- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 19 : เร็วเข้า! ตบหน้าข้าที!
บทที่ 19 : เร็วเข้า! ตบหน้าข้าที!
บทที่ 19 : เร็วเข้า! ตบหน้าข้าที!
"เก็บ!"
หลิวชิงเสวียนลืมตาขึ้น เพียงแค่พลิกความคิด ผังค่ายกลสังหารมรรคากระบี่เหนือผืนนภาก็สลายหายไปในพริบตา
เขาได้ทำความเข้าใจ 'เขตแดนกระบี่อัสนีเพลิงสวรรค์' อย่างถ่องแท้แล้ว
เขตแดนกระบี่คือค่ายกลกระบี่ในรูปแบบที่ทรงพลังยิ่งกว่า ซึ่งช่วยยกระดับพลังรบของหลิวชิงเสวียนขึ้นอย่างมหาศาล หากพลังรบของหลิวชิงเสวียนคือ 1 ส่วน ภายใต้การเสริมพลังจากเคล็ดวิชากระบี่อัสนีเพลิงสวรรค์ มันจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ส่วน และถ้าหากเขาสมทบด้วยกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ พลังรบของเขาก็จะพุ่งทะยานเป็น 3 ส่วน
แต่ถ้าหากเขาปลดปล่อยเขตแดนกระบี่อัสนีเพลิงสวรรค์ออกมา การเพิ่มพูนพลังรบจะไม่ใช่สมการง่ายๆ อย่าง '1 + 1 + 1 = 3' อีกต่อไป หากประเมินขั้นต่ำ พลังของเขาน่าจะพุ่งสูงถึง 9 ส่วนเลยทีเดียว
แน่นอนว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่พลังรบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ เป็นเพราะระดับความแข็งแกร่งในปัจจุบันของหลิวชิงเสวียนยังไม่สูงมากนัก ในขณะที่ระดับของเขตแดนกระบี่อัสนีเพลิงสวรรค์นั้นอยู่ในขั้นที่สูงล้ำ
ยิ่งหลิวชิงเสวียนแข็งแกร่งขึ้นเท่าใด อัตราการเพิ่มพลังรบจากเขตแดนกระบี่อัสนีเพลิงสวรรค์ก็จะยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น การเสริมพลังจากค่ายกลกระบี่ล้วนมีขีดจำกัดสูงสุดเสมอ ทันทีที่ความแข็งแกร่งของหลิวชิงเสวียนก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ไปได้อย่างสมบูรณ์ ก็ถึงเวลาที่เขตแดนกระบี่อัสนีเพลิงสวรรค์จะต้องถูกปลดระวาง
หลังจากสลายเขตแดนกระบี่อัสนีเพลิงสวรรค์แล้ว หลิวชิงเสวียนก็ไม่รั้งรอให้เสียเวลา เขาพุ่งทะยานมุ่งหน้าตรงไปยัง 'ถ้ำมาร' ในทันที
ตลอดเส้นทาง หลิวชิงเสวียนบังเอิญพบปะกับเหล่าศิษย์ของพรรคจันทร์โลหิตอยู่ไม่น้อย
"ท่านประมุข!"
หลายคนเอ่ยเรียกด้วยความตื่นเต้น แววตาของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าหลิวชิงเสวียนไม่มีเวลามาใส่ใจคนเหล่านี้ เหล่าศิษย์พรรคจันทร์โลหิตสัมผัสได้เพียงสายลมกรรโชกแรงพัดผ่านร่างไป และเพียงชั่วพริบตา พวกเขาก็คลาดสายตาจากหลิวชิงเสวียนไปเสียแล้ว
"กรี๊ดดด ท่านประมุขช่างหล่อเหลา ช่างสง่างามเหลือเกิน ข้ารักท่านประมุขจังเลย"
ท่ามกลางฝูงชน ศิษย์หญิงแห่งพรรคจันทร์โลหิตนางหนึ่งยกมือขึ้นกุมหน้าอกอวบอิ่มของตน แววตาเต็มไปด้วยความหลงใหล สหายที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างพากันพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย ท่านประมุขช่างหล่อเหลาจริงๆ! ยามได้มองก็พานให้รู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจนัก!
เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังอันองอาจของหลิวชิงเสวียนลับหายไป ศิษย์หญิงหลายคนก็เริ่มจับเข่าซุบซิบนินทากันอย่างออกรสออกชาติ แม้แต่ศิษย์ชายเองก็ยังแสดงความนับถือต่อหลิวชิงเสวียนอย่างสุดซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ผู้คนล้วนมักจะถูกดึงดูดเข้าหาผู้ที่ครอบครองพลังอำนาจอันเด็ดขาดอย่างไม่อาจต้านทานได้เสมอ
"ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะต้องแต่งงานกับท่านประมุขให้ได้ ต่อให้จะได้เป็นแค่อนุภรรยาก็ยอม!" ศิษย์หญิงหน้าตาสะสวยนางหนึ่งจู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
นางแอ่นหน้าอกอันภาคภูมิใจขึ้น เผยให้เห็นสีหน้าอันเย่อหยิ่งจองหอง นางไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครหน้าไหนต้านทานเสน่ห์ของนางได้
สีหน้าของผู้คนรอบข้างเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน พวกเขารีบพุ่งเข้าไปตะครุบปิดปากนางอย่างรวดเร็ว
"เจ้ารนหาที่ตายหรือไง?!"
คนเหล่านี้เริ่มมีท่าทีตึงเครียด มีคนบังอาจคิดอาจเอื้อมหวังเคลมท่านประมุขเชียวหรือ ทั้งๆ ที่มีซือเหนียนอยู่ทนโท่ ใครกันช่างกล้ามีความคิดเช่นนี้ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการจุดตะเกียงในส้วม... แส่หาเรื่องตายชัดๆ!
ในพรรคจันทร์โลหิต มีใครบ้างที่ไม่รู้ถึงความรู้สึกของซือเหนียน? ใช่ว่าจะไม่เคยมีคนพยายามทำแบบนี้มาก่อน แต่คนพวกนั้นมักจะหายสาบสูญไปอย่างลึกลับเสมอ สตรีนางนี้ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ใหม่ที่ยังไม่รู้ประสีประสา ขนาดเย่ฮ่าวเทียนเองก็ยังเข้าใจความรู้สึกที่ซือเหนียนมีต่อหลิวชิงเสวียนอยู่เต็มอก ทว่าเมื่อความลุ่มหลงดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ผู้คนก็มักจะเลิกใส่ใจสิ่งรอบข้าง และมักจะปลอบใจตัวเองไปวันๆ
สถานการณ์โดยรอบกลายเป็นความโกลาหลในชั่วพริบตา ศิษย์หญิงหุ่นสะบึมนางนั้นเริ่มดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรง ในขณะที่คนอื่นๆ พากันถอยกรูด ไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับนางแม้แต่น้อย แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมา มีใครบางคนตัดสินใจสับสันมือฟาดต้นคอนางจนสลบเหมือดไปเสียเลย...
...
แน่นอนว่าหลิวชิงเสวียนย่อมไม่ล่วงรู้เลยว่า เพียงแค่เขาออกเดินทางมาได้ไม่ไกลนัก ก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นลับหลังเขาเสียแล้ว
หรือต่อให้รู้ เขาก็คงไม่สนอยู่ดี ตอนนี้เขาเพียงแค่ต้องการรีบเข้าไปในถ้ำมารแล้วลากคอเย่ฮ่าวเทียนออกมาให้เร็วที่สุด พักหลังมานี้ พัฒนาการความแข็งแกร่งของเย่ฮ่าวเทียนนั้นรวดเร็วจนเกินไป หนำซ้ำเส้นทางของเขายังราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะได้รับผลประโยชน์มากมาย แต่หลิวชิงเสวียนก็ยังรู้สึกว่าควรจะสกัดดาวรุ่งเจ้านี่เสียบ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว เขาไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาให้เย่ฮ่าวเทียนแข็งแกร่งขึ้นเลยสักนิด ให้ศิษย์คนอื่นๆ ของเขาแข็งแกร่งขึ้นแทนก็ยังได้ บุตรแห่งโชคชะตาผู้นี้สามารถก่อเรื่องวุ่นวายได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเขาจึงต้องคอยระแวดระวังเอาไว้ก่อน
— —
ผ่านไปไม่นาน หลิวชิงเสวียนก็เดินทางมาถึงพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดของพรรคจันทร์โลหิต เขตภูเขาด้านหลัง
ภูเขาลูกนี้มีพืชพรรณบางตา แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา สามารถบรรยายได้คำเดียวว่ารกร้างว่างเปล่าอย่างถึงที่สุด เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งของถ้ำมาร ปกติจึงไม่มีผู้ใดพักอาศัยอยู่ที่นี่ จะมีก็เพียงแค่ศิษย์ของพรรคจันทร์โลหิตที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเฝ้ายามรักษาการณ์เท่านั้นที่จะมาพักผ่อนชั่วคราว
ทว่า เมื่อถึงวันแรกของเดือน ซึ่งเป็นวันเปิดถ้ำมารประจำเดือน เหล่าศิษย์ใหม่จำนวนมากของพรรคจันทร์โลหิตจะมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ ภายใต้การนำของกลุ่มศิษย์พี่ก่อนที่จะเข้าไปด้านใน ภายในถ้ำมารอัดแน่นไปด้วยปราณมารจำนวนมหาศาล ซึ่งนับเป็นแหล่งทรัพยากรชั้นยอดที่ได้มาเปล่าๆ สำหรับเหล่าศิษย์ใหม่ผู้ยากไร้ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะให้พวกเขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการต่อสู้จริง
วิญญาณมารเหล่านี้คือเป้าหมายชั้นเลิศ แม้ว่าผู้คนจะได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง หรือบางทีอาจจะถึงขั้นเสียชีวิต แต่โดยพื้นฐานแล้ว ก็ไม่มีใครหน้าไหนยอมพลาดโอกาสที่จะเข้าไปในสถานที่แห่งนี้ แน่นอนว่าผู้ที่มีอภิสิทธิ์ชนอย่างซือเหนียน ย่อมสามารถเข้าออกได้ตามใจปรารถนา
เมื่อหลิวชิงเสวียนมาถึง ศิษย์สองคนที่กำลังเฝ้าประตูทางเข้าต่างก็นั่งบ่มเพาะพลังอยู่กับที่ ด้านหลังของพวกเขาคือบานประตูหินขนาดมหึมา ประตูหินบานนี้ดูเก่าแก่โบราณ ทว่ากลับหนักอึ้งเป็นพิเศษ และนี่ก็คือประตูทางเข้าสู่ถ้ำมาร
ถึงแม้จะถูกปิดผนึกเอาไว้ แต่ก็ยังมีกระแสปราณมารบางเบาเล็ดลอดออกมาจากรอยต่อของประตูถ้ำมาร ซึ่งมันมากพอที่จะให้ศิษย์ทั้งสองคนใช้บ่มเพาะพลังได้ นี่ถือเป็นสวัสดิการผลประโยชน์ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับการมาเฝ้ายามที่ถ้ำมารแห่งนี้
หลิวชิงเสวียนไม่ได้ซ่อนเร้นการมาเยือนของตน ดังนั้นทั้งสองจึงสังเกตเห็นว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ได้อย่างรวดเร็ว ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังจะเอ่ยปากเตือนไม่ให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ ทันทีที่พวกเขาลืมตาขึ้น ก็ต้องพบกับบุรุษผู้ที่คนทั้งสำนักต่างเคารพเทิดทูน
"ท่านประมุข!"
