- หน้าแรก
- ผมกำลังจะตายในอีก 1 เดือน... แต่ก่อนตาย ขอส่งพวกสวะไปลงนรกก่อนก็แล้วกัน
- บทที่ 23 - ยากันยุง
บทที่ 23 - ยากันยุง
บทที่ 23 - ยากันยุง
บทที่ 23 - ยากันยุง
"เสี่ยวหยาง ช่วงนี้งานไม่ยุ่งเหรอ ทำไมวันนี้ถึงมีเวลาแวะมาได้ล่ะ?"
ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการ เก่อเจิ้งชิว ผู้อำนวยการวัยชราผมขาวโพลนกำลังมองฉินหยางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มอารีพลางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เพราะวันนี้ไม่ใช่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แถมยังเป็นช่วงเช้า ตามปกติแล้วนี่น่าจะเป็นเวลาทำงานไม่ใช่หรือ
ด้วยความที่เก่อเจิ้งชิวรู้จักนิสัยใจคอของฉินหยางดี เขาเชื่อมั่นว่าเด็กคนนี้ไม่มีทางโดดงานมาเด็ดขาด
"ผู้อำนวยการ ผมลาออกแล้วครับ"
ฉินหยางเลือกที่จะบอกความจริง เขาเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่มาตั้งแต่เด็ก จึงนับถือผู้อำนวยการเก่อเสมือนคนในครอบครัวมาตลอด น้ำเสียงของเขาเจือแววหดหู่อย่างเห็นได้ชัด
"เสี่ยวหยาง เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?"
เก่อเจิ้งชิวสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในตัวฉินหยาง จึงรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ในความทรงจำของเขา ฉินหยางเป็นเด็กร่าเริงสดใสมาโดยตลอด
แต่ในเวลานี้ ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีที่นั่งอยู่ตรงหน้า กลับมีท่าทีอมทุกข์และไร้ชีวิตชีวา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นกับคนวัยหนุ่มสาวเลยสักนิด
"ผู้อำนวยการ ผม..."
ฉินหยางอึกอัก ลังเลว่าจะบอกเรื่องโรคร้ายของตัวเองให้ผู้อำนวยการรับรู้ดีหรือไม่
เขารู้ดีว่าถ้าพูดออกไป ผู้อำนวยการเก่อจะต้องเสียใจมากแน่ๆ
แต่ท่าทีอึกอักของเขากลับยิ่งทำให้ผู้อำนวยการเก่อรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่คอขาดบาดตาย ชายชราจึงลุกขึ้นยืน เดินไปปิดประตูห้องทำงานจนสนิท แล้วค่อยกลับมานั่งลงที่เดิม
"เสี่ยวหยาง ชิงถงคือบ้านของเธอนะ และฉันก็เป็นครอบครัวของเธอ ถ้าเธอไปโดนใครรังแกหรือได้รับความไม่เป็นธรรมมาจากข้างนอกล่ะก็ บอกฉันมาได้เลย ฉันจะออกหน้าแทนเธอเอง"
เก่อเจิ้งชิวพูดออกมาจากใจจริงโดยไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเลยสักนิด และฉินหยางเองก็รู้จักนิสัยของผู้อำนวยการท่านนี้ดี เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้น ขอบตาของเขาก็รื้นไปด้วยน้ำตาทันที
"ผู้... ผู้อำนวยการ ผม... ผมเป็นมะเร็งครับ ผมมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว"
บางทีอาจจะเป็นเพราะวินาทีนี้เอง ที่ความอัดอั้นตันใจตลอดเกือบยี่สิบวันที่ผ่านมาของฉินหยางได้ระเบิดออกมาในที่สุด เขาโผเข้ากอดผู้อำนวยการแล้วร้องไห้โฮออกมาเหมือนเด็กๆ
"อะไรนะ?!"
