- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นรัชทายาทพิการ แต่ข้าดันเทพทรู
- บทที่ 30 - ท่านอ๋องคือแสงสว่างนำทาง
บทที่ 30 - ท่านอ๋องคือแสงสว่างนำทาง
บทที่ 30 - ท่านอ๋องคือแสงสว่างนำทาง
บทที่ 30 - ท่านอ๋องคือแสงสว่างนำทาง
ท้องฟ้าเริ่มมีฝนโปรยปรายลงมา สายลมเหนือหอบเอาความหนาวเหน็บมาด้วยบางเบา บริเวณด้านหลังเวทีใหญ่ สตรีที่ได้รับการปลดปล่อยเหล่านั้นต่างยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ เฝ้ารอคอยการมาเยือนของท่านอ๋องอย่างเงียบสงบ
โม่หลีจัดแจงเสื้อผ้าเล็กน้อย ก่อนจะเข็นรถเข็นเดินเข้าไปอย่างช้าๆ
ใบหน้าอันหล่อเหลาสง่างามของโจวหลิงเฟิง ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของทุกคน บรรดาสตรีที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า หม่านอ๋องในข่าวลือไม่เพียงแต่จะไม่มีหน้าตาน่ากลัว ซ้ำยังดูสุภาพนุ่มนวลราวกับบัณฑิต หากมิใช่เพราะมีโรคร้ายที่ขาทั้งสองข้าง เขาจะต้องเป็นบุรุษรูปงามที่สง่างามเหนือผู้ใดเป็นแน่
"หม่านอ๋องพันปี!" บรรดาสตรีในลานกว้างต่างชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะคุกเข่าลงกราบพร้อมเพรียงกัน
"ลุกขึ้นเถิด!" โจวหลิงเฟิงโบกมือเบาๆ
สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นดั่งจอกแหนที่ลอยคว้างในยุคแห่งความวุ่นวาย เขาคาดเดาความยากลำบากของพวกนางไว้ล่วงหน้าแล้ว
"ท่านอ๋อง พวกข้าน้อยได้ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว มีเพียงเรื่องเดียวที่อยากจะขอร้องให้ท่านอ๋องทรงอนุญาต หากใต้เท้าไม่ตกลง พวกข้าน้อยก็ขอยอมคุกเข่าอยู่ที่นี่ไม่ลุกไปไหนเจ้าค่ะ!" สตรีที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดเอ่ยปากเป็นตัวแทนของทุกคน
"มีอะไรก็พูดมาเถิด" โจวหลิงเฟิงพยักหน้ารับ
"ข้าน้อยขอร้องให้ท่านอ๋องอนุญาตให้พวกเราอยู่รับใช้ที่นี่ ชีวิตของพวกข้าน้อยเป็นของท่านอ๋องแล้วเจ้าค่ะ!" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
ท้ายที่สุดแล้ว โจวหลิงเฟิงเป็นผู้ดึงพวกนางขึ้นมาจากขุมนรก ถือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต พวกนางก็ยินดีทำโดยไม่เสียดาย
"ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนไม่ต้องการกลับไป จะอยู่ต่อก็ย่อมได้"
โจวหลิงเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปที่ฝูงชนอีกครั้ง เขาย่อมต้องเคยอ่านแฟ้มประวัติของสตรีเหล่านี้มาแล้ว จึงรู้ดีว่าสตรีที่เป็นผู้นำผู้นี้มีนามว่าชิวถัง นางเคยเป็นถึงคุณหนูตระกูลเศรษฐีในเมืองหมั่งเฉิง ฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม นางเคยต่อกรกับพรรคมังกรเขียวมาแล้วหลายครั้ง ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายแก้แค้น ทำลายวรยุทธ์จนหมดสิ้นแล้วจับโยนเข้าคุกใต้ดิน
ส่วนสตรีคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดีที่เคยร่ำเรียนหนังสือ แม้ยามนี้จะสวมใส่เพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ทว่าระหว่างคิ้วยังคงแฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนง
"เรื่องราวในอดีตล้วนเป็นดั่งควันเมฆที่พัดผ่าน ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนเลือกที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งต่อไป!"
