- หน้าแรก
- พอกันทีวิถีพราน ข้าจะสร้างตำนานเคียงข้างจักรพรรดินี
- บทที่ 33 หวนกลับมาอีกครา
บทที่ 33 หวนกลับมาอีกครา
บทที่ 33 หวนกลับมาอีกครา
"ท่านอาจารย์ นางหลอกลวงพวกเรา เหตุใดท่านถึงยังเข้าข้างนางอีกเจ้าคะ!"
หงซวงตะโกนบอกเจียงไหลด้วยความน้อยใจ ทั้งยังพยายามปลุกปั่นหม่าลิ่ว หวังเหวิน ลู่หวูซาน และสมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษคนอื่นๆ ให้ร่วมเป็นปากเป็นเสียงกับนาง
ทว่าผลลัพธ์กลับถูกเจียงไหลถลึงตาใส่เข้าอย่างจัง ไอ้พวกที่อยู่ด้านหลังสองสามคนนั้นจึงพากันหดคอกลับไป
"อาจารย์อย่างข้าพูดกันตามเนื้อผ้า ไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้น"
เจียงไหลตัดสินเด็ดขาด "เอาล่ะ หารือเรื่องงานกันต่อ ใครขืนพูดจาสามหาวอีก ก็ไสหัวออกไป"
"ฮึ!" หงซวงแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ ถลึงตาจ้องอวิ๋นเจาอี๋อย่างดุร้าย หมายจะใช้สายตาต่างมีดดาบ ทิ่มแทงจักรพรรดินีหญิงให้พรุนเป็นสามแผลหกรู
อวิ๋นเจาอี๋ไม่ได้เก็บความอาฆาตมาดร้ายของหงซวงมาใส่ใจแม้แต่น้อย ทว่ากลับปรายตามองเจียงไหลด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะไม่ยิ้ม
ฮึ เจ้าผู้ชายสุนัข ดูผิวเผินเหมือนกำลังดุด่าหงซวง ทว่าแท้จริงแล้วกลับกลัวว่าข้าจะลอบเล่นงานนาง คิดจริงๆ หรือว่าข้าจะมองแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าไม่ออก?
ในใจของเจ้า ข้าเป็นคนใจแคบเช่นนั้นเชียวหรือ?
ก็ดี ช้าเร็วข้าจะให้เจ้าได้เห็นว่า แท้จริงแล้วข้ามีแผนการอยู่ในใจมากน้อยเพียงใด
"อาวุธสังหารอานุภาพร้ายแรงเหล่านี้ในตอนนี้ สามารถขนย้ายไปถึงใต้กำแพงด่านเยี่ยนเหมินได้จริงๆ หรือ?"
เมื่อได้สัมผัสกับการต่อสู้หลายต่อหลายครั้งในหมู่บ้านซีโกวด้วยตนเอง จักรพรรดินีหญิงจึงตระหนักดีว่า พลังรบของผู้คนในหมู่บ้านซีโกวล้วนต้องพึ่งพาอาวุธแบบใหม่ที่เจ้าผู้ชายสุนัขสร้างขึ้นมา พลังรบเฉพาะตัวของพวกเขาไม่น่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น
เจียงไหลกล่าวว่า "หน้าไม้ตั้งแท่นกับระเบิดมือพวกนี้ไม่มีปัญหา การเคลื่อนย้ายสะดวกมาก"
"แล้วปืนใหญ่เล่า?"
จักรพรรดินีหญิงเอ่ยถาม สิ่งที่นางโปรดปรานที่สุดก็คืออานุภาพการทำลายล้างของปืนใหญ่
เจียงไหลกล่าวอย่างเก้อเขินว่า "นี่ค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง ด้วยข้อจำกัดและเทคโนโลยีการถลุงเหล็กในปัจจุบัน ภายในระยะเวลาสั้นๆ ยังไม่สามารถย่อขนาดปืนใหญ่ให้เล็กลงโดยยังคงความเสถียรเอาไว้ได้ ปืนใหญ่สองกระบอกในหมู่บ้านซีโกวตอนนี้ กระบอกหนึ่งก็มีน้ำหนักเกินกว่าห้าพันชั่งแล้ว"
จักรพรรดินีหญิงพลันโมโหขึ้นมาทันที "เช่นนั้นพวกเจ้าแต่ละคนยังจะทำท่าทางโอหังพองขนกันอยู่อีกหรือ?"
บรรดาอาวุธสังหารอานุภาพร้ายแรงที่เจียงไหลสร้างขึ้นมา สิ่งที่อวิ๋นเจาอี๋ถูกใจมากที่สุดก็คือปืนใหญ่
และมีเพียงปืนใหญ่เท่านั้น ที่จะทำให้นางมีความมั่นใจว่าสามารถบุกประชิดด่านเยี่ยนเหมิน แล้วพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะได้
เจียงไหลถูมือไปมาพลางกล่าวว่า "พูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก ความมั่นใจคือรากฐานของการกระทำทุกสิ่ง พวกเขาเพียงแค่ไม่อยากเพิ่มความฮึกเหิมให้ผู้อื่นแล้วทำลายขวัญกำลังใจของพวกตัวเองก็เท่านั้น"
จักรพรรดินีหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "พวกเขาทีละคนล้วนถอดแบบมาจากเจ้า ในสายตาของข้า คนที่พึ่งพาไม่ได้ที่สุดก็คือเจ้านั่นแหละ"
หงซวงอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบ "หากท่านอาจารย์พึ่งพาไม่ได้ ป่านนี้ท่านคงถูกพวกกบฏสับเป็นเนื้อบดไปตั้งนานแล้ว จะปล่อยให้ท่านมาวางอำนาจบาตรใหญ่ที่นี่ได้อย่างไร?"
จักรพรรดินีหญิงกวาดสายตามองไป หงซวงก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน นางทนดูอวิ๋นเจาอี๋ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายแย่งอาจารย์ของนางไป
หลังจากฐานะจักรพรรดินีของอวิ๋นเจาอี๋ถูกเปิดเผย นางก็ยิ่งมีความเกลียดชังต่ออวิ๋นเจาอี๋เพิ่มมากขึ้น เมื่อเจ็ดปีก่อนนางเกือบจะอดตาย ก็เป็นเพราะราชสำนักต้าเฉียนไร้ความสามารถ จนส่งผลให้ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ชาวบ้านไม่อาจมีชีวิตรอดต่อไปได้
แต่จักรพรรดินีอย่างไรก็คือจักรพรรดินี หงซวงยังคงไม่กล้ารับผลที่ตามมาหากยั่วโมโหนาง ดังนั้นในยามนี้นางจึงก้มหน้าลงอย่างเจื่อนๆ
"เสด็จอาฝูอ๋องอาจมีใจคิดกบฏมาโดยตลอด ทว่าเขาจะต้องยังไม่ได้เตรียมการอย่างสมบูรณ์เป็นแน่ มิเช่นนั้นคงยกทัพก่อกบฏไปตั้งนานแล้ว คงไม่ยืดเยื้อมาลงมือเอาตอนที่ข้าปลอมตัวออกนอกวัง และคงไม่ไปสมคบคิดกับแคว้นหนานเยว่"
ในเมื่อหมู่บ้านซีโกวไม่มีกำลังพอที่จะตีโต้กลับ อวิ๋นเจาอี๋ย่อมต้องวางแผนเป็นอย่างอื่น
"เมื่อก้าวมาถึงขั้นนี้แล้ว เสด็จอาฝูอ๋องย่อมไม่ยอมล้มเลิกกลางคัน เขาจะต้องหวนกลับมาอีกคราเป็นแน่ และคงจะเร็วๆ นี้ด้วย"
จักรพรรดินีหญิงเอ่ยถามเจียงไหลว่า "หากกองกำลังชายแดนและกองทัพธงดำหวนกลับมาอีก เสบียงเครื่องกระสุนของเจ้า ยังจะสามารถต้านทานการโจมตีของพวกเขาได้อยู่หรือไม่?"
เจียงไหลให้คนรวบรวมข้อมูลเสบียงต่างๆ ไว้แต่แรกแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า "เรื่องนี้อวิ๋นเหนียงวางใจได้ การต้านทานการโจมตีของพวกเขาไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่การตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวตลอด ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีนักหรอกนะ"
อวิ๋นเจาอี๋กล่าวว่า "ไม่ต้องตั้งรับเป็นเวลานานนักหรอก แม้ว่าข้าจะไม่อาจติดต่อกับกององครักษ์รักษาพระองค์ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ น่าจะค้นพบแผนการร้ายของกองกำลังชายแดนด่านเยี่ยนเหมินมานานแล้ว เพียงแต่ข้าไม่อาจติดต่อพวกเขาได้ จึงไม่แน่ใจว่าพวกเขาไปขอความช่วยเหลือจากกองหนุนทัพใด และไม่รู้ด้วยว่าจะมาถึงเมื่อใด"
ทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกว่ามีกองหนุน
ดวงตาของเจียงไหลเป็นประกายขึ้นมาทันที เอ่ยถามว่า "เดิมทีพวกเจ้ากำหนดสถานที่ไว้ที่ใด และติดต่อกันด้วยวิธีไหน?"
ซานเป่ากล่าวว่า "พวกเรามีจุดติดต่ออยู่ภายในด่านเยี่ยนเหมิน"
"เรื่องสำคัญปานนี้ เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่รีบบอกเล่า?"
