- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพรานป่า ขุนภรรยาในยุค 60
- บทที่ 17 - ชิงชีวิตจากปากเสือ
บทที่ 17 - ชิงชีวิตจากปากเสือ
บทที่ 17 - ชิงชีวิตจากปากเสือ
บทที่ 17 - ชิงชีวิตจากปากเสือ
กระสุนพุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งไปที่หัวของเสือโคร่ง!
ทว่าสมกับที่เป็นยอดนักล่าแห่งตระกูลแมว ปฏิกิริยาตอบสนองของมันรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
เพียงเสี้ยววินาทีที่เห็นโจวชางยกปืนขึ้น มันก็บิดตัวอย่างแรงและฝืนเปลี่ยนท่ากลางอากาศได้ทันที
ฟุ่บ!
กระสุนเฉี่ยวใบหูของเสือโคร่งไปฝังเข้ากับพื้นดินที่เย็นยะเยือก
โจวชางสะบัดมือขวา ลำกล้องปืนก็พับเปิดออกไปด้านหน้า วินาทีที่เล็บนิ้วชี้ซ้ายดีดปลอกกระสุนเปล่ากระเด็นออกไป เขาก็ยัดกระสุนนัดใหม่เข้าไปแทนที่อย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนกระสุนทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงสองวินาทีด้วยซ้ำ!
หันไปดูเสือโคร่งตัวนั้นอีกที พอเท้าแตะพื้นมันก็ยอมทิ้งจางเฉวียนฝูที่อยู่ตรงหน้าไปเลย อุ้งเท้าอันทรงพลังตะกุยหิมะกระจาย เพียงแค่กระโจนสองครั้งมันก็หายวับเข้าไปในป่าทึบที่มืดมิด!
หูข้างหนึ่งของมันถูกยิงจนแหว่ง ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้มันตัดสินใจได้ในทันทีว่าต้องหนี!
"โอ๊ยแม่จ๋า!" จางเฉวียนฝูทรุดลงไปกองกับพื้น กางเกงเปียกชุ่มไปหมด เจ้าหมอนี่มันดวงแข็งจริงๆ รอดตายจากปากเสือมาได้แบบนี้เอาไปคุยโม้ได้ยันลูกบวชเลย!
"เฉวียนฝู เอ็งไม่เป็นไรใช่ไหม" จ้าวไคซานที่ขาอ่อนปวกเปียกเกาะต้นไม้ไว้แน่น ชะโงกหน้ามาถามจางเฉวียนฝู
"หัวหน้าทีม ขวัญหนีดีฝ่อหมดแล้วครับ! ลุงเห็นไหมเมื่อกี้เขี้ยวเสือมันจ่ออยู่ตรงหน้าผมแล้วเนี่ย!"
"ใช่ๆ!" คนอื่นๆ ก็ตกใจจนหน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน
โจวชางรีบวิ่งเข้ามาเก็บไฟฉายที่ตกอยู่บนพื้น ดึงตัวจางเฉวียนฝูขึ้นมาแล้วสำรวจดูรอบๆ ก็เห็นว่าเสื้อหนาวบุนวมของเขาถูกกรงเล็บเสือตะปบขาดเป็นรอยทางยาวหลายรอย
"บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ"
"ไม่ๆ แค่เสื้อขาดเฉยๆ" จางเฉวียนฝูรีบตอบ
"ไม่บาดเจ็บก็ดีแล้วครับ แล้วหัวหน้าทีมล่ะ เป็นยังไงบ้าง" โจวชางหันไปถามจ้าวไคซาน
"พวกเราไม่เป็นไร โชคดีที่เอ็งกลับมาทันเวลา ไม่งั้นเฉวียนฝูคงไม่รอดแน่!"
ณ เวลานี้ ทุกคนต่างยกให้โจวชางเป็นที่พึ่งหลักไปเสียแล้ว
ตั้งแต่การยิงปืนแม่นยำทุกนัดจนไล่ฝูงหมาป่าไปได้ จนมาถึงการยิงปืนนัดเดียวขู่เสือจนเตลิดหนี ในสายตาของพวกเขา โจวชางคือหลักประกันความปลอดภัยชั้นยอด
จ้าวไคซานมองแผ่นหลังของโจวชาง ในใจก็อดนึกถึงพ่อของฟู่กุ้ยไม่ได้ เด็กหนุ่มคนนี้ช่างเหมือนพ่อตอนหนุ่มๆ ราวกับแกะ รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง บึกบึนราวกับลูกวัวกระทิง
เมื่อก่อนฟู่กุ้ยแทบจะไม่มีตัวตนในสายตาคนหมู่บ้านเลย ใครจะไปคิดว่าพอสิ้นไร้พ่อแม่แล้วจู่ๆ ก็เหมือนคนเปิดกะโหลก ไม่เพียงแต่ล่าสัตว์เก่ง แต่เรื่องมารยาทการเข้าสังคมก็ยังรู้ความโดยไม่ต้องมีใครมาคอยสอนสั่ง!
