- หน้าแรก
- ชีวิตการเพาะปลูกแบบดิจิทัล
- บทที่ 206 โลกปุถุชนที่ห่างหายไปนาน
บทที่ 206 โลกปุถุชนที่ห่างหายไปนาน
บทที่ 206 โลกปุถุชนที่ห่างหายไปนาน
บทที่ 206 โลกปุถุชนที่ห่างหายไปนาน
ยามเช้าตรู่เมื่อดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า หลินผิงและเจ้าสุนัขดำตัวใหญ่ได้ก้าวเดินออกจากสำนัก และค่อยๆ ทอดน่องไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เขาอยู่ในชุดคลุมสีเขียว โดยใช้เคล็ดวิชาแปลงกายมายาเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีดวงตากระจ่างใส ดูภูมิฐานและสง่างามยิ่งนัก
ตบะบารมีของเขาถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ทำให้เขาดูเหมือนกับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
เจ้าสุนัขดำตัวใหญ่เองก็เก็บงำกลิ่นอายของมันไว้เช่นกัน จนดูเหมือนสุนัขบ้านทั่วไป ซึ่งนี่เป็นความสามารถพิเศษที่มันตระหนักรู้ได้หลังจากก้าวเข้าสู่ช่วงกลางของระดับที่สอง
ในความเป็นจริงแล้ว เมืองเทียนเยวี่ยตั้งอยู่ตรงบริเวณรอยต่อระหว่างมณฑลชางและมณฑลชิง ระยะทางไม่ได้ห่างไกลเกินไปและไม่ได้ใกล้จนเกินไป
หากพวกเขาเร่งรีบเดินทาง เพียงสองเดือนก็เพียงพอที่จะไปถึงที่หมายแล้ว
เหตุผลที่หลินผิงออกเดินทางแต่เนิ่นๆ เช่นนี้ เป็นเพราะเขาเพียงต้องการรอนแรมไปตามทางอย่างช้าๆ เพื่อสัมผัสกับโลกปุถุชนที่ห่างหายไปนานแสนนาน
นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียน เขาารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง และตรากตรำทำงานอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืนมาโดยตลอด
ตั้งแต่เทือกเขาจันทร์เงินในยุคแรกเริ่ม ต่อมาก็เป็นสวนสมุนไพรของสำนักเสวียนเทียน และในยามนี้คือสวนสมุนไพรของสำนักชิงเสวียน
ณ สำนัก
ฮวาฉางเยว่เอียงคอพลางทอดสายตามองส่งร่างของหลินผิงที่ค่อยๆ ลับสายตาไปในระยะไกล โดยไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ฮั่วเหยาเหลือบตา มองไปด้านข้างแล้วเอ่ยถามว่า "ศิษย์น้องฮวา เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ"
"ข้ากำลังคิดถึงศิษย์น้องหลิน..."
"???"
เมื่อเห็นรอยยิ้มล้อเลียนของทุกคนที่ส่งมาทางนาง ฮวาฉางเยว่จึงได้สติ ใบหน้างดงามของนางขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยก่อนจะรีบแก้คำพูดว่า "ข้าแค่สงสัยว่าเหตุใดศิษย์น้องหลินถึงรีบออกเดินทางเร็วนัก งานประมูลกว่าจะเริ่มก็อีกตั้งหนึ่งปีไม่ใช่หรือ"
เล่งสวินเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ข้าคิดว่า..."
"บางทีอาจเป็นเพราะศิษย์น้องหลินพำนักอยู่ในสำนักเพียงลำพังมานานเกินไปจนรู้สึกเบื่อหน่ายบ้างแล้ว จึงอยากถือโอกาสนี้ออกไปท่องเที่ยวและเปิดหูเปิดตาภายนอก"
"หืม"
ฮวาฉางเยว่กระพริบตาด้วยความฉงนสงสัยเล็กน้อย "เบื่อหน่ายหรือ พวกเราก็อยู่ที่นี่ด้วยมิใช่หรือ"
เล่งสวินเสวี่ยส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว "ถึงแม้พวกเราจะอยู่ที่นี่ แต่ภาระบนบ่าของศิษย์น้องหลินนั้นหนักหน่วงเกินไปจริงๆ
เขาอุทิศพลังงานเกือบทั้งหมดไปกับการพัฒนาสำนัก ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกสมุนไพรวิญญาณ การปรุงยา การเขียนยันต์ การหลอมศาสตราวุธ การจัดค่ายกล การสั่งสอนศิษย์ และยังต้องจัดการเรื่องการจัดหาทรัพยากรของหอสมบัติวิเศษอีกด้วย
ในด้านเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้า ข้า หรือศิษย์พี่ฮั่ว ศิษย์น้องโม่ หรือศิษย์น้องจ้าว ต่างก็แทบจะแบ่งเบาภาระของเขาไม่ได้เลย
เขาควรจะให้เวลาตัวเองได้ผ่อนคลายอย่างเหมาะสมบ้างจริงๆ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮวาฉางเยว่ก็หวนนึกถึงการกระทำของหลินผิงตลอดหลายปีที่ผ่านมา และก็เป็นจริงดังที่เล่งสวินเสวี่ยกล่าวไว้ทุกประการ ไม่มีคำใดผิดเพี้ยนเลย
