- หน้าแรก
- ชีวิตชาวไร่ในยุคดวงดาว
- บทที่ 21 แดนดิไลออน
บทที่ 21 แดนดิไลออน
บทที่ 21 แดนดิไลออน
หนิวเค่อและพี่ชายจัดการอาหารมื้อนั้นจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะช่วยกันเก็บกวาดจานชามที่เหลือ เขาวางตะเกียบลงแล้วหันไปเอ่ยกับหยวนเมิ่ง "หยวนเมิ่ง มานี่สิ มาทดสอบระดับพลังจิตของเธอใหม่อีกสักรอบเถอะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หยวนเมิ่งก็ตบหน้าขาฉาดใหญ่พลางร้องอุทาน "จริงสิ! พรุ่งนี้เป็นวันรับเงินอุดหนุนนี่นา!"
มือของหนิวเค่อที่กำลังถือหมวกทดสอบชะงักไปเล็กน้อย เขากลั้วหัวเราะ "ระดับฐานะของเธอตอนนี้ ยังจะมัวมาสนใจไอ้เงินอุดหนุนเล็กๆ น้อยๆ นั่นอยู่อีกหรือไง"
เขาพูดจากใจจริง หากอวิ๋นจ้านฟื้นตัวและกลับไปประจำการที่กองทัพเมื่อใด ย่อมต้องได้กลับไปรับตำแหน่งกัปตันทีมปฏิบัติการพิเศษอย่างแน่นอน และเมื่อเขาพาเธอออกไปทำภารกิจด้วย เงินรางวัลที่ได้จากภารกิจเพียงแค่ครั้งเดียวก็มากพอจะจ่ายค่าอุดหนุนของสมาคมผู้ทำพันธสัญญาได้เป็นปีๆ
ทว่าหยวนเมิ่งไม่ได้ล่วงรู้ถึงความคิดของเขา เธอรำพึงรำพัน "ถ้าพวกเราเก็บเงินเหรียญดวงดาวได้มากพอเมื่อไหร่ เราจะซื้อลานบ้านหลังนี้ ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะได้มีบ้านเป็นของตัวเองจริงๆ เสียที ฉันจะปลูกผักไว้ทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน จะได้ไม่ต้องออกไปข้างนอกทุกวัน"
เธอไม่ชอบนั่งรถรับส่งเลย หากไม่ถูกบังคับ เธอขอเดินเอาเสียยังจะดีกว่า การขึ้นรถรับส่งมันช่างยุ่งยากวุ่นวายเหลือเกิน
เมื่อได้ฟังถ้อยคำของหยวนเมิ่ง อวิ๋นจ้านก็รู้สึกลังเลขึ้นมาวูบหนึ่ง จริงๆ แล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปที่กองทัพเสมอไป ด้วยความแข็งแกร่งระดับเขา เขาสามารถตั้งทีมทหารรับจ้างของตัวเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายๆ
หลังจากเครื่องทดสอบที่สวมอยู่บนศีรษะของหยวนเมิ่งส่งเสียงสัญญาณร้องเตือน ตัวอักษร 'F' ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น หนิวโอวเอ่ยถามด้วยความงุนงง "นี่มันระดับ F ไม่ใช่เหรอ"
หนิวเค่อพยักหน้ารับแล้วเอ่ย "เครื่องทดสอบของผมมันไม่ค่อยแม่นยำน่ะครับ คราวก่อนมันก็แสดงผลว่าระดับ F แต่ตอนที่อยู่ที่สมาคมผู้ทำพันธสัญญา ค่าพลังจิตของเธอมันต่ำกว่าระดับ F เสียอีก"
หยวนเมิ่งไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้น เธอหันไปหาชายหนุ่มทั้งสามและถามคำถามที่ค้างคาไว้ก่อนหน้านี้ต่อ "พวกคุณยังไม่ได้อธิบายเลยนะว่าแยกแยะเรื่องพลังงานยังไง"
หนิวโอวปรายตามองหนิวเค่อแล้วเอ่ย "ให้เขาอธิบายเถอะ เขาเป็นหมอนี่"
หนิวเค่อนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางอวิ๋นจ้าน "ให้อวิ๋นจ้านพูดดีกว่า เขามาจากเมืองหลวงของจักรวรรดิ เขารู้เรื่องพวกนี้ดีกว่า"