เจียงไหลกลอกตาบน "ตอนนี้คนของพวกเราถอนตัวออกมาหมดแล้ว ยังต้องส่งคนกลับเข้าไปอีกรอบจนได้"
อวิ๋นเจาอี๋ดีใจอย่างยิ่ง "ตอนนี้ภายในด่านเยี่ยนเหมินประกาศกฎอัยการศึกอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พวกเจ้ายังมีวิธีลอบเข้าเมืองไปได้อีกหรือ?"
"มันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเสียหน่อย"
เจียงไหลกล่าวอย่างไม่ใส่ใจพลางส่งสัญญาณให้หม่าลิ่วไปสั่งการให้คนเตรียมพร้อม และในเวลาเดียวกันก็ขอของแทนตัวจากจักรพรรดินีหญิง
จักรพรรดินีหญิงหยิบป้ายหยกประจำตัวออกมา แต่ยังคงดึงดันที่จะดูวิธีการเข้าเมืองของพวกเขา
เจียงไหลไม่เคยคิดที่จะปิดบังจักรพรรดินีหญิง การเข้าไปดูบรรดาลูกน้องลอบเข้าเมืองในระยะประชิดคงเป็นไปไม่ได้ ทว่าสามารถให้นางได้เห็นว่าบอลลูนไฮโดรเจนมีหน้าตาเป็นอย่างไร
ถุงลมที่เย็บจากหนังแกะขนาดมหึมา ถูกคนสิบกว่าคนช่วยกันดึงกางออก ภายในตะกร้าที่ห้อยอยู่ ตะเกียงน้ำมันไฟบรรลัยกัลป์ถูกจุดขึ้นมาแล้ว
เมื่อความร้อนอัดแน่นเข้าไปทีละน้อย ถุงลมก็ค่อยๆ พองตัวขยายใหญ่ขึ้น
สิ่งของขนาดมหึมานั้น ลอยขึ้นจากพื้นทีละนิดต่อหน้าต่อตาจักรพรรดินีหญิง ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในท้ายที่สุด
"ฝ่าบาท หรือว่าเขาจะเป็นเทพเซียนที่ถูกส่งลงมาจากสวรรค์จริงๆ?"
เมื่อได้เห็นกับตาว่าถุงหนังแกะธรรมดาๆ สามารถพาคนสองคนโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เช่นนั้น สายตาของซานเป่าที่มองเจียงไหลก็เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง นางขยับเข้าไปใกล้จักรพรรดินีหญิงพลางกระซิบกระซาบเสียงเบา
ภายในใจของจักรพรรดินีหญิงก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน เพียงแต่นางเก็บอาการได้ดีกว่าซานเป่า นี่ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจ้าผู้ชายสุนัขเรียกว่าวิทยาศาสตร์กระมัง
"ของเล่นชิ้นนี้เรียกว่าอะไร มันสามารถบินไปได้สูงแค่ไหน?"
"บอลลูนไฮโดรเจน หากไม่คำนึงถึงขีดจำกัดความอดทนของมนุษย์ ตามทฤษฎีแล้วอยากให้มันบินสูงแค่ไหน ก็บินได้สูงแค่นั้นแหละ"
จักรพรรดินีหญิงเอ่ยถาม "มันปลอดภัยหรือไม่?"
เจียงไหลส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ไม่มีสิ่งใดปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ทว่าการขึ้นและลงของบอลลูนไฮโดรเจน ในช่วงหลายปีมานี้หมู่บ้านซีโกวได้ลองผิดลองถูกจนได้ชุดประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบแล้ว หากนำไปใช้สอดแนมสถานการณ์ข้าศึกในแนวหน้า โดยพื้นฐานแล้วไม่น่าจะมีปัญ..."
คำว่า "หา" ยังไม่ทันหลุดออกจากปากเจียงไหลอย่างครบถ้วน เสียง "เฟี้ยว" ก็ดังแหวกอากาศมา เป็นลูกศรเหล็กดอกหนึ่งที่ถูกยิงลงมาจากบอลลูนไฮโดรเจน พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งปักลงบนพื้นห่างออกไปสิบกว่าเมตร
"มีสถานการณ์ผิดปกติ"
นี่คือวิธีการส่งข่าวที่สะดวกรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะคิดออกจากการใช้บอลลูนไฮโดรเจน
หม่าลิ่วไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นกลับมาแล้ว เจียงไหลรับมาเปิดดู สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลงทันที "ฝูอ๋องหวนกลับมาอีกคราแล้ว ห่างจากที่นี่ไม่ถึงยี่สิบลี้"
สีหน้าของอวิ๋นเจาอี๋ก็มืดครึ้มลงเช่นกัน ทว่าเจียงไหลกลับกล่าวต่อไปว่า "ยังมีกองทัพธงดำก็บุกมาแล้วด้วย น่าจะเร็วกว่าฝูอ๋องเสียอีก ตอนนี้มาถึงค่ายหมู่บ้านแล้ว"
อวิ๋นเจาอี๋สบถด่าด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ไอ้พวกเวรตะไลนี่"
"ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกลบ ไม่ต้องกลัว!"
