- หน้าแรก
- ชีวิตชาวไร่ในยุคดวงดาว
- บทที่ 11 วัตถุดิบเปี่ยมพลังงานระดับล่างขั้นสูง
บทที่ 11 วัตถุดิบเปี่ยมพลังงานระดับล่างขั้นสูง
บทที่ 11 วัตถุดิบเปี่ยมพลังงานระดับล่างขั้นสูง
สีหน้าของอวิ๋นจ้านเปลี่ยนจากแปลกใจกลายเป็นเคร่งเครียด จนแม้แต่หยวนเมิ่งที่มักจะเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก็ยังอดรู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่ได้ "มีพิษเหรอ ไม่หรอกมั้ง เป็นไปไม่ได้ ฉันก็กินมาตั้งนานแล้วนะ"
"พวกคุณเคยหยิบจับผักป่าธรรมดามากินบ้างไหม" อวิ๋นจ้านหันไปถามหนิวโอว
หนิวโอวพยักหน้ารับพลางเอ่ย "ตอนเด็กๆ ผมเคยกินอยู่พักหนึ่งครับ พ่อแม่ของพวกเราก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ตอนที่พวกเรายังเล็ก ครอบครัวเราต้องอาศัยการขุดหาผักป่ามาประทังความหิว"
ตัวอวิ๋นจ้านเองไม่เคยลิ้มรสผักป่ามาก่อนเลย อย่างไรเสียเขาก็ถือกำเนิดในตระกูลสูงศักดิ์ ต่อให้ครอบครัวจะเข้มงวดปานใด ก็คงไม่มีทางบังคับให้เขากินผักป่าเป็นแน่
หนิวเค่อคีบยำผักเย็นจานที่อวิ๋นจ้านเพิ่งลิ้มลองไปเมื่อครู่ขึ้นมาเข้าปากและเริ่มเคี้ยว พูดตามตรง รสชาติของมันฉุนกึกเตะจมูกทีเดียว มันไม่ได้ชวนให้สะอิดสะเอียน เพียงแต่กลิ่นแรงเอามากๆ ก็เท่านั้น
หลังจากกลืนลงคอ เขาก็ถึงกับชะงักงัน "นี่มัน... วัตถุดิบพลังงานระดับล่างขั้นสูงงั้นเหรอ" เขายังไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงคีบผักเข้าปากอีกคำด้วยสีหน้าจริงจัง "นี่คือวัตถุดิบพลังงานระดับล่างขั้นสูงไม่ผิดแน่"
หนิวโอวมองดูสีหน้าของทั้งสองแล้วก็ไม่รอช้า ในเมื่อพวกเขากินได้ เขาก็ย่อมกินได้เช่นกัน ทันทีที่ได้ลิ้มรส นัยน์ตาของหนิวโอวก็เบิกกว้าง เขาละล่ำละลักออกมา "นี่... นี่มันวัตถุดิบพลังงานระดับล่างขั้นสูงนี่นา นี่คือ... หญ้าโฉ่วโฉ่วงั้นหรือ"
การถูกจับจ้องด้วยสายตาอันเร่าร้อนสามคู่พร้อมกันทำเอาหยวนเมิ่งรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเล็กน้อย เมื่ออวิ๋นจ้านเห็นสีหน้าของภรรยา เขาก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ชายหนุ่มยื่นมือออกไปลูบศีรษะเธอเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "กินข้าวก่อนเถอะ ทานเสร็จแล้วค่อยคุยกัน"
ระหว่างมื้ออาหาร มีเพียงหยวนเมิ่งเท่านั้นที่กินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนชายหนุ่มอีกสามคนล้วนจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดอันซับซ้อน
วัตถุดิบพลังงานระดับล่างขั้นสูงนั้นมีคุณค่าเทียบเท่ากับวัตถุดิบพลังงานระดับกลาง ดังนั้นเหล่านักรบแห่งดวงดาวทั้งสามจึงไม่ได้ใส่ใจกับรสชาติอันแปลกประหลาดของมันเลยแม้แต่น้อยในยามที่ตักเข้าปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่อวิ๋นจ้านจัดการเนื้อกระต่ายชามโตจนหมดเกลี้ยง พลังจิตที่เคยพลุ่งพล่านของเขาก็สงบลงอย่างเห็นได้ชัด
หลังอาหารค่ำ เขาปล่อยให้เสี่ยวกวนรับหน้าที่ล้างถ้วยชามและตะเกียบ ก่อนจะหันไปกล่าวกับหนิวเค่อ "หนิวเค่อ คุณช่วยตรวจดูสภาวะพลังจิตให้ผมหน่อยได้ไหม"
