เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 : จิตใจอันว้าวุ่นของซือเหนียน

บทที่ 18 : จิตใจอันว้าวุ่นของซือเหนียน

บทที่ 18 : จิตใจอันว้าวุ่นของซือเหนียน


ถ้ำปีศาจ นครมรณะ

เมื่อเวลาผ่านพ้นไป วิญญาณมารจำนวนนับไม่ถ้วนก็หลั่งไหลออกมาจากนครมรณะ ซ้ำยังมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความน่าสะพรึงกลัวแห่งถ้ำปีศาจ สัตว์มารที่ถูกเพาะพันธุ์อยู่เบื้องในนั้นมีอยู่มากมายอย่างไม่มีวันสิ้นสุด แม้พวกมันจะถูกสังหาร ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง พวกมันก็จะถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ในเวลานี้ ร่างของเย่ฮ่าวเทียนยังคงจมดิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของวิญญาณมารนับไม่ถ้วน

ทว่าหากมองทะลุผ่านชั้นคลื่นของเหล่าวิญญาณมารเข้าไป จะพบว่ามีพื้นที่สุญญากาศก่อตัวขึ้นล้อมรอบกายเย่ฮ่าวเทียน นั่นคือค่ายกลกระบี่ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากพลังอัสนีอัคคี

เหล่าวิญญาณมารทั้งหลายเปรียบดั่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ พวกมันพุ่งทะยานเข้าใส่ค่ายกลกระบี่ตัวแล้วตัวเล่า ทว่าความพยายามเหล่านั้นล้วนสูญเปล่า วิญญาณมารทุกตนถูกบดขยี้จนแหลกสลายไปในเสี้ยววินาทีที่สัมผัสกับค่ายกล

เย่ฮ่าวเทียนหลับตาพริ้ม นั่งตัวตรงตระหง่านอยู่ ณ จุดเดิม

ขณะที่กระบี่สยบวิญญาณลอยล่องอยู่อย่างเงียบสงบเบื้องหน้าเขา เจตจำนงกระบี่อันล้ำลึกร้อยรัดส่งผ่านระหว่างคนและกระบี่ ประกายแสงกระบี่กะพริบไหวอย่างไม่หยุดหย่อน

ภายในห้วงคำนึง เสียงของผู้อาวุโสกระบี่ดังก้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้อาวุโสกระบี่กำลังถ่ายทอดความรู้แจ้งในวิถีกระบี่ที่สั่งสมมานานปีให้แก่เย่ฮ่าวเทียน

พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของเย่ฮ่าวเทียนนั้นหาผู้ใดเปรียบได้ในใต้หล้าก็จริง ทว่าหากปราศจากการชี้แนะจากผู้อาวุโสกระบี่ เขาคงไม่มีทางบรรลุรู้แจ้งได้รวดเร็วถึงเพียงนี้อย่างแน่นอน

ฉายาปราชญ์กระบี่แห่งยุค มิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย

แน่นอนว่าในขณะที่เข่นฆ่าสังหารวิญญาณมารอยู่นั้น เย่ฮ่าวเทียนก็เริ่มมีความเข้าใจเลือนรางเกิดขึ้นบ้างแล้ว ผู้อาวุโสกระบี่จึงถือโอกาสนี้ชี้แนะเขาเพิ่มเติม

ผลปรากฏว่า เย่ฮ่าวเทียนทำความเข้าใจได้รวดเร็วกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก ซ้ำยังสามารถพลิกแพลงหลักการไปประยุกต์ใช้กับสิ่งอื่นได้อีกด้วย

ท้ายที่สุด ภายใต้การสั่งสอนของผู้อาวุโสกระบี่ เขาไม่เพียงทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่อัสนีอัคคีได้อย่างรวดเร็ว ทว่ายังบรรลุถึงขั้นสร้างค่ายกลกระบี่อัสนีอัคคีนี้ได้สำเร็จอีกด้วย

พรสวรรค์ในวิถีกระบี่ระดับนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อจนสุดจะพรรณนา

แม้ผู้อาวุโสกระบี่จะรู้สึกยินดี ทว่าลึกๆ แล้วเขาก็แทบจะเริ่มตั้งข้อกังขาในชีวิตของตนเองเสียแล้ว

สรุปแล้ว เจ้าคือปราชญ์กระบี่ หรือข้าคือปราชญ์กระบี่กันแน่?