ภาระบนบ่าของเขานั้นหนักหนาสาหัสเกินไป และคนอื่นๆ ก็ยากที่จะเข้าไปแบ่งเบา ทว่าหลินผิงกลับไม่เคยเอ่ยปากบ่นเลยแม้แต่คำเดียว เขามักจะก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อสำนักอย่างเงียบๆ อยู่เสมอ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ชายหัวล้านก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่เล่งกล่าวได้ถูกต้องแล้ว
หลายปีมานี้ศิษย์น้องหลินเสียสละเพื่อสำนักมากเกินไปจริงๆ เขาควรจะออกไปข้างนอกบ้าง
อีกทั้งบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียน การตึงเครียดอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องดี
บางทีศิษย์น้องหลินอาจจะได้รับสิ่งตอบแทนอื่นๆ กลับมาหลังจากการเดินทางครั้งนี้ก็เป็นได้"
"ใช่แล้ว" ชายร่างอ้วนใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย "ในช่วงที่ศิษย์น้องหลินไม่อยู่ พวกเราเพียงแค่ต้องดูแลบ้านเรือนให้ดี อย่าให้เขาต้องเป็นกังวลใจก็พอ"
ในไม่ช้า ร่างของหลินผิงและเจ้าสุนัขดำตัวใหญ่ก็หายลับไปตรงหัวโค้งของภูเขา
เมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนต่างก็ดูเหม่อลอยไปเล็กน้อย จากนั้นจึงหันหลังเดินกลับเข้าสำนักไป
ทว่าในยามที่หันหลังกลับนั้น ดวงตาของฮั่วเหยา เล่งสวินเสวี่ย และฮวาฉางเยว่ ต่างก็มีแววแห่งความความเศร้าสร้อยพาดผ่าน
ในความเป็นจริงแล้ว พวกนางล้วนอยากจะติดตามหลินผิงไปด้วย ทว่าในเวลานี้สำนักขาดพวกนางไปไม่ได้จริงๆ
สมดังที่หลินผิงเคยกล่าวไว้ก่อนจะจากไป สำนักคือบ้านของศิษย์ทุกคน และเป็นบ้านของเขาเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องปกป้องดูแลไว้ให้ดี
ส่วนเรื่องจุดประสงค์ที่หลินผิงเดินทางไปประมูลผ้าก๊อซทองผลึกม่วงนั้น พวกนางย่อมไม่คิดที่จะซักไซ้ไล่เลียง เพราะทุกคนต่างเชื่อมั่นในตัวของหลินผิง
ไม่ว่าเขาต้องการจะทำสิ่งใด ทั่วทั้งสำนักย่อมจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่
...
หนึ่งเดือนต่อมา ณ เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของมณฑลชาง เมืองวารีดำ
ที่แห่งนี้มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาขวักไขว่ เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนร้องขายของดังขึ้นไม่ขาดสาย และยังมีชาวยุทธผู้ดุดันบางส่วนปะปนอยู่ด้วย
พวกเขาสะพายอาวุธ เดินทอดน่องอย่างองอาจบนท้องถนน ทำให้คนเดินเท้าต่างพากันหลบเลี่ยงด้วยความยำเกรง
นอกจากนี้ยังมีขบวนรถม้าสินค้าบางส่วนที่บรรทุกสิ่งของต่างๆ มาจนเต็มเปี่ยม คอยแล่นเข้าแล่นออกประตูเมืองอยู่ตลอดเวลา
นอกเหนือจากนั้น ในบางครั้งบางคราวก็จะมีผู้คุ้มกันภัยควบม้าชั้นดีวิ่งหม่ำไปบนถนน ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
แม้ว่าเมืองนี้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่กลับมีโรงเหล้าและร้านน้ำชาอยู่มากมาย ซึ่งมีเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังขึ้นมาเป็นระยะ
ปรากฏว่ามีนักเล่านิทานบางคนกำลังนั่งอยู่ข้างใน พวกเขาพ่นน้ำลายอย่างตื่นเต้นยามบอกเล่าเรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจเรื่องแล้วเรื่องเล่า เรียกเสียงอุทานและเสียงปรบมือดังลั่นจากฝูงชน
เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หลินผิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความไม่จริงราวกับว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต
มันเหมือนกับว่าเขาได้กลับไปสู่ช่วงเวลาอันงดงามที่ยากจะลืมเลือนเมื่อหลายสิบปีก่อน ในยามที่เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างตีเหล็กในเมืองจันทร์เงิน
ทว่าเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ กลับไม่พบร้านตีเหล็กที่คุ้นเคย และไม่มีสุราเดือนตุลาเช่นกัน...
