เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 บังอาจคบชู้สวมเขาให้ลูกข้าเชียวรึ!

บทที่ 27 บังอาจคบชู้สวมเขาให้ลูกข้าเชียวรึ!

บทที่ 27 บังอาจคบชู้สวมเขาให้ลูกข้าเชียวรึ!


สิ้นคำกล่าวขององค์หญิงรอง บรรยากาศโดยรอบก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า

หรูกุ้ยเฟยบิดผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ฝืนรวบรวมความเยือกเย็นแล้วเอ่ยปฏิเสธ

"องค์หญิงรองคงจะจำผิดไปกระมัง? เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นว่าซูจือมีปิ่นมุกเล่มนี้เลยเล่า?"

ทว่าคำปฏิเสธของหรูกุ้ยเฟยไม่อาจตบตาฮ่องเต้อวี้ได้

ฮ่องเต้อวี้ทรงมีความจำที่เป็นเลิศ ทันทีที่องค์หญิงรองเอ่ยเตือน พระองค์ก็ทรงรำลึกได้ว่า เมื่อตอนที่ซูจือมาเข้าเฝ้าพระองค์เมื่อเช้านี้ นางสวมปิ่นปักผมเล่มนี้อยู่จริงๆ !

"พระชายาสี่อยู่ที่ใด?"

ฮ่องเต้อวี้ทรงดึงปิ่นมุกออกจากมือป้อมๆ ของอวี้ต้วนต้วน และจ้องมองหรูกุ้ยเฟยเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พร้อมทั้งเรียกร้องหาคำตอบ

ภายใต้สายพระเนตรอันดุดันนั้น เหงื่อเย็นเฉียบก็ผุดซึมขึ้นมาบนแผ่นหลังของหรูกุ้ยเฟย

กระนั้น นางก็ยังคงพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย

"เมื่อครู่นี้ซูจือบอกข้าว่านางรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงขอตัวไปพักผ่อนสักครู่เพคะ"

"ตอนนี้นางคงกำลังพักผ่อนอยู่"

ขณะที่เอ่ย หรูกุ้ยเฟยก็พยายามเบี่ยงเบนความสนใจกลับไปที่จื่อเชียน

"ฝ่าบาท จื่อเชียนผู้นี้ช่างกำเริบเสิบสานนัก หากนายท่านผู้เฒ่าเฉินล่วงรู้เรื่องราวในวังหลวงเข้า เกรงว่าสุขภาพของท่านคงจะรับไม่ไหวแน่เพคะ"

"หม่อมฉันสงสัยนักว่าฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะ—"

หรูกุ้ยเฟยยกชื่อนายท่านผู้เฒ่าเฉินขึ้นมาอ้าง และพร่ำเรียกชื่อจื่อเชียนทุกประโยค

ทว่ากลอุบายเปลี่ยนเรื่องของนางกลับใช้ไม่ได้ผลกับฮ่องเต้อวี้เลยแม้แต่น้อย

ฮ่องเต้อวี้ทอดพระเนตรไปยังสตรีบนเตียงที่ถูกคลุมโปงไว้มิดชิด

พระองค์ทรงปรายพระเนตรมององค์หญิงรอง

วินาทีต่อมา

เมื่อได้รับสัญญาณจากพระบิดา อันหนิงก็กระตุกมุมปากแล้วก้าวออกไปข้างหน้า

"อย่า... อย่าแตะต้องนางนะ!"

จื่อเชียนคลานกะปลกกะเปลี้ยอยู่บนพื้น พยายามคว้าขาของอันหนิงเอาไว้

แต่อันหนิงกลับไม่สนใจเขาสักนิด นางจงใจเหยียบลงบนมือของเขาขณะเดินผ่านไป

สตรีที่ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มบนเตียงสั่นสะท้านและพยายามกระถดตัวหนีอย่างลนลาน

แววตาของอันหนิงเย็นชาเยียบเย็น

นางก้าวเข้าไปใกล้สตรีผู้นั้นแล้วยื่นมือออกไปกระชากผ้าห่มที่คลุมร่างของนางออก

ผ้าห่มร่วงหล่นลงไปกองบนพื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยซึ่งกำลังตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยคราบน้ำตา

"พระชายาสี่"

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้อวี้เย็นชาดุจน้ำแข็ง พระเนตรวาวโรจน์ไปด้วยรังสีอำมหิตอันเข้มข้น

"เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย"

ภายในวังหลวงแห่งนี้ ภายใต้สายพระเนตรของพระองค์ ภรรยาของพระโอรสแท้ๆ ของพระองค์กลับบังอาจคบชู้สู่ชายกับบุรุษอื่น!!!