โชคดีที่ข้าเกิดเร็วกว่า...

เมื่อมองจากด้านหลัง นัยน์ตาของซือเหนียนสั่นไหว หัวใจของนางเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

พรสวรรค์ของศิษย์น้องผู้นี้ช่างน่าตกใจยิ่งนัก

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ แม้ซือเหนียนจะยืนอยู่ห่างจากเย่ฮ่าวเทียนเพียงไม่กี่ก้าว ทว่านางกลับไม่ถูกโจมตีเลยแม้แต่น้อย

ทว่าหากสังเกตให้ดี ก็จะค้นพบสาเหตุ

รอยประทับรูปจันทร์เสี้ยวปรากฏขึ้นบนหน้าผากของซือเหนียน มันเปล่งประกายเจิดจ้าและสาดส่องแสงสีเงินยวงออกมาเป็นระลอก ภายใต้รัศมีของแสงสีเงินยวงนั้น ซือเหนียนดูราวกับถูกเมินเฉยจากเหล่าวิญญาณมารทั้งมวล

อย่างไรก็ตาม เมื่อทอดสายตามองศิษย์น้องผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ซือเหนียนกลับมิได้รู้สึกยินดีมากนัก ตรงกันข้าม นางกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่สบายใจที่แฝงเร้นอยู่บางเบา

ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด นางจึงรู้สึกกระวนกระวายใจ นางมิรู้ว่าเป็นเพราะเย่ฮ่าวเทียนฝึกฝนเคล็ดวิชาของฝ่ายธรรมะ หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นใดกันแน่ ซือเหนียนสัมผัสได้ถึงความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นลางๆ

'ในอนาคต ศิษย์น้องจะทรยศท่านอาจารย์หรือไม่นะ?'

ซือเหนียนขมวดคิ้วมุ่น จิตใจของนางว้าวุ่นและสับสน

ลางสังหรณ์ของสตรี บางครั้งก็แม่นยำอย่างร้ายกาจ

เมื่อได้เห็นเย่ฮ่าวเทียนเติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วปานนี้ ซือเหนียนย่อมสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเป็นพยานรู้เห็นถึงความทุกข์ทรมานที่เย่ฮ่าวเทียนต้องเผชิญ นางรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยากที่เย่ฮ่าวเทียนจะไม่เก็บความเคียดแค้นชิงชังเอาไว้ในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนผู้นั้นมีพลังอำนาจมากพอ

ทว่านางก็รู้ดีเช่นกัน ว่าท่านอาจารย์กำลังขัดเกลาเย่ฮ่าวเทียน

ชั่วขณะหนึ่ง ภายในใจของซือเหนียนสับสนวุ่นวายไปหมด

เย่ฮ่าวเทียนถูกเลี้ยงดูมาโดยนาง แม้ตัวนางเองจะอายุยังน้อยก็ตาม ทว่าความผูกพันที่นางมอบให้นั้น อาจกล่าวได้ว่าลึกซึ้งยิ่งนัก

หากต้องเลือกระหว่างเย่ฮ่าวเทียนและหลิวชิงเสวียน ในยามนี้นางย่อมเลือกหลิวชิงเสวียนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะทนมองดูเย่ฮ่าวเทียนตายไปต่อหน้าต่อตาได้

ตูม!

ในตอนนั้นเอง ในที่สุดเย่ฮ่าวเทียนก็บรรลุความเข้าใจในค่ายกลกระบี่อัสนีอัคคีนี้อย่างถ่องแท้

ตัวกระบี่สยบวิญญาณสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ส่งเสียงคำรามแห่งกระบี่ดังกึกก้อง!

เย่ฮ่าวเทียนยื่นมือออกไป กระบี่สยบวิญญาณพลันแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงและปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา

"สะบั้น!"

เย่ฮ่าวเทียนตวาดก้องเบาๆ แล้วตวัดกระบี่ฟาดฟันไปเบื้องหน้า

ฟึ่บ!

อานุภาพของกระบี่สยบวิญญาณนั้นไร้เทียมทาน ลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะลวงผ่ากลางวงล้อมของวิญญาณมารนับไม่ถ้วน วินาทีต่อมา วิญญาณมารที่บ้าคลั่งเมื่อครู่กลับหยุดนิ่งสนิท!

ตูม!

ค่ายกลกระบี่อัสนีอัคคีระเบิดออกในชั่วพริบตา!

พลังสายฟ้าแผ่ซ่านลุกลามไปทั่วทุกสารทิศด้วยความเร็วแสง ในเวลาเดียวกัน เปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปะทุทะลักขึ้นมาจากพื้นดิน!

ฉับพลันนั้น วิญญาณมารรอบด้านล้วนถูกกลืนกินโดยพลังอัสนีอัคคี และบริเวณที่เย่ฮ่าวเทียนตวัดกระบี่ออกไป ก็ปรากฏเป็นพื้นที่สุญญากาศขนาดเล็ก

นี่คือเส้นทางที่ถูกเบิกออกโดยกระบี่สยบวิญญาณ

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมขึ้นพร้อมเพรียงกัน ฝูงวิญญาณมารที่เคยหนาแน่นดั่งกำแพงเหล็ก ในที่สุดก็เริ่มเบาบางลง

นัยน์ตาของซือเหนียนเหม่อลอยไปชั่วขณะ ร่างของเย่ฮ่าวเทียนวูบไหวอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง ประดุจเทพสงครามผู้ไร้พ่าย

นางหลงคิดว่าวิญญาณมารเหล่านี้จะต่อสู้จนตัวตาย

คิดไม่ถึงว่าในวินาทีต่อมา เสียงอันน่าขนลุกและชวนประหวั่นพรั่นพรึงจะดังแว่วมาจากส่วนลึกของนครมรณะ

วิญญาณมารทั้งหมดคล้ายกับได้รับคำสั่งบางอย่าง พวกมันแตกตื่นและพากันหลบหนีอย่างบ้าคลั่ง

เดิมทีเย่ฮ่าวเทียนคิดจะไล่ตามไป ทว่าเขากลับได้รับผลกระทบจากเสียงมารนั้น เลือดลมภายในกายพลุ่งพล่าน ลมปราณแท้จริงแทบจะไหลย้อนกลับ

ร่างของเย่ฮ่าวเทียนแข็งทื่อและหยุดชะงักลง

และซือเหนียนที่อยู่เบื้องหลังก็เหาะทะยานเข้ามาในยามนี้พอดี

"ฮ่าวเทียน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?"

ซือเหนียนประคองร่างเย่ฮ่าวเทียนพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย นางไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างมากนางก็แค่รู้สึกว่าเสียงเมื่อครู่นั้นระคายหูอย่างยิ่ง

"ศิษย์พี่หญิง ข้าไม่เป็นไรขอรับ"

เย่ฮ่าวเทียนฝืนส่งยิ้ม ต่อหน้าสตรีที่ตนพึงใจ เขาย่อมไม่สามารถเอ่ยปากบอกว่าตนเองกำลังย่ำแย่ได้

"เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งเปลี่ยนไปในส่วนลึกของนครมรณะ" ซือเหนียนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก และบังเกิดความคิดที่อยากจะจากไป

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่ฮ่าวเทียนเตรียมจะพยักหน้ารับ ทว่าคำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ

ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกว่าตนเองยังไปจากที่นี่ไม่ได้

มีบางสิ่งบางอย่างในนครมรณะกำลังเพรียกหาเขา ทว่าเขาก็ไม่แน่ใจนัก เพราะร่างกายของเขาคล้ายกับจะต่อต้านอยู่เล็กน้อยเช่นกัน บางทีอาจเป็นเพราะเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาของฝ่ายธรรมะ สัญชาตญาณของเขาจึงรู้สึกขัดแย้งกับไอพลังมารเหล่านี้

"ฮ่าวเทียน?"

ซือเหนียนมองดูเย่ฮ่าวเทียนที่กำลังเหม่อลอยและเอ่ยเรียกอีกครั้ง

"อ้อ ไม่มีอะไรขอรับ" เย่ฮ่าวเทียนเพิ่งจะได้สติและกล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิง ข้าอยากเข้าไปดูข้างในสักหน่อยขอรับ"

"ไม่ได้ ถึงเวลากลับแล้ว"

ซือเหนียนปฏิเสธเสียงแข็ง โดยไม่แม้แต่จะถามไถ่ถึงเหตุผล จิตใจของนางในยามนี้ว้าวุ่นและสับสน นางไม่อยากรัั้งอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว

ทว่าเย่ฮ่าวเทียน ผู้ซึ่งมักจะเชื่อฟังทุกถ้อยคำของซือเหนียนเสมอมา บัดนี้กลับไม่ยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่ายดุจดั่งเคย

"ข้าขออภัยด้วยขอรับ ศิษย์พี่หญิง"

เย่ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่น เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว จากนั้น เขากลับพุ่งทะยานเข้าไปในส่วนลึกของนครมรณะเพียงลำพัง

แม้ว่าเย่ฮ่าวเทียนจะมีใจหลงรักซือเหนียนมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่อยากพลาดวาสนาและโอกาสของตนเองไป และเขายังรู้ดีอีกว่า มีเพียงความแข็งแกร่งที่มากพอเท่านั้น ที่จะช่วยเปิดความเป็นไปได้ระหว่างเขากับศิษย์พี่หญิงให้มากยิ่งขึ้น

ความเร็วที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหันนี้ แม้แต่ซือเหนียนก็ยังคาดไม่ถึง

นี่เป็นครั้งแรกที่เย่ฮ่าวเทียนขัดคำสั่งนาง

"ความเร็วระดับนี้ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะอยู่แค่ขอบเขตกลั่นปราณ..." ซือเหนียนสัมผัสได้ถึงระดับการบำเพ็ญเพียรในปัจจุบันของเย่ฮ่าวเทียน

อย่างน้อยที่สุด มันก็คือขอบเขตทะเลปราณ

แววตาของซือเหนียนซับซ้อนยิ่งขึ้นในทันที

เย่ฮ่าวเทียนซ่อนเร้นระดับการบำเพ็ญเพียรของตนเอาไว้ ส่วนเหตุผลที่เขาทำเช่นนั้น จุดประสงค์ย่อมชัดเจนอยู่ในตัว

ในสำนักแห่งนี้ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้เย่ฮ่าวเทียนหวาดกลัวได้ นั่นคือหลิวชิงเสวียน

เมื่อมองดูเย่ฮ่าวเทียนมุ่งหน้าต่อไป ซือเหนียนก็ไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอีกต่อไป นางรีบเร่งฝีเท้าไล่ตามเขาไปในทันที

เพียงไม่นาน บริเวณโดยรอบก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน

หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน

ณ ทางเข้าของนครมรณะ ลำแสงสายหนึ่งก็ทอประกายขึ้นอีกครั้ง

จบบทที่ บทที่ 18 : จิตใจอันว้าวุ่นของซือเหนียน

คัดลอกลิงก์แล้ว