ต่อให้เก่อเจิ้งชิวจะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ นัยน์ตาฝ้าฟางของชายชราพลันปรากฏหยาดน้ำตารื้นขึ้นมาเช่นกัน
"เด็กโง่ ไม่ต้องกลัวนะ ยังมีฉันอยู่ทั้งคน"
สุดท้ายเก่อเจิ้งชิวก็ได้แต่ทอดถอนใจอยู่ลึกๆ เขาตบหลังฉินหยางเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบประโลม
แต่ในเวลานี้เขากลับคิดหาคำพูดมาปลอบใจเด็กหนุ่มไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว ได้แต่ก่นด่าโชคชะตาที่เล่นตลก
ฉินหยางเพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปีเท่านั้นเอง อนาคตยังอีกยาวไกลแท้ๆ แต่กลับต้องมาป่วยเป็นโรคร้าย สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
โชคดีที่ฉินหยางไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองฟูมฟายอยู่นานนัก เพียงครู่เดียวเขาก็ผละออกจากอ้อมกอดของผู้อำนวยการเก่อ ยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนจะฝืนยิ้มบางๆ ออกมา
"ขอโทษด้วยครับ ที่ทำให้ผู้อำนวยการต้องมาพลอยเป็นห่วง"
ฉินหยางปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ เขาไม่พูดถึงเรื่องโรคร้ายอีก แต่กลับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
เมื่อดึงมือออกมา บนฝ่ามือของเขาก็มีบัตรธนาคารใบหนึ่งวางอยู่
"ผู้อำนวยการ ผมมีเงินเก็บไม่มากนัก ในบัตรนี้มีเงินอยู่หนึ่งแสนหยวน ถือซะว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากผมที่ขอมอบให้กับชิงถงก็แล้วกันนะครับ"
ฉินหยางไม่ลังเลเลยสักนิด เขาวางบัตรธนาคารลงตรงหน้าเก่อเจิ้งชิวทันที
คำพูดของเขาเกือบจะทำให้ผู้อำนวยการชราร้องไห้ออกมาอีกรอบ
"เสี่ยวหยาง เงินก้อนนี้เธอต้องเก็บเอาไว้รักษาตัวนะ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก"
เก่อเจิ้งชิวส่ายหน้าเป็นพัลวัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ถ้าที่เมืองฉู่เจียงรักษาไม่ได้ พวกเราก็ไปเมืองหลวงกัน ยังไงมันก็ต้องมีความหวังอยู่บ้างสิ"
"ช่างเถอะครับ ไม่ต้องรักษาแล้ว ยังไงก็รักษาไม่หายหรอก"
ฉินหยางส่ายหน้า เขาไม่อยากเอาเวลามานั่งเถียงเรื่องที่ไม่มีประโยชน์แบบนี้อีก จึงเอื้อมมือไปกดมือของเก่อเจิ้งชิวเอาไว้ แล้วลุกขึ้นยืน
"ผู้อำนวยการ ผมอยากจะขอพักอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ผู้อำนวยการคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยครับ?"
ฉินหยางยิ้มบางๆ พลางเอ่ยถาม ท่าทางแบบนั้นทำเอาเก่อเจิ้งชิวถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารับคำเบาๆ
"เด็กคนนี้นี่นะ..."
เมื่อมองตามแผ่นหลังของฉินหยางที่เดินลับสายตาออกไปจากห้องทำงาน เก่อเจิ้งชิวก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา มือที่กำบัตรธนาคารเอาไว้บีบแน่นจนข้อขาวซีด
พื้นที่ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าชิงถงนับว่ากว้างขวางพอสมควร มีทั้งหอพักรวมสำหรับเด็กเล็ก และห้องพักส่วนตัวสำหรับวัยรุ่นชายหญิง
เด็กกำพร้าหลายคนถูกอุปการะไปตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนเด็กที่โตหน่อยก็มักจะย้ายไปอยู่หอพักของโรงเรียน
เด็กที่โตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามักจะมีความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว และพึ่งพาตัวเองได้ดี
แม้แต่เด็กชั้นมัธยมต้นขึ้นไปก็มักจะไม่ค่อยกลับมาที่นี่ในช่วงปิดเทอม แต่จะใช้เวลาว่างไปกับการทำงานพิเศษเพื่อหาเงินค่าขนมแทน
ห้องที่ฉินหยางเคยอยู่เป็นห้องพักเดี่ยว และยังไม่ได้ถูกจัดสรรให้ใครเข้ามาอยู่แทน
ภายใต้การนำทางของชายวัยห้าสิบกว่าปี ฉินหยางก็เดินกลับมาถึงห้องพักที่เขาเคยอาศัยอยู่นานหลายปี
"ขอบคุณครับลุงฝู!"
ฉินหยางกล่าวขอบคุณชายที่เดินนำทางมาส่ง สำหรับพนักงานในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ทุกคนล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากับฉินหยางเป็นอย่างดี จึงไม่มีใครถามไถ่อะไรให้มากความ ยิ่งไปกว่านั้นนี่ก็เป็นคำสั่งสายตรงจากท่านผู้อำนวยการเองด้วย
"อยู่ที่นี่แหละสบายที่สุดแล้ว!"
ฉินหยางตลบผ้าคลุมเตียงออก ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้าบนเตียงเดี่ยว พอได้กลับมาที่นี่ เขาก็รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านจริงๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
ในตอนที่ฉินหยางกำลังคิดจะพักผ่อนสายตาสักหน่อย จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะโกนถามจากด้านนอก "พี่หยาง อยู่รึเปล่าครับ?"
แอ๊ด!
เมื่อฉินหยางเปิดประตูออกไป เขาก็พบกับเด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปียืนอยู่หน้าประตู
เด็กหนุ่มตรงหน้าดูคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ฉินหยางก็นึกไม่ออกในทันทีว่าเป็นใคร
"พี่หยาง ผมหลานอี้ไง พี่จำผมไม่ได้เหรอ?"
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจับสังเกตถึงความสงสัยบนใบหน้าของฉินหยางได้ จึงรีบแนะนำตัว ซึ่งมันก็ทำให้ฉินหยางนึกออกในทันที
"ที่แท้ก็เสี่ยวอี้นี่เอง นึกไม่ถึงเลยว่าจะโตขนาดนี้แล้ว ตอนนี้นายคงอยู่ม.ต้นแล้วล่ะสิ?"
ภาพของเด็กน้อยจอมซนผุดขึ้นมาในหัวของฉินหยาง เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปหมายจะขยี้หัวหลานอี้ด้วยความเอ็นดู
"พี่หยาง ผมเรียนอยู่ม.5 แล้วนะ"
หลานอี้เบี่ยงหัวหลบมือของฉินหยางอย่างเนียนๆ คำพูดของเขาทำเอาฉินหยางชะงักไปครู่หนึ่ง พลางคิดในใจว่าเวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้เลยงั้นเหรอ
"พี่หยาง ตอนกลางคืนยุงมันเยอะ ท่านผู้อำนวยการเลยให้ผมเอายากันยุงมาให้พี่ครับ"
ดูเหมือนหลานอี้จะไม่อยากเสวนาอะไรกับฉินหยางมากนัก พอส่งกล่องยากันยุงให้เสร็จ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที ทิ้งให้ฉินหยางยืนเอ๋ออยู่หน้าประตู
แต่ตอนนี้มันเป็นช่วงฤดูร้อน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ตั้งอยู่ชานเมือง แถมยังมีหญ้ารกชัฏ ตอนกลางคืนยุงก็ต้องเยอะเป็นธรรมดา
ถ้าอุตริไม่ยอมจุดยากันยุงไล่พวกมันล่ะก็ ตื่นเช้ามามีหวังโดนกัดจนตุ่มลายพร้อยไปทั้งตัวแน่ๆ
"ยากันยุงอะไรเนี่ย? ทำไมถึงไม่มีแม้แต่ยี่ห้อติดอยู่เลย?"
ฉินหยางเลิกสนใจหลานอี้ที่เดินจากไปแล้ว เขาหยิบกล่องยากันยุงขึ้นมาดูพลางพึมพำกับตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก รีบหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดยากันยุงไปหนึ่งขด
ควันบางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมา กลิ่นจางๆ เริ่มตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง เพียงไม่นานความง่วงงุนก็จู่โจมฉินหยางจนเขาเผลอหลับสนิทไปในที่สุด
ในความฝัน ฉินหยางราวกับได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงวัยเด็กที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ตอนนั้นเขามีเพื่อนเล่นมากมาย ทุกคนเล่นสนุกด้วยกัน วิ่งไล่จับปลาด้วยกัน ช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเสียเหลือเกิน
ท่ามกลางความมืดมิด แสงไฟจากขดยากันยุงสว่างวาบขึ้นมาเป็นจังหวะ ราวกับกำลังทำให้บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความรู้สึกพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก