอันอยู่ในมือ การดวลเดี่ยวกับหมาป่าหนึ่งตัวก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก อาจจะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้างแต่ก็มีโอกาสชนะสูง
แต่เสือนั้นต่างออกไป มันคือเจ้าป่าตัวจริงเสียงจริง ชายฉกรรจ์ตัวโตๆ น้ำหนักร้อยสองร้อยชั่ง มันสามารถคาบเหยื่อแล้ววิ่งฉิวไปได้โดยที่ความเร็วแทบไม่ตกเลย
ที่นี่คือถิ่นของเสือโคร่งไซบีเรีย อู๋หยวนรู้ตัวดีว่าสถานการณ์ของพวกเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เว้นเสียแต่ว่าเสือมันจะกินอิ่มแล้ว!
"ผู้กองอู๋ พวกคุณรีบไปช่วยเขาสิ!" โจวเสวี่ยเหมยสติแตก ร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ไม่ทันแล้ว เสือมันลงมือไวมาก พอคาบเหยื่อไปได้มันก็จะขย้ำคอหอยหวังฉี่จนขาดกระจุย"
"ช่วยไม่ได้แล้ว! อีกอย่าง ขืนใช้ปืนเล็กยาวแบบ 56 ในมือพวกเรา ยิงไม่โดนจุดตายเสือก็ไม่สะทกสะท้านหรอก แถมเสือยังวิ่งเร็วกว่าหมาป่าตั้งเยอะ เล็งปืนยิงนัดที่สองยังไม่ทันก็โดนมันเขมือบแล้ว!"
"รีบหนีเร็ว! ได้แต่ภาวนาให้เสือมันกินคนเดียวแล้วอิ่มเท่านั้นแหละ!"
ทุกคนวิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปในป่า หิมะที่กองทับถมกันหนาเตอะกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ ทุกก้าวที่เหยียบย่ำลงไปเหมือนต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
กลุ่มปัญญาชนพละกำลังแทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว ที่ยังฝืนวิ่งอยู่ได้ก็เพราะอาศัยความเป็นวัยรุ่นบวกกับความมุ่งมั่นล้วนๆ เดิมทีก็หิวจนไส้กิ่วอยู่แล้ว ต้องมาเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าตั้งนานสองนาน แล้วตอนนี้ยังต้องมาวิ่งหนีตายอีก
ทีแรกก็แค่อยากจะมาจับไก่ป่าจับกระต่ายป่ากินประทังหิว ใครจะไปคิดว่าของที่เจอแต่ละอย่างล้วนแต่เป็นของอันตรายถึงชีวิตทั้งนั้น
ถ้ารู้ว่าในป่ามันจะน่ากลัวขนาดนี้ ต่อให้เอาช้างมาฉุดพวกเขาก็ไม่ยอมก้าวเท้าเข้ามาเด็ดขาด!
ตอนนี้มีเพียงอู๋หยวนกับเฉินจื้อกั๋วที่มีปืนอยู่คู่กาย และไฟฉายกระบอกเดียวก็อยู่ในมือของอู๋หยวน แสงไฟสาดส่องแกว่งไกวไปมาตามจังหวะก้าวเดินของเขา
เขารู้สึกเดือดดาลในใจ โกรธไอ้พวกปัญญาชนไม่รู้จักโตพวกนี้ที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในป่าลึก ดีไม่ดีวันนี้อาจจะต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียแล้ว
แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเสียใจที่เข้ามา เพราะเขาเป็นหัวหน้าทีมผลิต มีหน้าที่ต้องเข้ามาค้นหาและช่วยเหลือ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ ฝีเท้าที่เคยก้าวสะเปะสะปะก็เริ่มกลับมามั่นคงอีกครั้ง
ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หอบเอาเกล็ดหิมะปลิวว่อนมากระแทกหน้าทุกคนไม่หยุดหย่อน นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าพายุหิมะพัดหมุน
ถ้าไม่รีบหาที่หลบภัยกันลม มีหวังได้หนาวตายกันหมดแน่
แต่ตอนนี้คงไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นแล้ว เพราะวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุนจนเหงื่อแตกพลั่ก หายใจหอบแฮ่กๆ ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด
ปอดของแต่ละคนร้อนผ่าวราวกับมีไฟสุมอยู่ข้างใน เหมือนมันพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ป่าทึบที่มืดมิดรอบตัวดูเหมือนจะมีเสือโคร่งหิวโซซุ่มซ่อนอยู่พร้อมกระโจนเข้าใส่ได้ตลอดเวลา ความกลัวเกาะกินลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ ความกลัวแบบนี้แหละที่จะทำให้คนเราสติแตกได้ง่ายๆ
"ผู้... ผู้กองอู๋ พักก่อนเถอะ ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริงๆ!" หวังฟางกับโจวเสวี่ยเหมยประคองกันไปพิงต้นสน
ผู้ชายข้างหน้าหยุดเดินและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง อาการดีกว่าผู้หญิงสองคนนั้นแค่นิดเดียว
เฉินจื้อกั๋วหลุกหลิกสายตา มองไปที่โจวเสวี่ยเหมยแล้วพูดขึ้น
"พักกันเถอะ วิ่งต่อไปแบบนี้ก็ไปได้ไม่ไกลหรอก ถึงไม่โดนเสือกินก็ต้องเหนื่อยตายซะก่อน!"