ที่สำคัญที่สุดคือเด็กคนนี้มีน้ำใจโอบอ้อมอารี ดูจากการที่แบ่งเนื้อหมาป่าให้ทุกคนในวันนี้ก็รู้แล้วว่าจิตใจดีงามแค่ไหน ยกเว้นแต่กับครอบครัวอาแท้ๆ ของเขาเท่านั้นแหละ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะฝั่งอาทำตัวแย่ก่อนต่างหาก
"ถ้าไม่มีใครเป็นอะไรพวกเราก็รีบไปกันเถอะครับ ไอ้เดรัจฉานนั่นบาดเจ็บแล้วคงไม่กล้าย้อนกลับมาอีก แต่ก็ประมาทไม่ได้!"
โจวชางมองหยดเลือดหลายจุดบนพื้นแล้วพูดขึ้น
"ใช่ๆ รีบไปกันเถอะ!" จ้าวไคซานรีบพยักหน้าเห็นด้วย
"ลุงจ้าว กระสุนของพวกลุงเหลือกันกี่นัดครับ" โจวชางถาม
"ของข้าเหลือสิบกว่านัด แล้วพวกเอ็งล่ะ"
"ของผมเหลือเจ็ดแปดนัด"
"ของผมเหลือสามนัด"
โจวชางขมวดคิ้ว กระสุนเหลือน้อยไปหน่อย แต่ก็ประคองตัวกลับลงเขาได้ไม่น่ามีปัญหา
"หัวหน้าทีมมีกระสุนเยอะ เดี๋ยวคอยยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นระยะๆ นะครับ เอาไว้ขู่พวกสัตว์ป่า"
"พวกเรามีกันหลายคนแถมยังลากซากหมาป่ามาด้วย หมาป่าตัวอื่นไม่กล้าเข้ามาแหยมแน่ ส่วนเสือโคร่งตัวนั้นก็บาดเจ็บไปแล้ว โอกาสที่มันจะจ้องเล่นงานพวกเราก็น้อยลงมาก"
"ฟู่กุ้ย เอ็งพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ที่บอกว่าไม่จ้องเล่นงานพวกเรา เอ็งหมายความว่า..." จ้าวไคซานพอจะเดาความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของโจวชางออก
"หึๆ เสือตัวนั้นท้องมันแฟบจนหนังติดกระดูกแล้ว ในเมื่อมันหาเศษหาเลยจากพวกเราไม่ได้ แล้วมันจะไปหาเหยื่อที่ไหนได้อีกล่ะครับ"
"แย่แล้ว เฒ่าอู๋กับพวกนั้นนี่หว่า!"
จ้าวไคซานเกือบจะหลุดปากบอกให้ไปช่วยคน แต่คำพูดก็จุกอยู่ที่คอ เขาไม่มีปัญญาไปช่วยใครได้หรอก ต้องพึ่งฟู่กุ้ยคนเดียวเท่านั้น
"หัวหน้าทีมครับ เลิกล้มความคิดนั้นได้เลย เราไม่มีทางช่วยพวกเขาได้ ลุงลองคิดดูดีๆ นะ ต่อให้พวกเรากลับไปกันหมดและหาทิศทางเจอ ก็ไม่มีทางตามพวกเขาทัน แถมป่านี้เป็นถิ่นของเสือ ระยะทางที่พวกเราเดินเป็นชั่วโมง เสือมันวิ่งแค่สิบนาทีก็ถึงแล้ว"
"กว่าพวกเราจะไปถึง เสือมันคงกินอิ่มหนำสำราญไปแล้วล่ะครับ!"
"ถ้าผมไปคนเดียว ผมก็พอมั่นใจว่าจะหาพวกเขาเจอได้เร็วที่สุด แต่พวกลุงจะทำยังไงล่ะ ถ้าเกิดเสือมันยังซุ่มดูพวกเราอยู่ในมุมมืด..."
"เฮ้อ! เอ็งพูดก็ถูก ความจริงข้าตั้งใจว่าจะหาพวกเขาให้เจอแล้วค่อยลงเขาไปพร้อมกับเฒ่าอู๋ แต่ดันโดนปัญญาชนพวกนั้นป่วนซะก่อน พวกนั้นดันดึงดันจะไปกันเอง!"
"ไปกันเถอะครับ บางทีเสือมันอาจจะกลับไปนอนแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้" โจวชางพูดปลอบใจ
แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่าเสือที่ฉลาดเป็นกรดตัวนั้นไม่มีทางปล่อยโอกาสทองคืนนี้ไปแน่!
พูดง่ายๆ ก็คือคนของทีมผลิตที่สามคืนนี้ต้องมีคนตายชัวร์!
ป่าเขาลำเนาไพรในคืนนี้จะกลายเป็นลานประลองล่าเหยื่อของเสือโคร่ง ก็ต้องมารอดูกันว่าพวกเขาจะรอดชีวิตออกไปได้กี่คน!