"ต่อให้พวกเราเคยตกลงไปในขุมนรกอันมืดมิด ทว่าย่อมมีสักวันที่พวกเราจะได้สัมผัสกับแสงสว่าง!" ร่างบนรถเข็นโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังยิ่งนัก
"จงจำไว้ พวกเจ้าคือราษฎรของเมืองหมั่งเฉิง"
"ข้าต้องการพวกเจ้าตลอดไป!" น้ำเสียงของโจวหลิงเฟิงเปลี่ยนจากดุดันเป็นอบอุ่นอ่อนโยน ทำให้ผู้คนน้ำตาร่วงในพริบตา
ยามนี้เมืองหมั่งเฉิงกำลังต้องการคน สตรีที่รู้หนังสือและมีสติปัญญาเหล่านี้ เพียงแค่ได้รับการสั่งสอนอีกเล็กน้อยก็สามารถแบกรับภาระหน้าที่สำคัญได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกนางล้วนเคยผ่านความสิ้นหวังและโหยหาการช่วยเหลือ ย่อมต้องยึดมั่นในความถูกต้องยุติธรรมตลอดไป สิ่งนี้เหมือนกับตอนที่เขาลากขาทั้งสองข้างมารับตำแหน่งที่เมืองหมั่งเฉิง เพียงเพื่อต้องการเบิกทางรอดให้แก่ราษฎรท่ามกลางกองเลือดและเปลวเพลิง
"ท่านอ๋องต้องการพวกเราจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
ในวินาทีนั้น เสียงสะอื้นไห้ดังระงมไปทั่วบริเวณ ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนคุกเข่าลงก่อน เพียงพริบตาเดียวร่างของทุกคนก็หมอบกราบลงกับพื้น "พวกข้าน้อยยินดีถวายชีวิตรับใช้ท่านอ๋อง ต่อให้ต้องตายเป็นหมื่นครั้งก็ไม่ขอปฏิเสธเจ้าค่ะ!"
ท่ามกลางเสียงตะโกนอันน่าสะเทือนใจ โม่หลีรีบเข็นรถเข็นพาเขากลับไปยังที่นั่งชมการแสดงที่ดีที่สุดอย่างรวดเร็ว
หงหลิงแม้จะเพิ่งเคยทำหน้าที่เป็นพิธีกรครั้งแรก ทว่าสตรีผู้นี้ราวกับเกิดมาเพื่อยืนอยู่บนเวทีใหญ่ นางไม่มีท่าทีตื่นเวทีเลยแม้แต่น้อย การแสดงร้องรำทำเพลงของเมืองหมั่งเฉิงในครั้งนี้กินเวลายาวนานถึงสองชั่วยาม ต่อให้ยามนี้จะมีฝนโปรยปรายลงมา ทุกคนก็ยังคงหลงใหลเพลิดเพลินไปกับการแสดง
นี่คือช่วงเวลาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่สุดของทั่วทั้งเมืองหมั่งเฉิง
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน หลายคนยังคงรู้สึกเสียดายและอยากชมต่อ นี่คือสตรีที่งดงามที่สุดในหอคณิกาเมืองหมั่งเฉิงเชียวนะ การแสดงร้องรำทำเพลงเช่นนี้ ปกติแล้วราษฎรตาดำๆ จะมีโอกาสได้เห็นหรือ โดยเฉพาะเสื้อผ้าของเหล่านางรำที่มองดูเผินๆ เหมือนจะมิดชิด ทว่ากลับเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนอยู่รำไร ทำเอาผู้คนต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก
ส่วนบรรดาขุนนางและเศรษฐีจากหลายตระกูลในเมืองหมั่งเฉิง ยามนี้ต่างก็ถือโอกาสเข้ามาตีสนิทและคารวะโจวหลิงเฟิง ด้วยความที่โจวหลิงเฟิงเป็นกันเองและไม่มีท่าทีหยิ่งยโส บรรดาสตรีในงานจึงพากันเข้าแถวเพื่อขอชนจอกสุราด้วยเช่นกัน
ห่างออกไปราวร้อยหมี่ อาชิงน้อยยังคงออดอ้อนให้เจียงชูเจี้ยนพานางไปพบโจวหลิงเฟิง ความรู้สึกนั้นช่างคุ้นเคยและผูกพันยิ่งนัก
ส่วนยอดฝีมือที่แฝงตัวเข้ามาชมการแสดงในนามของตระกูลหลิว ยามนี้กลับจงใจเดินทอดน่องเตรียมตัวจะจากไป พวกเขาอยู่ห่างจากโจวหลิงเฟิงเพียงสิบกว่าก้าวเท่านั้น
"ฆ่าไอ้อ๋องสุนัขนั่นซะ!"
เสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังขึ้น ยอดฝีมือสามสิบกว่าคนที่เตรียมการมาอย่างดี ต่างชักอาวุธพุ่งทะยานเข้าหาโจวหลิงเฟิงทันที ยอดฝีมือกลุ่มนี้ผู้ที่มีระดับพลังต่ำที่สุดก็ยังเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ระดับกลางและสูง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปรมาจารย์ขั้นสามแฝงตัวอยู่อีกถึงสี่คน! ในเมื่อคิดจะก่อกบฏสังหารหม่านอ๋อง ย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาล การเตรียมพร้อมจึงรัดกุมถึงขีดสุด
ในจังหวะนั้นเอง ลูกศรหน้าไม้ที่อาบยาพิษร้ายแรงก็พุ่งแหวกอากาศมาจากเงามืด
"ท่านอ๋อง สุราจอกนี้ดื่มไม่ได้เจ้าค่ะ..."
ชิวถังเพิ่งจะเดินเข้ามารินสุราให้ท่านอ๋อง ในเสี้ยววินาทีที่นางกำลังตำหนิตนเองในใจ ร่างของนางก็พุ่งเข้าทาบทับลงบนร่างของโจวหลิงเฟิงเสียแล้ว นางรู้เพียงว่าท่านอ๋องขาพิการ เคลื่อนไหวไม่สะดวก และชีวิตของนางก็เป็นท่านอ๋องที่มอบให้!
เสียงหัวลูกศรพุ่งทะลวงเข้าเนื้อดังทึบๆ ชิวถังรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปากของนางทันที
"พวกมันให้เงินข้าและข่มขู่ข้า บังคับให้ข้าลอบวางยาพิษในสุรา... แต่ท่านอ๋องคือ..." โจวหลิงเฟิงได้ยินประโยคครึ่งหลังที่ชิวถังเค้นเสียงลอดลำคอออกมาอย่างเลือนราง ว่าท่านอ๋องคือแสงสว่างนำทางของพวกเรา!
วินาทีต่อมา เมื่อลูกศรอาบยาพิษดอกที่สองพุ่งแหวกอากาศมา ใครจะคาดคิดว่าจะมีร่างสีเขียวอีกร่างพุ่งออกมาจากด้านข้าง นี่ก็เป็นสตรีจากหอคณิกาอีกคนหนึ่ง นางตั้งใจจะใช้หัวไหล่ของตนเองรับลูกศรแทนเขา
โจวหลิงเฟิงตาไวรีบคว้าตัวนางหลบไปด้านข้าง ในวินาทีนี้ต่อให้ต้องเปิดเผยระดับพลังที่แท้จริง เขาก็ไม่เสียใจ
ทว่าเงาดำอีกเจ็ดแปดสายได้พุ่งเข้ามาประชิดตัวแล้ว ประกายดาบสว่างวาบฟาดฟันตรงดิ่งมาที่ใบหน้าของเขา
...
"ขวางพวกมันไว้!" หงจิ่วหมิงปรากฏตัวขึ้นราวดั่งภูตผี นำยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งเข้ามาคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าโจวหลิงเฟิง
"คุ้มครองท่านอ๋อง!" เหลยซิงเมี่ยและคนอื่นๆ ก็รีบนำคนพุ่งเข้าไปช่วยเหลือทันที!
"พวกเจ้าไปพัวพันกับไอ้ขันทีน้อยนี่ไว้ ข้าจะไปเด็ดหัวหม่านอ๋องเอง!" ปรมาจารย์ขั้นสามระดับสูงผู้หนึ่งที่มีพลังปราณแท้หนาแน่นถึงขีดสุดเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาโจวหลิงเฟิงโดยตรง
ดวงตาของหงจิ่วหมิงทอประกายอำมหิต ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการรุมล้อมของปรมาจารย์ขั้นสาม ชั่วขณะหนึ่งเขาจึงไม่อาจปลีกตัวออกไปได้! แม้เขาจะบรรลุถึงระดับสามขั้นสูงสุดแล้ว ทว่าปรมาจารย์ขั้นสามระดับสูงหลายคนนี้ก็มีพลังฝีมือที่แข็งแกร่งและลึกล้ำยิ่งนัก เมื่อพวกเขาร่วมมือกัน ช่องว่างระหว่างพลังจึงแทบไม่ต่างกันเลย
"หม่านอ๋อง ยามนี้ข้างกายเจ้าไม่มีองครักษ์เหลืออยู่แล้ว จงรับความตายเสียเถอะ!"
เวลานี้ข้างกายโจวหลิงเฟิงเหลือเพียงโม่หลีที่วิ่งกลับมา และกลุ่มสตรีที่ไร้วรยุทธ์ ส่วนผู้ที่มีวรยุทธ์คนอื่นๆ ล้วนถูกดึงเข้าไปพัวพันในการต่อสู้จนหมดสิ้น
เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ราษฎรหลายคนที่กำลังจะแยกย้ายต่างก็ตื่นตระหนกตกใจและเกิดความวุ่นวายขึ้น หากไม่ใช่เพราะหยางอู่เฟิงสั่งให้ทหารรักษาความสงบเรียบร้อยไว้ เกรงว่าคงมีคนถูกเหยียบตายไปเป็นพันคนแล้ว
"จบสิ้นแล้ว ยอดฝีมือมากมายถึงเพียงนี้ คราวนี้หม่านอ๋องคงไม่รอดแน่!"
"ดูท่าทางคงจะเป็นฝีมือของคนจากเมืองฝูหนิงที่ส่งคนมาลงมือ!"
"เมืองหมั่งเฉิงกำลังจะวุ่นวายอีกแล้ว!"
นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของทุกคน ในอดีตเมืองหมั่งเฉิงก็เคยเกิดเหตุลอบสังหารมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยมีผู้ใดหนีรอดไปได้
"พวกเจ้าถอยไปให้หมด!"
"วันนี้ข้าจะให้พวกมันชดใช้ด้วยเลือด!" โจวหลิงเฟิงตวาดเสียงเย็นเยียบ
"ท่านอ๋องรีบหนีไปเจ้าค่ะ!"
น่าเสียดายที่เมื่อสิ้นเสียง สตรีรอบกายกลับไม่มีผู้ใดวิ่งหนี ซ้ำยังกรูกันเข้าไปขวางหน้าเหล่านักฆ่าราวกับคนบ้า บรรดานักฆ่าที่พุ่งเข้ามาถึงกับชะงักงัน สตรีเหล่านี้ไร้ซึ่งพลังฝีมือใดๆ ทว่ากลับตั้งใจแน่วแน่ที่จะมาส่งตัวตาย
[จบแล้ว]