เจียงไหลเอ่ยปลอบจักรพรรดินีหญิงประโยคหนึ่ง แล้วหันไปกล่าวกับหม่าลิ่วว่า "นอกจากบอลลูนไฮโดรเจนที่คนที่ไปด่านเยี่ยนเหมินเอาไปแล้ว ให้เอาที่เหลือทั้งหมดขึ้นบินเสีย พกระเบิดมือไปให้พอ"
หม่าลิ่วหันกลับไปถ่ายทอดคำสั่ง จากนั้นก็หันกายมุดหายลงไปใต้ดินทันที เพื่อไปจัดการเรื่องหน้าไม้ตั้งแท่นและปืนใหญ่
เจียงไหลและซานเป่าคอยคุ้มกันจักรพรรดินีหญิง ยังคงรั้งอยู่บนลานระเบียงแห่งนี้เพื่อบัญชาการรบ
ทางฝั่งค่ายหมู่บ้านซีโกว กองทัพธงดำที่ถอยไปแล้วหวนกลับมาด้วยความรวดเร็วดุจสายลม กองทหารม้าเบาสองกองพันเต็มๆ หลังจากข้ามผ่านค่ายหมู่บ้านมาแล้ว เมื่อห่างจากด่านปากพยัคฆ์ที่ห้าประมาณห้าลี้ พวกเขาก็ตั้งขบวนเตรียมพุ่งทะยาน หมายจะบุกตะลุยเข้าใส่เกาะร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งหิมะแห่งนั้น
ในครั้งนี้หลี่เหรินเซี่ยวไม่ได้นั่งรถศึก ทว่ากลับขี่ม้าศึกตัวใหญ่ ทรงพลัง หยุดอยู่พร้อมกับกององครักษ์ส่วนตัว ณ ตำแหน่งที่ทหารม้าเบาเริ่มพุ่งทะยาน เพื่อคอยบัญชาการรบ
ทหารม้าเบาสองพันนายนี้ คือกำลังคนทั้งหมดที่เขากับเฉินชวนสามารถดึงออกมาใช้ได้ หลังจากที่ได้รับจดหมายลับจากฝูอ๋อง เพื่อเตรียมทุ่มสุดตัวเป็นครั้งสุดท้าย
นี่คือการเทหมดหน้าตัก เพื่อเสี่ยงดวงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
เป็นเพราะฝูอ๋องรับประกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า จนถึงตอนนี้ จักรพรรดินีหญิงก็ยังคงไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ ต่อให้หมู่บ้านซีโกวจะมีอาวุธรูปแบบใหม่ ทว่าโอกาสชนะของเขา อวิ๋นหงอี้ ก็ยังมีมากพอ
ดังนั้นทางฝั่งแคว้นหนานเยว่ จึงต้องแสดงความจริงใจออกมา
ความจริงใจที่ว่าคือสิ่งใด?
นั่นก็คือการใช้ชีวิตคนไปถม เพื่อเผาผลาญอาวุธรูปแบบใหม่ของหมู่บ้านซีโกว
อาวุธรูปแบบใหม่ที่จักรพรรดินีหญิงลอบคิดค้นขึ้น ย่อมไม่ได้ผลิตในปริมาณมาก เสบียงที่เก็บสะสมไว้จะต้องมีไม่มากเป็นแน่
กองทัพธงดำสูญเสียไปมากถึงเพียงนี้แล้ว เดินมาถึงเก้าสิบเก้าก้าวแล้ว หากไม่เดินต่อในก้าวสุดท้าย หลี่เหรินเซี่ยวก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ
ดังนั้นหลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้ว เขาจึงกัดฟันส่งทหารม้าเบาสองพันนายออกมาอีกครั้ง เพื่อร่วมสู้เสี่ยงตายเป็นครั้งสุดท้ายกับฝูอ๋อง
ตูม!
ตูม!
ตูม!
ในขณะที่หลี่เหรินเซี่ยวยังคงทบทวนเส้นทางความคิดของตนเอง เสียงระเบิดก็ดังสนั่นขึ้นท่ามกลางกองทัพธงดำของเขาแล้ว
หลี่เหรินเซี่ยวตกใจสุดขีด เพิ่งจะบุกมาได้ไกลแค่ไหนเชียว ปืนใหญ่ของพวกนายพรานบัดซบเหล่านั้นได้รับการอัปเกรดอีกแล้วหรือ?
ทว่ากลับเห็นทหารองครักษ์ชี้ไปบนท้องฟ้าพลางตะโกนเสียงหลง "ท่านแม่ทัพ พวกมันโจมตีมาจากบนฟ้าขอรับ!"