"เอาสิ พักสักห้านาที! จะได้หายใจหายคอทัน!" อู๋หยวนบอก
"ฉีกเศษผ้าจากเสื้อมาทำคบเพลิงซะ เสือมันจะได้กลัวไฟบ้าง!"
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็รีบฉีกเสื้อผ้าของตัวเองทันที ลมหนาวพัดลอดรอยขาดเข้ามาจนสะท้าน แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนเรื่องความหนาวแล้ว
โดยเฉพาะพวกปัญญาชน พวกเขาคงคิดว่าใครมีคบเพลิงอยู่ในมือก็รอดตาย เลยพากันฉีกผ้ามาคนละเส้น หาไม้มาพันไว้ แล้วรอให้อู๋หยวนจุดไฟให้
"ไม่... ไม่ต้องฉีกมาทุกคนก็ได้" อู๋หยวนหอบหายใจอย่างหนักพลางพูด
"เดี๋ยวพวกเราวิ่งเกาะกลุ่มกันไว้ให้แน่น มีคบเพลิงอยู่ข้างหน้ากับข้างหลังก็พอแล้ว ถ้าเสือมันกลัวไฟ มันก็ไม่กล้าเข้ามาหรอก แต่ถ้ามันไม่กลัว ต่อให้มีคบเพลิงร้อยอันก็ช่วยอะไรไม่ได้!"
ในที่สุดอู๋หยวนก็รับหน้าที่เดินรั้งท้าย โดยมีชาวบ้านอีกคนที่คุ้นเคยกับการเข้าป่าเป็นคนเดินนำเปิดทางอยู่ข้างหน้า
คบเพลิงที่ทำเสร็จแล้วต่างคนต่างก็ถือเอาไว้ในมือ รอไว้เปลี่ยนตอนที่อันเก่าไหม้หมด
"ผู้กองอู๋ พวกเราวิ่งมาไกลขนาดนี้แล้ว เสือคงไม่ตามมาแล้วมั้งคะ"
เฉินจื้อกั๋วหันขวับไปถามขณะกำลังวิ่งหอบแฮ่กๆ
จังหวะที่หันกลับไปนั่นเอง เขาก็เห็นดวงตาสีเขียวลุกวาวคู่หนึ่งกำลังลอยตามพวกเขามาห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร!
"!!!"
เฉินจื้อกั๋วตกใจแทบสิ้นสติ แต่ก็พยายามกลั้นเสียงร้องเอาไว้ รีบสับเท้าวิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต
"คงไม่ตามมาแล้วล่ะมั้ง แต่ก็ประมาทไม่ได้หรอกนะ ต่อให้ถึงหมู่บ้านแล้วก็ยังไว้ใจไม่ได้เต็มร้อย!"
อู๋หยวนยังไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนีียมบาลกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่
พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นว่าเฉินจื้อกั๋วที่เพิ่งจะคุยกันจ้อกๆ เมื่อกี้ วิ่งแซงหน้าไปอยู่หัวแถวซะแล้ว!
ลางสังหรณ์ไม่ดีก่อตัวขึ้นในใจอย่างกะทันหัน...
วินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกเหมือนมีใครมากระชากคอเสื้ออย่างแรงแล้วลากถอยหลังไป เรี่ยวแรงมหาศาลนั้นยากเกินกว่าจะต้านทานไหว ร่างของเขาลอยละลิ่วปลิวไปตามแรงดึงนั้นทันที!
"โอ๊ย!" อู๋หยวนร้องเสียงหลง ก่อนที่ร่างจะกระแทกพื้น เขาก็เอาปืนเล็กยาวแบบ 56 ในมือพาดบ่า หันปากกระบอกปืนไปข้างหลังแล้วลั่นไกปืนทันที
ปัง!
เสียงปืนดังสนั่นลั่นป่าข้ามหัวเสือโคร่งไป มันตกใจจนเผลอคลายกรงเล็บออก แล้วกระโจนหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ
เสียงปืนนี้ทำให้มันนึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวด หูที่ถูกยิงจนแหว่งยังคงปวดหนึบอยู่เลย!