เรื่องบัดสีอันน่าสะเทือนใจเช่นนี้ ทำเอาฮ่องเต้อวี้ทรงกริ้วจนพระเนตรแดงก่ำ

"ดี ดีมาก นังแพศยา! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาหยามเกียรติลูกข้าและหยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้!"

โทสะของฮ่องเต้อวี้ลุกโชนดั่งไฟป่า พระองค์ทรงโยนไม้เท้าในพระหัตถ์ทิ้ง แล้วชักกระบี่คู่กายออกมา หมายจะบั่นคอซูจือให้ดับดิ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายถึงขีดสุด หรูกุ้ยเฟยก็รีบคุกเข่าลงแล้วสวมกอดพระอูรุของฮ่องเต้อวี้เอาไว้แน่น

"ฝ่าบาท! อย่าเพคะ!"

"ซูจือ... ซูจือต้องถูกบังคับขืนใจเป็นแน่เพคะ!"

ต้องยอมรับว่าสมองของหรูกุ้ยเฟยนั้นทำงานได้ดีเยี่ยมในยามคับขัน

การอ้างว่าซูจือถูกขืนใจ จะทำให้ซูจือกลายเป็นเพียงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น

"ฝ่าบาท พระองค์ไม่ทรงทราบหรือเพคะว่าซูจือเป็นคนเช่นไร?"

"นางจะกล้าทรยศอวี้เยี่ยนได้อย่างไรกัน!"

หรูกุ้ยเฟยพยายามแก้ต่างให้ซูจืออย่างสุดความสามารถ

ฮ่องเต้อวี้ที่กำลังพิโรธหนัก เมื่อได้ยินคำวิงวอนทั้งน้ำตาของนาง ก็ทอดพระเนตรมองซูจือที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญราวกับดอกหลีฮวาต้องหยาดพิรุณ

ขณะที่ฮ่องเต้อวี้กำลังจะใจอ่อน คำพูดลอยๆ ขององค์หญิงรองก็จุดไฟโทสะของพระองค์ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

"พระสนม เมื่อครู่นี้ข้ายืนอยู่หน้าประตู ได้ยินชัดเจนเต็มสองหู"

"สองคนนี้พลอดรักกันอย่างดูดดื่ม ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะถูกบังคับขืนใจเลยสักนิด"

"เสด็จพ่อ หากพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ก็ลองตรัสถามคนอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่ดูสิเพคะ!"

"ข้าทนดูไม่ได้จริงๆ ที่มีคนมาหยามเกียรติราชวงศ์ของเราเช่นนี้!"

ระหว่างคำกล่าวของหรูกุ้ยเฟยกับอันหนิง ฮ่องเต้อวี้ทรงเลือกเชื่ออันหนิงอย่างไม่ลังเล

พระองค์ทรงเชื่อใจอันหนิง!

อันหนิงเป็นเด็กที่ไม่เคยพูดปด!

"ทหาร! จับตัวชายหญิงคบชู้คู่นี้—"

ฮ่องเต้อวี้ชะงักคำสั่งไว้ครึ่งประโยค ด้วยความกริ้วที่ไม่อาจระงับได้ พระองค์ทรงตวัดกระบี่ฟันมือขวาของจื่อเชียนจนขาดกระเด็น แล้วตรัสต่อ "โยนพวกมันเข้าไปในคุกหลวงรอรับโทษประหารซะ!"

จื่อเชียนที่ถูกฟันมือขาดและซูจือถูกทหารลากตัวออกไป

ตั้งแต่ตอนที่ฮ่องเต้อวี้ชักกระบี่ออกมา ดวงตาของอวี้ต้วนต้วนก็ถูกเซี่ยอวิ๋นฉือปิดเอาไว้แล้ว

"พี่ชาย ต้วนต้วนมองไม่เห็นเจ้าค่ะ!"

อวี้ต้วนต้วนที่ถูกปิดตายืนนิ่งอย่างว่าง่าย และไม่ได้ยกมือขึ้นมาดึงมือของเซี่ยอวิ๋นฉือออก

เซี่ยอวิ๋นฉือใช้มือข้างหนึ่งปิดตานางไว้ ส่วนมืออีกข้างวางแหมะอยู่บนไหล่กลมป้อมของนางโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

หลังจากฮ่องเต้อวี้ลงดาบฟันมือจื่อเชียน โทสะในพระทัยของพระองค์ก็ยังมิได้เจือจางลง

พระองค์ทรงปวดพระเศียรตุบๆ

หมอหลวงเคยทูลเตือนพระองค์ไว้นานแล้วว่า ด้วยพระพลานามัยในตอนนี้ พระองค์ต้องหลีกเลี่ยงการบันดาลโทสะโดยเด็ดขาด!

"ฝ่าบาท..."