เมื่อตั้งสติได้ ทั้งสองก็รีบกระโดดลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับต้อนรับอย่างลนลาน พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าท่านประมุขจะมาเยือนสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง สีหน้าของทั้งสองดูตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
"วันนี้มีใครเข้าไปข้างในบ้างหรือไม่?" หลิวชิงเสวียนถามเข้าประเด็นทันที เขาต้องการยืนยันให้แน่ใจอีกครั้งว่าซือเหนียนกับเย่ฮ่าวเทียนเข้าไปด้านในแล้วหรือยัง
"เรียนท่านประมุข เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน ศิษย์พี่หญิงซือเหนียนและศิษย์พี่ฮ่าวเทียนเพิ่งจะเข้าไปขอรับ และตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่ออกมา" หนึ่งในนั้นรีบก้าวออกมารายงานทันทีเมื่อได้ยินคำถาม
หลิวชิงเสวียนพยักหน้าเล็กน้อย เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
"เปิดเส้นทางซะ" หลิวชิงเสวียนเอ่ยปากสั่งด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
"ขอรับ!" เมื่อได้รับคำสั่ง ศิษย์ยามทั้งสองก็รีบหยิบหยกจารึกวิชาที่ใช้ควบคุมค่ายกลของสถานที่แห่งนี้ออกมาทันที
ครืน! แสงสว่างจ้าส่องประกายขึ้นที่ใจกลางบานประตูหิน จากนั้นมันก็เริ่มเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน
เมื่อมองจากด้านนอกเข้าไป จะเห็นเพียงความว่างเปล่าอันมืดมิด ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา บานประตูหินก็เปิดออกกว้างอย่างสมบูรณ์ ศิษย์ผู้ทำหน้าที่ควบคุมหยกจารึกนั้นค่อนข้างหัวไว เขาจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อมอบหยกจารึกให้แก่หลิวชิงเสวียน เพื่อที่เขาจะได้ใช้มันตอนขาออก
หลิวชิงเสวียนรับหยกจารึกมาโดยไม่ลังเล ก่อนจะเดินก้าวเข้าไปด้านใน ทว่า เมื่อก้าวเท้าข้างหนึ่งข้ามธรณีประตูไป เขาก็หยุดชะงักอีกครั้ง
เขาหันกลับไปมองชายทั้งสอง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสกัดหยกจารึกเคล็ดวิชาบ่มเพาะออกมาจากระบบหลายชิ้น ก่อนจะโยนให้ทั้งสองคนอย่างลวกๆ
"พวกเจ้าสองคนทำหน้าที่ได้ดีมาก จงตั้งใจฝึกฝนให้ดีล่ะ"
ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ตอบสนอง หลิวชิงเสวียนก็เดินหายเข้าไปในประตูหินเสียแล้ว
ศิษย์ยามทั้งสองก้มลงมองหยกจารึกวิชาบ่มเพาะในมือด้วยความงุนงงไปชั่วขณะ แต่แล้วในวินาทีต่อมา พวกเขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น! ไม่คิดเลยว่าท่านประมุขจะเห็นพวกเขาอยู่ในสายตาด้วย!
"นี่ข้าฝันไปหรือเปล่าเนี่ย? เร็วเข้า เร็วเข้า ตบหน้าข้าที!"
เพียะ!
"โอ๊ย เจ็บ! ของจริงนี่หว่า! ข้าไม่ได้ฝันไป! ฮ่าฮ่าฮ่า!"
"เร็ว ตาข้าบ้าง! ตบหน้าข้าที! ตบข้าเลย!"
เพียะ!
"โอ๊ย เจ็บ! ของจริงด้วย! ฮ่าฮ่าฮ่า!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
"..."