ห่างออกไปเจ็ดแปดกิโลเมตร
"หัวหน้าทีมอู๋ พวกเราอุตส่าห์ล่าหมาป่ามาได้ตั้งลำบากลำบน เกือบจะโดนหมาป่าขย้ำตายอยู่แล้ว! ทำไมถึงยอมยกเนื้อพวกนั้นให้คนอื่นไปง่ายๆ ล่ะคะ"
หวังฟาง หญิงสาวหน้าตกกระยังคงบ่นกระปอดกระแปดใส่อู๋หยวนไม่เลิก
ใบหน้าของอู๋หยวนกระตุกยิกๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความหนาวกันแน่
"เอาเถอะน่า เลิกพูดได้แล้ว ไว้คราวหน้าพวกเราค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน" โจวเสวี่ยเหมยพูดปลอบ
อู๋หยวนที่กลั้นความโกรธไว้เต็มอก ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
"คราวหน้าเหรอ พวกแกนี่มันไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ! ยังมีความคิดจะกลับมาอีกเรอะ" ลมหนาวพัดกรอกปากทำให้น้ำเสียงของอู๋หยวนสั่นเครือเล็กน้อย
"ถ้าคนของทีมสามไม่มาช่วยไว้ทัน พวกแกทุกคนคงกลายเป็นอาหารหมาป่าไปหมดแล้ว!"
"ฝันเฟื่องไปเถอะ!"
อู๋หยวนรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก ปกติเขาเป็นคนมีอำนาจชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างก็เกรงใจเขา มีแต่กลุ่มปัญญาชนพวกนี้แหละที่หัวแข็งไม่ยอมฟังใคร
สงสัยต้องใช้โอกาสนี้สั่งสอนให้รู้จักหลาบจำเสียบ้าง!
"หัวหน้าทีมอู๋ คุณพูดแบบนี้ฉันไม่ชอบฟังเลยนะ ตอนที่พวกเขาไม่มา พวกเราก็สู้กับฝูงหมาป่าได้สูสี พอฆ่ามันตายไปได้สักสองสามตัว ฝูงมันก็กระเจิงไปเองแหละน่า"
"คุณเข้าข้างคนนอกแบบนี้ พอกลับไปถึงฉันจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานผู้บริหารระดับอำเภอแน่!" เฉินจื้อกั๋วพูดด้วยน้ำเสียงยียวน
"เวรเอ๊ย! ไอ้อีพวกไม่รู้บุญคุณ!" อู๋หยวนสบถด่าในใจ นึกเสียดายที่น่าจะปล่อยให้พวกมันโดนหมาป่ากินซะให้เข็ด!
"ที่พวกเราเสี่ยงตายเข้าป่ามาล่าสัตว์ ก็เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว..."
"โอ๊ย!"
เงาดำสายหนึ่งพุ่งตัดหลังขบวนพวกเขาไปด้วยความเร็วสูง ปัญญาชนคนที่เดินรั้งท้ายสุดร้องออกมาได้แค่คำว่าโอ๊ยสั้นๆ คำเดียว
"มีอะไร หวังฉี่" เฉินจื้อกั๋วได้ยินเสียงก็หยุดพล่าม แล้วหันไปมองข้างหลัง
"หวังฉี่"
เหงื่อกาฬแตกพลั่ก เฉินจื้อกั๋วรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ฝ่าเท้าทะลุขึ้นไปถึงกลางกระหม่อม
หวังฉี่ที่เดินอยู่ข้างหลังหายตัวไปแล้ว!
เขาพยายามรีดเค้นเสียงอยู่นานหลายวินาที ซึ่งสำหรับเขาแล้วมันช่างยาวนานราวกับผ่านไปเป็นศตวรรษ ในที่สุดเขาก็เค้นเสียงพูดออกมาได้
"หัว... หัวหน้า..."
อู๋หยวนที่เดินอยู่ข้างหน้าได้ยินเสียงร้องจึงหันขวับกลับมา
"เกิดอะไรขึ้น"
"หัวหน้าทีมอู๋ หวังฉี่หายไปแล้ว!"
"เมื่อกี้นี้เอง เขาร้องโอ๊ยคำเดียว พอฉันหันไปเขาก็หายตัวไปแล้ว!"
เฉินจื้อกั๋วพูดเสียงสั่นเครือ ส่วนหวังฟางก็ร้องไห้โฮออกมาด้วยความหวาดกลัว
"ฮือๆๆ ตัวอะไรมันโฉบไปน่ะ"
"ตัวที่คาบคนไปได้เร็วขนาดนี้ มีแค่เสือเท่านั้นแหละ!"
อู๋หยวนยกปืนขึ้นประทับ ดึงสลักเกลียวขึ้นลำ แล้วลั่นไกปืนทันที
ปัง!
"ได้แต่หวังว่าจ้าวไคซานกับพวกนั้นจะยังไปได้ไม่ไกล! ไม่อย่างนั้นพวกเราทั้งหมดตายหมู่แน่!"
[จบแล้ว]