หรูกุ้ยเฟยยังคงคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น

ฮ่องเต้อวี้ไม่แม้แต่จะปรายพระเนตรมองนาง พระองค์ทรงหันพระพักตร์และเตรียมจะเสด็จออกจากสถานที่อันโสมมแห่งนี้

พระวรกายของพระองค์เซถลาไปเล็กน้อย

"ต้วนเป่า"

เมื่อหันพระพักตร์มา ฮ่องเต้อวี้ก็ทอดพระเนตรเห็นอวี้ต้วนต้วน อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่ก็สงบลงในพริบตา

อาการปวดพระเศียรก็ทุเลาลงบ้างเช่นกัน

คราบเลือดบนพื้นถูกเช็ดทำความสะอาดไปแล้ว ส่วนจื่อเชียนกับซูจือก็ถูกอุดปากและลากตัวออกไป

ดังนั้น อวี้ต้วนต้วนจึงไม่ได้เห็นฉากเลือดสาดเมื่อครู่นี้

หลังจากเซี่ยอวิ๋นฉือปล่อยมือ นางก็เห็นฮ่องเต้อวี้กำลังเสด็จตรงมาหานนาง

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้อวี้เคร่งเครียดดุดันยิ่งนัก

เมื่อเห็นว่าสีพระพักตร์ของเสด็จปู่ไม่สู้ดี อวี้ต้วนต้วนก็ไม่ได้หวาดกลัวจนไม่กล้าปริปากเหมือนคนอื่นๆ

นางวิ่งเตาะแตะด้วยขาสั้นๆ เข้าไปหา

"เสด็จปู่!"

ฮ่องเต้อวี้ค้อมพระวรกายลง ช้อนตัวก้อนแป้งอ้วนกลมที่วิ่งเข้ามาหาขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมพระกร

"เสด็จปู่ ไม่โกรธนะเจ้าคะ ไม่โกรธ"

อวี้ต้วนต้วนยื่นมือป้อมๆ ออกไปประคองพระพักตร์ของเสด็จปู่เอาไว้

"ออกไปดูดอกไม้กันเถอะเจ้าค่ะ"

อวี้ต้วนต้วนเห็นว่าพระชายาสี่ผู้น่าชังกับจื่อเชียนไม่อยู่ที่นี่แล้ว

นางจึงกะพริบตาปริบๆ และเอ่ยชวนเสด็จปู่ไปชมดอกไม้

ฮ่องเต้อวี้เองก็ต้องการความสงบในเวลานี้เช่นกัน

พระองค์ทรงอุ้มอวี้ต้วนต้วนเสด็จออกจากตำหนักเย็นโดยไม่อนุญาตให้ผู้ใดติดตามไป

หลังจากฮ่องเต้อวี้เสด็จจากไป องค์หญิงรองก็พาเซี่ยอวิ๋นฉือกลับไปเช่นกัน

เสียนเฟยประคองหรูกุ้ยเฟยให้ลุกขึ้นและพากลับไปยังตำหนักอี้คุน

บรรดาพระสนมและองค์หญิงทั้งหลายต่างก็แยกย้ายกันกลับ

เหลือเพียงเหล่าฮูหยินขุนนางและสตรีสูงศักดิ์ที่ยังคงรั้งอยู่

สตรีเหล่านี้มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

พวกนางเพียงแค่รีบจ้ำอ้าวออกจากงานเลี้ยงไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าทันทีที่พวกสตรีเหล่านี้กลับถึงจวน แม้แต่ฮูหยินที่เรียบร้อยและสงบเสงี่ยมที่สุด ก็ยังต้องดึงสามีของตนมาซุบซิบนินทาเรื่องอื้อฉาวในวังหลวง

"พระชายาสี่กับจื่อเชียนแอบไปลักลอบได้เสียกันในตำหนักเย็นกลางแสกๆ เลยล่ะ!"

"ฝ่าบาททรงจับได้คาหนังคาเขาเชียวนะ!"

"ฝ่าบาททรงฟันมือของจื่อเชียนขาดกระเด็น! แล้วก็รับสั่งให้โยนทั้งจื่อเชียนกับซูจือเข้าไปในคุกหลวงด้วย!"

ขณะที่เล่า ฮูหยินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

"พระอารมณ์ของฝ่าบาทดูจะเย็นลงมากทีเดียว"

หากเป็นเมื่อก่อน ซูจือกับจื่อเชียนคงถูกฮ่องเต้อวี้สั่งบั่นคอทิ้งไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว!