ไม่รู้ว่าป่านนี้นางจะเป็นอย่างไรบ้างแล้วนะ
เวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว ผมของนางคงจะเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนไปแล้วกระมัง
ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจของหลินผิงมักจะผุดภาพของนางขึ้นมาเป็นครั้งคราว
แม้จะผ่านพ้นไปนานหลายปีเพียงใด ทว่ามันก็ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยน
บางครั้งยามที่เขานั่งเหม่อลอยอยู่ริมทะเลสาบอย่างเงียบเชียบ เขาจะหวนคิดขึ้นมาว่า...
หากในวันนั้นเขาไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียน สุดท้ายแล้วเขาจะได้ลงเอยกับนางหรือไม่นะ
หากพวกได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจริงๆ ป่านนี้ฟันของเขาคงจะร่วงโรยไปเกือบหมดปาก และคงกำลังอุ้มหลานเล่นสนุกล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ในลานบ้านเป็นแน่
ทว่าในโลกใบนี้จะมีคำว่าหากมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกัน
"โฮ่ง โฮ่ง"
ในขณะที่เขากำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด เจ้าสุนัขดำตัวใหญ่ก็คาบชายเสื้อของเขาแล้วออกแรงดึงอย่างแรงเพื่อลากเขาให้เดินไปข้างหน้า
เมื่อได้สติกลับมา หลินผิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
ที่แท้เจ้าหมอนี่ก็เหลือบไปเห็นร้านซาลาเปาข้างทางเข้าให้แล้ว มันกำลังจ้องมองตาเป็นมันด้วยแววตาเป็นประกาย แถมลิ้นยังห้อยยาวออกมา ดูตะกละตะกลามยิ่งนัก...
อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่ายามที่ไอความร้อนอันหอมกรุ่นลอยโชยออกมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมเข้มข้นของซาลาเปาก็อบอวลไปในอากาศ ชวนให้น้ำลายสอได้จริงๆ
"เถ้าแก่ เอาซาลาเปาไส้เนื้อให้ข้าสองเข่ง..."
"โฮ่ง???" เจ้าสุนัขดำตัวใหญ่หันมามองหลินผิง พลางแสดงสีหน้าเคลือบแคลงสงสัยในชีวิตสุนัขของมันขึ้นมาทันที
"สองเข่งหรือ ท่านคิดจะหลอกลวงใครกัน"
หลินผิงลูบหัวของเจ้าสุนัขดำพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เอาเถอะ วันนี้มีซาลาเปาให้กินจนอิ่มหนำสำราญ ดีหรือไม่เล่า"
"โฮ่ง โฮ่ง" เจ้าสุนัขดำตัวใหญ่รีบกระดิกหางทันควันพลางกระโดดโลดเต้นไปมาพร้อมกับอ้าปากยิ้มกว้าง
"คุณชาย สุนัขดำตัวใหญ่ของท่านช่างแสนรู้ยิ่งนัก" เถ้าแก่ร้านซาลาเปากล่าวด้วยรอยยิ้ม
เขาไม่เคยพบเห็นสุนัขที่แสนรู้เช่นนี้มาก่อนจริงๆ มันดูเหมือนว่าจะสามารถสื่อสารกับผู้เป็นนายได้ อีกทั้งขนของมันยังดำขลับเป็นมันเงา และร่างกายของมันยังใหญ่โตเป็นสองเท่าของสุนัขทั่วไปอีกด้วย
หลินผิงฉีกยิ้มแล้วกล่าวว่า "เจ้าสุนัขดำตัวนี้อยู่กับข้ามาตั้งแต่ยังเล็กๆ มันเลี้ยงง่ายและดีมากจริงๆ"
กล่าวมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไปว่า "เถ้าแก่ ถ้าอย่างนั้นเอาซาลาเปาไส้เนื้อมาให้ข้าก่อนสิบเข่งก็แล้วกัน"
"หา???"
เถ้าแก่ถึงกับตกตะลึงไปเนิ่นนานก่อนจะระแวงว่าตนเองหูฝาดไป จึงเอ่ยทวนคำว่า "คุณชาย เมื่อครู่ท่านบอกว่าต้องการซาลาเปาไส้เนื้อสิบเข่งอย่างนั้นหรือ"
"ใช่แล้ว" หลินผิงพยักหน้ายืนยัน
เถ้าแก่มองหลินผิงด้วยความประหลาดใจ จากนั้นจึงหยิบซาลาเปาไส้เนื้อขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วกล่าวว่า "คุณชาย ซาลาเปาไส้เนื้อของข้าแต่ละลูกนั้นใหญ่เท่ากำปั้นและอัดแน่นไปด้วยเนื้อเชียวนะ
ท่านแน่ใจหรือว่าจะกินหมดมากมายถึงเพียงนั้น"
"เจ้าสุนัขดำของข้ามันกินจุมาก และตัวข้าเองก็ฝึกฝนวรยุทธ์ ดังนั้นท้องจึงกว้างขวางใหญ่โตตามไปด้วยเช่นกัน"