แผ่นหลังของอู๋หยวนกระแทกพื้นอย่างจัง ยังไม่ทันได้มองให้ชัดเจน เขาก็นอนหงายชูคบเพลิงขึ้นแล้วกวัดแกว่งไปมาเป็นวงกลม
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
วงแหวนไฟบังคับให้เสือโคร่งต้องถอยร่นไปหลายก้าว เสือโคร่งมีสัญชาตญาณความระแวดระวังสูง มนุษย์คนนี้มีของที่สามารถทำร้ายมันได้อยู่ในมือ ทำให้มันลังเลและหวาดกลัว
เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้โจวชางที่ยิงปืนใส่หูมันจนแหว่งไปก่อนหน้านี้ ทำให้มันเกิดความหวาดกลัวต่อปืนขึ้นมาบ้าง
วันนี้ก็ได้เหยื่อมาตัวหนึ่งแล้ว เสือโคร่งจึงตัดสินใจว่าจะกลับไปกินให้อิ่มก่อน มันหันหลังกลับแล้วหายวับเข้าไปในป่าทึบอีกครั้ง
กว่าอู๋หยวนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ ชาวบ้านที่เดินนำหน้าก็รีบวิ่งหน้าตั้งกลับมาดูอาการ
"เกิดอะไรขึ้นครับผู้กอง"
"เสือน่ะสิ เมื่อกี้มันตะปบข้าเข้าให้แล้ว!"
ทั้งสองคนขาอ่อนพับปวกเปียก ยกปืนขึ้นส่องไปรอบๆ แต่ก็ไร้วี่แววของเสือโคร่ง
หลังจากรออยู่หลายนาทีจนแน่ใจว่าเสือไม่กลับมาแล้ว ทั้งคู่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"ไอ้ระยำเฉินจื้อกั๋วเอ๊ย!" อู๋หยวนพุ่งเข้าไปด่าเฉินจื้อกั๋วฉอดๆ
"เมื่อกี้แกเห็นเสือใช่ไหม!"
ไอ้ชาติหมานี่เห็นเสือแล้วเสือกหุบปากเงียบ ปล่อยให้ตัวเองวิ่งหนีเอาตัวรอดไปก่อนเนี่ยนะ!
แบบนี้มันตั้งใจจะทิ้งกันชัดๆ!
กะจะให้ตัวเองเป็นตัวล่อเป้าตายแทนพวกมันล่ะสิ!
"ฉันไม่ได้เห็นอะไรเลยนะ!" เฉินจื้อกั๋วทำหน้าซื่อตาใส ปฏิเสธเสียงแข็ง
"แล้วทำไมแกถึงวิ่งไปอยู่ข้างหน้าได้ ทั้งที่เพิ่งคุยกับฉันหยกๆ"
"เห็นฉันเป็นไอ้โง่หรือไง"
"ผู้กองอู๋ คุณพูดเรื่องอะไรเนี่ย ฉันไม่เห็นจริงๆ นะ สายตาฉันไม่ค่อยดี พวกเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ"
พูดจบเขาก็ชี้ไปที่กลุ่มปัญญาชนคนอื่นๆ ซึ่งพวกเขาก็พยักหน้าสนับสนุนเป็นลูกคู่
"ผู้กองอู๋ คุณคิดมากไปแล้วล่ะ จื้อกั๋วเขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก!" โจวเสวี่ยเหมยพยายามแก้ต่างให้
"เออ ดีมาก!" อู๋หยวนกัดฟันกรอด
"ไป!" อู๋หยวนรู้สึกหมดศรัทธากับไอ้พวกคนกลุ่มนี้จริงๆ เลี้ยงไม่เชื่องกันทั้งนั้น!
อุตส่าห์บากหน้าเสี่ยงตายเข้าป่ามาช่วยชีวิตพวกมันแท้ๆ เกือบจะโดนเสือกินก็เพราะพวกมันเนี่ยแหละ!
เขาไม่สนเรื่องรูปขบวนบ้าบออะไรอีกต่อไปแล้ว และก็ไม่สนด้วยว่าพวกปัญญาชนจะวิ่งตามทันหรือไม่ อู๋หยวนพาชาวบ้านวิ่งจ้ำอ้าวลงเขาไปอย่างรวดเร็ว
กลุ่มปัญญาชนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีเวลาให้คิดอะไรมากแล้ว รีบวิ่งตามไปติดๆ ใครจะไปรู้ว่าเสือมันจะย้อนกลับมาอีกหรือเปล่า!
แถมถ้าไม่มีอู๋หยวนกับชาวบ้านคอยนำทาง พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะคลำทางออกจากป่าในคืนที่มืดมิดแบบนี้ได้เมื่อไหร่!
[จบแล้ว]