ตอนนี้หนิวเค่ออยากจะผูกมิตรกับสามีภรรยาคู่นี้จากใจจริง ระหว่างมื้ออาหาร เขาแสร้งถามขึ้นลอยๆ ว่าพวกเธอจับกระต่ายหยกมาได้อย่างไร มันเป็นเพียงคำถามทั่วไปที่ไม่ได้คาดหวังคำตอบนัก เขาไม่นึกเลยว่าหยวนเมิ่งจะเล่ากระบวนการทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ใครจะไปรู้เล่าว่าหยวนเมิ่งไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นคนนอกเลยแม้แต่น้อย หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของเธอ สองพี่น้องก็สัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ
แม้พื้นที่เก็บเกี่ยวของดาวชีเยว่จะตั้งอยู่นอกเขตปลอดภัย แต่มันก็ถูกกองทัพดาวชีเยว่กวาดล้างเคลียร์พื้นที่อย่างหมดจดมาแล้ว หากมีวัตถุดิบพลังงานระดับกลางขั้นสูงอย่างกระต่ายหยกหลงเหลืออยู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกมันจะเล็ดลอดสายตาจนตกมาถึงมือของหยวนเมิ่งให้จับได้เช่นนี้
เมื่อมองดูกับดักสัตว์ของเธอแล้ว มันแทบจะไม่นับว่าเป็นอุปกรณ์ด้วยซ้ำ เป็นเพียงกลไกเล็กๆ ที่ทำจากโลหะธรรมดาๆ ซึ่งดูไร้พิษสงใดๆ
ทว่าไอ้ของชิ้นเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตานี้ กลับสามารถดักจับกระต่ายหยกได้ถึงสองตัวภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หนิวเค่ออดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
นี่ไม่ใช่ทักษะที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองอะไรเลย แต่มันคือโชคชะตาที่ฝืนลิขิตฟ้าชัดๆ
ในฐานะนักรบแห่งดวงดาวระดับสูง หนิวโอวเข้าร่วมภารกิจของกองทัพมานานหลายปี เขาย่อมรู้ดีว่าโชคชะตาเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด บางคนมักจะได้พบเจอกับเรื่องประหลาดใจอันน่ายินดีในทุกๆ ภารกิจ
ในขณะที่บางคนก็มักจะเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายที่ไม่คาดฝันสารพัดรูปแบบ อย่างเช่นชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นตรงหน้าเขาผู้นี้
ใบหน้าอันเคร่งขรึมของกัปตันทีมปฏิบัติการพิเศษนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วกองทัพดาวชีเยว่ และเพียงแค่เขามาประจำการที่ดาวดวงนี้ได้ไม่ถึงหนึ่งปี ทีมอื่นๆ ที่ร่วมงานด้วยต่างก็ประจักษ์แก่สายตากันถ้วนหน้า
หลังจากหนิวเค่อตรวจร่างกายให้อวิ๋นจ้านเสร็จสิ้น เขามองดูสภาวะพลังจิตของชายหนุ่ม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนจากโรคพลังจิตพังทลายมาอยู่ในสภาวะปั่นป่วนแทนแล้ว
รอยยิ้มยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาขณะเอ่ยกับอวิ๋นจ้าน "ขอแสดงความยินดีด้วยครับ สภาวะปัจจุบันของคุณเป็นเพียงอาการพลังจิตปั่นป่วน ไม่ใช่สภาวะพังทลายอีกต่อไปแล้ว"
หยวนเมิ่งเองก็ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น เธอรีบร้อนซักไซ้ "หนิวเค่อ อาการของเขาเป็นแบบนี้แล้ว เขาต้องกินกระต่ายอีกกี่ตัวถึงจะหายดีเป็นปลิดทิ้งคะ"
เธอเอ่ยถามด้วยความใสซื่อ แต่หนิวเค่อกลับอดไม่ได้ที่จะปรายตามองหยวนเมิ่ง เมื่อเห็นสีหน้าของเธอที่ราวกับกำลังตะโกนว่า 'บอกมาสิ รีบบอกมาเร็วๆ ฉันจะได้รีบไปจับมาให้'
เมื่อนึกถึงความหายากของกระต่ายหยกในยุคดวงดาว เขาจึงเลือกที่จะตอบอย่างรักษาน้ำใจ "เอ่อ หยวนเมิ่งครับ ไม่จำเป็นต้องกินแต่กระต่ายหยกหรอกครับ ในสถานการณ์ของเขา ตราบใดที่เขาสามารถหาวัตถุดิบพลังงานระดับล่างขั้นสูงมากินได้อย่างน้อยเดือนละสามครั้ง เขาก็จะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้ในเวลาประมาณยี่สิบปี"
อวิ๋นจ้านค่อนข้างพึงพอใจกับกรอบเวลานี้ทีเดียว มันสั้นกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มากนัก จากแต่ก่อนที่ถือว่าเป็นการรอคอยความตายอย่างสิ้นหวัง
แต่ตอนนี้ เขาไม่เพียงแต่จะมีชีวิตรอด ทว่าสภาวะของเขายังเปลี่ยนจากการพังทลายมาเป็นการปั่นป่วนแทน สรรพคุณของกระต่ายหยกตัวนี้ช่างล้ำเลิศกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก
ไก่ลายหินตัวน้อยผู้สละชีพกลายเป็นซุปไก่ชามนั้นหากรับรู้คงได้แต่นึกค่อนขอดในใจ 'มันเป็นความดีความชอบของฉันต่างหากล่ะ! ไปเกี่ยวอะไรกับเจ้ากระต่ายป่านั่นกัน'
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคดวงดาวนี้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคพลังจิตพังทลายนั้นยากที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือมาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ยอมทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อพยุงชีวิตพวกเขาไว้
และแม้แต่อาการพลังจิตปั่นป่วนเองก็ยังแบ่งออกเป็นระดับรุนแรงและระดับไม่รุนแรง อาการที่ไม่รุนแรงนักอาจใช้เวลาสิบถึงยี่สิบปีในการฟื้นตัว ในขณะที่อาการรุนแรงอาจเรื้อรังไปตลอดชีวิต
ทว่าหยวนเมิ่งไม่ได้ล่วงรู้ถึงความจริงข้อนั้น ยี่สิบปีเชียวนะ... สำหรับเธอแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับช่วงชีวิตหนึ่งเลย คุณทวดที่อายุยืนที่สุดในหมู่บ้านของเธอยังมีอายุแค่หกสิบห้าปีเท่านั้นเอง
ปีนี้อวิ๋นจ้านก็ปาเข้าไปสามสิบแปดแล้ว เป็นวัยที่ผู้คนในหมู่บ้านของเธอต่างก็อุ้มหลานกันหมดแล้ว หากเขายังไม่มีลูกในเร็วๆ นี้ เขาอาจจะอยู่ไม่ทันได้เห็นลูกชายแต่งงานด้วยซ้ำ
ในยามนี้ เธอหลงลืมไปเสียสนิทว่าผู้คนในยุคดวงดาว ทั้งเหล่านักรบแห่งดวงดาวและผู้ทำพันธสัญญาพรสวรรค์ ล้วนสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานนับร้อยๆ ปีอย่างสบายๆ แม้แต่คนธรรมดาสามัญ หากใช้ชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์ ก็สามารถมีอายุยืนยาวถึงสองร้อยปีได้อย่างง่ายดาย
หนิวเค่อมองดูสีหน้าหงิกงอของหยวนเมิ่งแล้วก็ไม่เข้าใจไปชั่วขณะ ว่าความขุ่นเคืองของเธอหมายความว่าอย่างไร
แต่อวิ๋นจ้านกลับมองออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เขากระแอมเบาๆ แล้วเอ่ย "เอาเถอะ โชคดีที่นักรบแห่งดวงดาวอย่างพวกเรามีอายุขัยยืนยาว ตราบใดที่ไม่ใช่โรคพลังจิตพังทลาย การมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักสามถึงห้าร้อยปีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร"