ฮูหยินน้อยผู้สงบเสงี่ยมผู้นี้น้อยครั้งนักที่จะช่างจ้อถึงเพียงนี้

ผู้เป็นสามีมองภรรยาตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม เขารู้สึกว่าภรรยาตัวน้อยของเขากลับมามีชีวิตชีวาและสดใสขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เขารอให้นางเล่าจนจบอย่างใจเย็น แล้วจึงเริ่มสนทนากับนาง

"ฝ่าบาทจะไม่ทรงประหารจื่อเชียนหรอก"

"นายท่านผู้เฒ่าเฉินเคยช่วยชีวิตฝ่าบาทเอาไว้ และฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเฉินก็เป็นสหายสนิทของไทเฮาด้วย"

"ทว่าสำหรับซูจือผู้นั้น ข้าเกรงว่านางคงจะไม่รอด"

ผู้เป็นสามีที่กำลังสนทนากับภรรยาอย่างนุ่มนวลผู้นี้ คาดการณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ในวันเดียวกันนั้นเอง ไทเฮาซึ่งกำลังพักฟื้นพระวรกายอยู่ที่ตำหนักหนานซานนอกวังหลวง ก็ได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือ

หลังจากอ่านจดหมายจบ ไทเฮาก็ทรงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตรัสขึ้นในที่สุด

"เด็กๆ เตรียมเกี้ยว"

ไทเฮาทรงเสด็จกลับวังหลวง ในขณะที่ภายในวังหลวง ก้อนแป้งน้อยที่กำลังกอดพระศอของฮ่องเต้อวี้อยู่ ก็กำลังรับฟังพระองค์วางแผนตั้งบรรดาศักดิ์ให้แก่ชุ่นอ๋อง

"เราตั้งบรรดาศักดิ์ให้เสด็จอาสี่ของเจ้าว่า ชุ่นอ๋อง ดีหรือไม่?"

"ปู่หวังว่าเสด็จอาสี่ของเจ้าจะมีชีวิตที่ราบรื่นและเจริญรุ่งเรืองนับแต่นี้เป็นต้นไป"

อวี้ต้วนต้วนตอบ "ดีเจ้าค่ะ"

อวี้ต้วนต้วนไม่ค่อยรู้หนังสือเท่าใดนัก นางจึงไม่อาจออกความเห็นเรื่องการตั้งบรรดาศักดิ์ของเสด็จปู่ได้

ปู่หลานกำลังหารือกันเรื่องการชดเชยให้อวี้เยี่ยน

ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักอี้คุน หรูกุ้ยเฟยที่คอยจ้องจับผิดอวี้ต้วนต้วนมาโดยตลอด ก็กำลังนั่งอยู่บนตั่งด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว

องค์หญิงเจาหยางกำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่เบื้องหน้านาง

"พระสนม ข้าขอร้องล่ะเพคะ โปรดช่วยท่านแม่ของข้าด้วยเถิด"

"เจาหยางขาดท่านแม่ไม่ได้นะเพคะ!"

องค์หญิงเจาหยางร้องไห้ไม่หยุดหย่อน หรูกุ้ยเฟยทั้งรำคาญและหงุดหงิดกับเสียงร้องไห้ของนาง

"หุบปากซะที!"

หรูกุ้ยเฟยตวาดลั่น "เจ้ายังมีหน้ามาร้องไห้อีกรึ? นังเด็กไม่ได้เรื่อง! ทำไมเจ้าไม่รู้จักเอาอย่างนังเด็กเหลือขอที่ตำหนักจิ่นซิ่วบ้าง!"

"หากเจ้าเป็นที่โปรดปรานเหมือนนาง แม่ของเจ้าก็คงไม่ต้องตายหรอก!"

"แต่เจ้าทำได้หรือเปล่าล่ะ?!"

องค์หญิงเจาหยางถูกดุด่าอย่างรุนแรง

นางวิ่งร้องไห้ออกไป และในขณะที่วิ่งออกไปนั้น นางก็บังเอิญชนเข้ากับอวี้ต้วนต้วนที่ฮ่องเต้อวี้กำลังทรงอุ้มอยู่ไม่ไกลนัก

ในชั่วพริบตา ความแค้นทั้งเก่าและใหม่ก็ประดังประเดเข้ามา

องค์หญิงเจาหยางปาดน้ำตาอย่างแรง ความคิดอันบ้าคลั่งและโหดเหี้ยมผุดขึ้นมาในหัวเล็กๆ ของนาง

นางอยากให้อวี้ต้วนต้วนตาย!

อวี้ต้วนต้วนอาศัยอยู่ที่ตำหนักจิ่นซิ่วตามลำพังไม่ใช่หรือ?

ดีล่ะ คืนนี้นางจะไปสังหารมันเสีย!

จบบทที่ บทที่ 27 บังอาจคบชู้สวมเขาให้ลูกข้าเชียวรึ!

คัดลอกลิงก์แล้ว