อวิ๋นจ้านไม่ได้ปฏิเสธ เขาอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น "หลังจากที่นักรบแห่งดวงดาวและผู้ทำพันธสัญญารับประทานวัตถุดิบที่มีพลังงานสูงเข้าไป พลังจิตของพวกเขาจะเกิดการตอบสนอง ประสบการณ์ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป แต่มันก็คล้ายๆ กับความรู้สึกตอนที่หิวน้ำแล้วได้ดื่มน้ำ หรือตอนที่ง่วงนอนแล้วได้นอนหลับนั่นแหละ คนที่เคยสัมผัสจะเข้าใจได้เอง"
หยวนเมิ่งฟังคำอธิบายยืดยาวนี้แล้วก็ยังคงงุนงง แต่เธอเข้าใจประโยคสุดท้ายที่ว่า 'คนที่เคยสัมผัสจะเข้าใจได้เอง' ซึ่งก็หมายความว่า ต่อให้เธอจะไม่เข้าใจ มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตของเธอ ดังนั้นความสนใจในหัวข้อนี้จึงมอดดับลงไปในทันที
หนิวโอวมองหยวนเมิ่งแล้วเอ่ยถาม "สิ่งนี้เรียกว่าอะไรหรือ" เขาชี้ไปที่ชามเปล่าซึ่งเคยใส่ยำแดนดิไลออน
"แดนดิไลออนค่ะ ผักชนิดนี้สรรพคุณเป็นเลิศเลยนะ ตอนที่ยังอ่อนๆ จะเอาไปผัดหรือทำยำกินสดๆ ก็ได้ พอแก่ตัวลงหน่อยก็เอาไปตากแห้งชงดื่มแทนชาได้ด้วย มันช่วยแก้ร้อนใน ถอนพิษ เรียกว่าเป็นของดีทั้งต้นเลยล่ะ" หยวนเมิ่งอธิบายเจื้อยแจ้ว
เด็กสาวชาวบ้านต่างก็รู้จักผักป่าพวกนี้ดี มันเป็นความรู้ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เธอก็นึกไปถึงผักกาดขมขึ้นมา
เจ้านั่นก็อร่อยมากเหมือนกัน เอามาทำยำกินเย็นๆ ก็ชื่นใจดีนักเชียว
หนิวเค่อร้องอุทาน "หยวนเมิ่ง เธอไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน"
หยวนเมิ่งถึงกับไปไม่เป็น เธอหันไปมองอวิ๋นจ้านเพื่อขอความช่วยเหลือโดยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มจึงรับช่วงต่อทันที "ตอนที่เราแต่งงานกัน มีคนมอบตำราโบราณเล่มหนึ่งให้เป็นของขวัญน่ะครับ เธอศึกษาจากหนังสือเล่มนั้นเอาเอง น่าเสียดายที่ตำราเล่มนั้นบังเอิญสูญหายไปตอนที่เราเดินทางมาที่ดาวชีเยว่"
แม้จะฟังดูเหมือนเป็นคำตอบส่งๆ แต่สิ่งที่หยวนเมิ่งรู้ก็อยู่เหนือขอบเขตความรู้ทั่วไปของยุคดวงดาวไปไกลมากจริงๆ
หนิวเค่อยังอยากจะซักไซ้ต่อ แต่หนิวโอวก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน "หยวนเมิ่ง แดนดิไลออนนี่นับเป็นวัตถุดิบพลังงานระดับกลางขั้นต่ำ พวกเราขอแจ้งข้อมูลนี้ให้ทางกองทัพทราบด้วยได้ไหม"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็ย้ำถึงความตั้งใจเดิมที่อยากจะแจ้งเรื่องหญ้าอ้ายและหอมชุนว่าเป็นวัตถุดิบพลังงานระดับล่างขั้นสูงให้ทางกองทัพได้รับรู้ด้วย
หยวนเมิ่งตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก "ของพวกนี้มันก็ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ใครๆ ก็ไปขุดมาได้ทั้งนั้น ถ้าคุณอยากจะบอกก็ตามสบายเถอะค่ะ"
หนิวโอวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขามองหยวนเมิ่งและเอ่ยถามอย่างจริงจัง "เธอมีอะไรที่อยากได้ไหม ฉันพอจะช่วยเป็นปากเป็นเสียงเรียกร้องจากกองทัพให้ได้นะ เธอเป็นคนค้นพบ ถือเป็นความดีความชอบไม่น้อยเลย การจะขอผลประโยชน์สักหน่อยก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร"
ท่านนายพลน่ะคุยง่าย แต่คนที่รับมือยากคือเจ้าหน้าที่การเงินต่างหาก หมอนั่นเป็นพวกหน้าเลือดขี้เหนียวขนาดที่แคะก้นตัวเองแล้วยังเอามาเลียนิ้วนั่นแหละ
เจ้าหน้าที่การเงินแห่งดาวชีเยว่: หนิวโอว ไอ้หลานเนรคุณ ถ้าแน่จริงก็พูดออกมาดังๆ สิโว้ย อย่าดีแต่ด่าในใจ!
หยวนเมิ่งส่ายหน้าพลางตอบ "ฉันไม่อยากได้อะไรหรอกค่ะ ฉันก็ไม่ได้ไปขุดผักป่ามาให้พวกคุณเสียหน่อย จะไปทวงผลประโยชน์อะไรล่ะคะ"
ทันทีที่พูดจบ เธอก็เหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของเธอเป็นประกายวาบขณะเอ่ยถาม "พี่ใหญ่หนิว กองทัพของพวกคุณรับซื้อผักป่าไหมคะ ให้ราคาชั่งละเท่าไหร่ คุณช่วยลองไปถามให้ฉันหน่อยได้ไหม"
หนิวโอวถึงกับมึนงงกับคำพูดของเธอ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน เธอกำลังขอรางวัลอยู่ไม่ใช่เหรอ
แล้วทำไมมันถึงกลายมาเป็นเรื่องขายผักไปได้ล่ะ
อวิ๋นจ้านนึกปวดใจ เขาดึงภรรยาตัวน้อยเข้ามาใกล้แล้วเอ่ย "แม่หยวน ก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน อาการของฉันก็น่าจะหายสนิทแล้วล่ะ หลังจากกลับไปประจำการที่กองทัพ เงินเดือนของฉันจะอยู่ที่สองแสนเหรียญดวงดาว ถึงตอนนั้นเธออยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้ตามใจชอบ ไม่ต้องมากังวลเรื่องเหรียญดวงดาวอีกแล้ว"
ตอนที่เขาได้รับการตรวจอาการก่อนหน้านี้ หยวนเมิ่งมัวแต่ง่วนอยู่กับการผัดกับข้าว เธอจึงไม่ได้ยินเรื่องสรรพคุณการรักษาของไข่
พอมาได้ยินเรื่องนี้อย่างกะทันหัน เธอจึงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "ไหนพวกคุณบอกว่าต้องกินเนื้อกระต่ายไปตั้งยี่สิบปีไงคะ"
หนิวโอวถึงกับพ่นน้ำในปากพรวดออกมา สำลักจนไอค่อกแค่ก ส่วนหนิวเค่อเมื่อได้ยินคำพูดของเธอก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาและเอ่ย "พวกเราไม่เคยพูดสักคำว่าต้องกินเนื้อกระต่ายหยกไปถึงยี่สิบปี! ตอนนั้นผมบอกว่าให้กินวัตถุดิบพลังงานระดับสูงขั้นต่ำต่างหากเล่า อย่างแดนดิไลออนของวันนี้ก็นับว่าเป็นวัตถุดิบพลังงานระดับกลางขั้นต่ำแล้ว"
พูดจบ เขาก็รู้สึกว่าหยวนเมิ่งยังคงไม่เข้าใจถึงมูลค่าอันมหาศาลของกระต่ายหยก จึงกล่าวเสริม "นี่เธอรู้ไหมว่ากระต่ายหยกตัวหนึ่งมีค่ามากแค่ไหน"
หยวนเมิ่งชะงักไปกับคำพูดเป็นชุดของเขา เธอส่ายหน้าพลางตอบ "ไม่รู้สิคะ"
"ถ้าเธอเอาไปเสนอให้พวกเศรษฐีกระเป๋าหนักล่ะก็ การจะขอแลกกับคฤหาสน์หลังโตในเมืองหลวงของจักรวรรดิสักหลังก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย" แม้คำพูดของหนิวเค่อจะดูโอเวอร์ไปสักหน่อย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด หากมีคนจากตระกูลใหญ่โตหรือเชื้อพระวงศ์ที่เผชิญกับสภาวะพลังจิตพังทลาย และเธอมีกระต่ายหยกอยู่ในมือพอดี การนำไปแลกกับบ้านสักหลังก็ถือว่าไม่ได้พูดเกินจริงเลย
หยวนเมิ่งโพล่งออกมาอย่างลืมตัว "ถ้าอย่างนั้น ตอนนั้นพวกคุณก็กินบ้านของฉันเข้าไปทั้งหลังเลยน่ะสิ!"
คราวนี้ตาของหนิวเค่อแทบจะกลอกกลับไปอยู่บนฟ้า ไม่ใช่เพราะความโกรธเคือง แต่เป็นเพราะถูกคำพูดของหยวนเมิ่งเล่นเอาเสียจุกจนพูดไม่ออก
"ฮ่าๆๆๆ!" ครั้งนี้อวิ๋นจ้านกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่น ไม่นึกเลยว่าแม่หยวนของเขาจะมีพรสวรรค์ในการพูดจาทำให้คนอื่นถึงกับใบ้รับประทานได้ขนาดนี้
หลังจากหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน หนิวโอวก็พาน้องชายเดินทางกลับบ้าน
ผ่านพ้นวันที่แสนวุ่นวาย สองสามีภรรยาก็อาบน้ำชำระร่างกายและล้มตัวลงนอน วันนี้พวกเขาสิ้นไร้อารมณ์ที่จะมาเล่นบท 'เทพเซียนต่อสู้' กันอีก ด้วยความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ทันทีที่ไฟดับลง หยวนเมิ่งก็ผล็อยหลับไปในทันที
ทว่าอวิ๋นจ้านกลับไม่สามารถข่มตาหลับได้ เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในความฝัน ภายในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือน เขาถูกดึงตัวกลับมาจากหุบเหวแห่งความตายโดยเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
เขาหันศีรษะไปมองภรรยาตัวน้อยที่นอนอยู่เคียงข้างอย่างอ่อนโยน เธอคือสมบัติล้ำค่าที่สวรรค์ส่งมาเพื่อฉุดรั้งเขาขึ้นมา
เธอไม่เพียงแต่เป็นสมบัติล้ำค่าของเขาเท่านั้น แต่ด้วยความรอบรู้เรื่องพืชพรรณในยุคดวงดาวของเธอ บางทีเธออาจจะถูกส่งมาเพื่อกอบกู้ดาวชีเยว่แห่งนี้ก็เป็นได้
ดาวชีเยว่ที่แม่เลี้ยงของเขาเป็นคนเลือกให้ จะเป็นสถานที่ที่ดีได้อย่างไรกัน ในเมื่อดาวดวงนี้ได้ถูกบรรจุรวมอยู่ในแผนการเนรเทศดาวเคราะห์อย่างเป็นทางการของจักรวรรดิมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
ก่อนที่จะเดินทางออกจากจักรวรรดิ องค์ชายรองได้ส่งข้อความมาเตือนเขา ให้เตรียมตัวพร้อมที่จะหลบหนีออกจากดาวชีเยว่ได้ทุกเมื่อ ทันทีที่จักรวรรดิระงับการส่งเสบียงทหารให้กับกองกำลังประจำการเมื่อใด ดาวชีเยว่ก็อาจจะไม่สามารถรอดพ้นฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้ไปได้อีกต่อไป