ทันทีที่เขากล่าวจบ ความทรงจำที่เกี่ยวข้องก็ผุดขึ้นมาในหัวของหยวนเมิ่งเช่นกัน 'จริงด้วยสิ ผู้คนที่นี่มีอายุยืนกันมากๆ ดังนั้นถ้าจะมีลูกในอีกยี่สิบปีข้างหน้าก็ยังไม่สายเกินไปหรอก'
เธอตีความคำพูดของหนิวเค่อไปเองโดยตรงว่า หากอวิ๋นจ้านกินกระต่ายเดือนละสามตัวไปตลอดระยะเวลายี่สิบปี เขาก็จะหายเป็นปกติ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หยวนเมิ่งจึงตั้งปณิธานว่า ทันทีที่ได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนของผู้ทำพันธสัญญาและครอบครัวของเธอมีกินมีใช้จนไม่ขัดสนแล้ว เธอจะหันมาเอาดีด้านการดักจับกระต่ายเป็นหลัก หากให้เขากินมันทุกวัน บางทีเขาอาจจะหายดีในเวลาไม่ถึงยี่สิบปีก็ได้
หนิวโอวเองก็เอ่ยปลอบใจ "สถานการณ์ปัจจุบันของกัปตันอวิ๋นถือว่าดีเกินคาดแล้วครับ พักผ่อนรักษาตัวอยู่ที่บ้านให้สบายใจเถอะครับ พอหายดีเมื่อไหร่ค่อยกลับไปทำงานที่กองทัพ"
อวิ๋นจ้านไม่ได้ตอบรับโดยตรง ทว่ากลับเอ่ยถามถึงเรื่องหญ้าโฉ่วโฉ่วแทน "กัปตันหนิว คุณเติบโตมาที่ดาวชีเยว่แห่งนี้งั้นหรือ"
หนิวโอวพยักหน้ารับพลางเล่า "ครับ ผมกับหนิวเค่อเป็นฝาแฝดกัน ถือว่าเป็นลูกหลงของพ่อแม่เลยก็ว่าได้ แต่ทว่าแม่ของพวกเราอายุไม่น้อยแล้วตอนที่ตั้งครรภ์ ท่านก็เลยเสียชีวิตตอนคลอด ส่วนพ่อ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูพวกเราสองพี่น้อง ท่านก็ดิ้นรนหาเส้นสายเพื่อเข้าร่วมภารกิจกับกลุ่มทหารรับจ้าง และสุดท้ายก็มาเสียชีวิตลงในช่วงที่เกิดคลื่นสัตว์อสูรถล่ม"
อวิ๋นจ้านไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าภูมิหลังของอีกฝ่ายจะยากลำบากถึงเพียงนี้ น้ำเสียงที่ราบเรียบยามบอกเล่าเรื่องราวทำเอาอวิ๋นจ้านอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสลดใจตามไปด้วย เขาเอ่ยขอโทษเบาๆ "ผมเสียใจด้วยนะ"
หนิวโอวโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจพลางตอบ "มันผ่านไปหมดแล้วล่ะครับ"
อวิ๋นจ้านจึงเปลี่ยนบทสนทนา "ก่อนหน้านี้เคยมีใครค้นพบมาก่อนไหมว่าหญ้าโฉ่วโฉ่วเป็นวัตถุดิบพลังงานระดับล่างขั้นสูง"
หนิวโอวส่ายหน้าแล้วเอ่ย "ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยครับ อย่างน้อยผมก็ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ผักป่าที่ผมเคยกินก่อนหน้านี้ล้วนแต่เป็นระดับล่างขั้นต่ำทั้งนั้น แม้แต่ระดับล่างขั้นกลางก็ยังแทบไม่เคยเห็นเลย"
หยวนเมิ่งไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไรนัก เมื่อเห็นว่าพวกเขาทั้งสามคนคุยกันอย่างออกรสโดยไม่มีเธอเข้าไปเกี่ยว เธอจึงลุกขึ้นเดินออกไปที่ลานบ้านเพื่อจัดการพรวนดินที่เพิ่งขุดเตรียมไว้
เธอทอดสายตามองต้นตั้งโอ๋ที่ถูกเด็ดยอดออกไปจนเหี้ยน เดิมทีเธอตั้งใจจะถอนพวกมันทิ้งเสีย แต่ก็ตัดสินใจปล่อยไว้ก่อน หลังจากรดน้ำให้พวกมันเสร็จ เธอก็หันไปรดน้ำต้นหอมชุนด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าเวลายังไม่เย็นมากนัก เธอจึงอยากจะกลับไปยังพื้นที่เก็บเกี่ยวอีกครั้งเพื่อขุดผักป่าชนิดอื่นๆ มาปลูกเพิ่ม ทว่าเมื่อมีแขกอยู่ในบ้าน การจะเอ่ยปากไล่พวกเขากลับไปก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก