เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 ยิงปืนใหญ่สักนัด

บทที่ 30 ยิงปืนใหญ่สักนัด

บทที่ 30 ยิงปืนใหญ่สักนัด


หนึ่งคน หนึ่งม้า หนึ่งเชลย...

ข้ามผ่านกองทัพนับพันหมื่น ควบม้าอย่างโดดเดี่ยวไปบนทุ่งหิมะที่ไม่ราบเรียบและแปดเปื้อนไปด้วยโลหิต

กีบเท้าม้าเหยียบย่ำลงบนหิมะที่ทับถมกันหนาเตอะจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ แม้จะเป็นม้าแก่ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในสนามรบ ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงหลุมบ่อใหญ่น้อยที่ถูกระเบิดได้ บางครั้งยังเหยียบโดนเศษซากของสหายหรือชิ้นส่วนของมนุษย์ แผ่นหลังอันกว้างขวางของมันจึงสั่นคลอนอย่างรุนแรง

ทว่าเงาร่างบนหลังม้ากลับนั่งตัวตรงอย่างมั่นคง ต่อให้ม้าศึกเบื้องล่างจะสั่นสะเทือนรุนแรงเพียงใด เขาก็ยังคงนิ่งสงบไม่ไหวติง

ทั่วร่างของเขาสวมชุดเกราะ ทุกชิ้นส่วนล้วนถูกเช็ดถูจนมันปลาบ สะท้อนแสงหิมะราวกับผิวน้ำในทะเลสาบที่เป็นประกายระยิบระยับ ส่องแสงวับวาวราวกับดวงดาว

คิ้วและดวงตาของเขาเด็ดเดี่ยว นัยน์ตากลมโตที่ทั้งแก่ชราและดูลึกล้ำเต็มไปด้วยแสงแห่งความดุดัน ราวกับเหยี่ยวที่กำลังลาดตระเวนอยู่บนน่านฟ้าของตน

"พี่เจียง เป็นซานเป่าองครักษ์ของซ้อขอรับ จะให้ยิงสังหารทหารม้าผู้นั้นเลยหรือไม่?"

บนด่านปากพยัคฆ์ที่ห้า เสียงสอบถามของหม่าลิ่วดังมาจากในกระบอกไม้ไผ่สื่อสาร

เจียงไหลไม่ได้ตอบกลับ การตัดสินใจนี้ควรให้อวิ๋นเหนียงเป็นคนทำ

ครึ่งบนของกำแพงไม้ที่ขวางอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งสองถูกถอดแผ่นไม้หนาทึบชั้นนอกออกไปแล้ว เผยให้เห็นกระจกที่ยังไม่ถือว่าโปร่งใสนัก เจือด้วยสีฟ้าครามของท้องฟ้าเล็กน้อย ทว่าเมื่อมองทะลุออกไปก็เพียงพอที่จะเห็นภายนอกได้อย่างชัดเจน

อวิ๋นเจาอี๋วางกล้องส่องทางไกลลง สถานการณ์ของซานเป่าดูเหมือนจะไม่สู้ดีนัก ทว่าจากการเคลื่อนไหวของนางที่ไม่ได้ดูติดขัด ก็คาดว่าคงไม่ได้รับการทรมานอันใด

ทหารม้าผู้นั้นคือหูจวินเซี่ยน แม่ทัพใหญ่ด่านเยี่ยนเหมิน หลังจากสงครามกับแคว้นหนานเยว่เมื่อสามปีก่อน นางเป็นคนแต่งตั้งเขาด้วยตนเอง

สิ่งที่ประทานให้เขาพร้อมกันนั้น ยังมีบรรดาศักดิ์เยี่ยนเหมินโหวที่ไม่อาจสืบทอดได้

เดิมทีคิดว่าสิ่งที่มอบให้เขานั้นมากพอแล้ว เขาจะสามารถปกป้องชายแดนแทนนางได้เป็นอย่างดี

ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า ในยามนี้เขากลับจับกุมหัวหน้าองครักษ์ของนางไว้ ทั้งยังขี่ม้าบุกเดี่ยวเข้ามาจนถึงเบื้องหน้านาง

ดูจากท่าทางอันเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นของเขา ราวกับว่าได้วางความเป็นความตายเอาไว้เบื้องหลังแล้ว

ชีวิตของเจ้า ไม่ควรเป็นของเจิ้นหรอกหรือ?

อวิ๋นเจาอี๋หยัดกายลุกขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้า เดินอย่างเชื่องช้าไปที่เบื้องหน้ากำแพงไม้ ชายเสื้อพลิ้วไหวไปตามสายลม ใบหน้างดงามหาใดเปรียบท้าทายลมหนาวและแสงสะท้อนจากหิมะ กลิ่นอายเย็นเยียบราวกับเทพธิดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์

ในเวลานี้ นางราวกับเป็นหนึ่งเดียวในใต้หล้า

"สตรีใจกล้าผู้นี้!"

เจียงไหลพึมพำเสียงเบา รีบลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้างกายนาง เกรงว่าอีกฝ่ายจะแอบยกมือซัดอาวุธลับอะไรเทือกนั้นออกมา

ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ต้องชะงักงัน

"กระหม่อม แม่ทัพใหญ่ด่านเยี่ยนเหมินหูจวินเซี่ยน รับบัญชาให้มาอัญเชิญฝ่าบาทเสด็จกลับนครหลวงพ่ะย่ะค่ะ!"

ฝ่า... ฝ่าบาท?

เจียงไหลจ้องมองมารดาของลูกอย่างเหม่อลอย ภายในใจบังเกิดคลื่นลมปั่นป่วน เขาคอยซักไซ้ไล่เลียงถึงฐานะของนางมาโดยตลอด และคอยคาดเดาถึงฐานะของนางมาโดยตลอดเช่นกัน

เดาว่านางเป็นบุตรีชนชั้นสูงจากตระกูลแม่ทัพสักแห่งในต้าเฉียน บุรุษน่าตายคิดว่าตนเองมีความกล้าหาญมากพอแล้ว ไหนเลยจะคาดคิดว่า...

นางกลับกลายเป็นฮ่องเต้น่าตายที่ถูกเขาด่าทอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน!

ความจริงแล้วสำหรับคนยุคปัจจุบันอย่างเจียงไหล ความแตกต่างระหว่างฐานะฮ่องเต้หญิงกับบุตรีชนชั้นสูงจากตระกูลแม่ทัพนั้นไม่ได้มากมายอันใดนัก ล้วนแต่เป็นชนชั้นปกครองที่กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายในสังคมศักดินาด้วยกันทั้งสิ้น

ทว่าการหลับนอนกับบุตรีชนชั้นสูงจากตระกูลแม่ทัพ และการหลับนอนกับฮ่องเต้หญิง ความรู้สึกและผลลัพธ์ที่จะตามมา เห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง

"อวิ๋นเหนียง เจ้า..."

บุรุษน่าตายไม่รู้ว่าควรจะยอมรับความจริงนี้อย่างไรดี เดิมทีเขาอยากจะฟังการยืนยันจากปากของอวิ๋นเจาอี๋ด้วยตนเอง

ทว่าฮ่องเต้หญิงในเวลานี้ราวกับผู้โดดเดี่ยวที่ถูกตัดขาดจากทุกสรรพสิ่งบนโลก นัยน์ตาของนางไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปนอีกแล้ว

"ขุนนางรักลำบากแล้ว ทว่าที่บอกว่ารับบัญชา เป็นการรับบัญชาจากผู้ใดกัน?"

อวิ๋นเจาอี๋ไม่ได้ปรายตามองหูจวินเซี่ยนแม้แต่น้อย น้ำเสียงของนางถึงขั้นไม่ได้ดังมากนัก ทว่าในวินาทีนี้ สรรพสิ่งบนโลกราวกับเงียบสงบลง มีเพียงน้ำเสียงของนางที่ดังก้องกังวานอยู่ระหว่างฟ้าดิน

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบุรุษน่าตายที่อยู่ข้างกาย หรือหูจวินเซี่ยนที่อยู่ใต้ลานกว้างลงไปกว่าสิบจ้าง ล้วนได้ยินอย่างชัดเจน

เจียงไหลถึงขั้นมองเห็นว่า ทั่วทั้งร่างของหูจวินเซี่ยนในวินาทีนี้แข็งทื่อไปหมด

"ทูลฝ่าบาท ตอนที่กระหม่อมรับบัญชานั้นถูกบอกกล่าวไว้ว่า หากถูกไต่ถามว่าบัญชานี้มาจากผู้ใด ขอเพียงฝ่าบาทเสด็จตามกระหม่อมไป ทุกอย่างย่อมกระจ่างแจ้งเองพ่ะย่ะค่ะ"

"หูจวินเซี่ยน สิ่งที่เจิ้นมอบให้ยังไม่พออีกหรือ?"

"ทูลฝ่าบาท ไม่ว่าจะเป็นสายฟ้าฟาดหรือหยาดพิรุณโปรยปราย ล้วนแต่เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ"

อวิ๋นเจาอี๋แค่นหัวเราะ "แต่เจ้าก็ยังคงก่อกบฏ"

หูจวินเซี่ยนค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตาฮ่องเต้หญิง แล้วกล่าวว่า "ฝ่าบาทใช้สรีระสตรีลักลอบขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ได้มาโดยมิชอบ ขัดต่อกฎบรรพชน กระหม่อมเพียงต้องการปราบปรามความวุ่นวายคืนสู่ความถูกต้อง คืนความสว่างไสวให้แก่ต้าเฉียน มิอาจนับเป็นคำว่ากบฏได้พ่ะย่ะค่ะ"

"ให้เจิ้นลองคิดดู พี่ชายทั้งสามของเจิ้น พี่สามฉีอ๋องตายไปแล้ว พี่ใหญ่ฉินอ๋องและพี่รองเยว่อ๋องย่อมไม่มีความกล้าพอที่จะสอนให้เจ้าพูดคำเหล่านี้ ทั่วทั้งศาลตระกูลกษัตริย์ ผู้ที่ยังมีความกล้าหาญและบารมีเช่นนี้ ดูเหมือนจะเหลือเพียงเสด็จอาของข้าแล้ว"

จู่ๆ ฮ่องเต้หญิงก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ตะโกนไปทางกองทัพใหญ่ด่านเยี่ยนเหมินที่อยู่ห่างออกไปกว่าสองลี้ด้วยเสียงอันดัง "ท่านว่าใช่หรือไม่ เสด็จอาฝูอ๋อง?"

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตาฝาดไปหรือไม่ แต่เมื่อสิ้นเสียงของฮ่องเต้หญิง ทหารรักษาชายแดนฝั่งนั้นดูเหมือนจะเกิดความโกลาหลขึ้นเล็กน้อย

เจียงไหลกลอกตาโดยสัญชาตญาณ นึกในใจว่าหรือเป็นเพราะนางคือฮ่องเต้ เสียงจึงดังไปไกลกว่าปกติกัน?

ด้านล่างลานกว้าง หูจวินเซี่ยนไปยืนอยู่ด้านหลังซานเป่าตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ มีดสั้นอันสว่างวาบเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอขาวผ่องเรียวยาวของนาง

"ฝ่าบาท โปรดประทานอภัยที่กระหม่อมล่วงเกินพ่ะย่ะค่ะ!"

"ไม่เป็นไร!"

อวิ๋นเจาอี๋สะบัดแขนเสื้ออย่างผ่าเผย มองดูซานเป่าที่ถูกควบคุมตัวไว้ แล้วเอ่ยถามว่า "ซานเป่า เจ้าเต็มใจตายเพื่อเจิ้นหรือไม่?"

ซานเป่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสงบและเย็นชาว่า "ต่อให้ตายหมื่นครั้งก็ไม่ขอปฏิเสธเพคะ"

หูจวินเซี่ยนชาญฉลาดยิ่งนัก เขาย่อตัวลง ซ่อนร่างของตนเองไว้ด้านหลังซานเป่าจนมิดชิด แล้วค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ม้าศึกของเขา

แต่อวิ๋นเจาอี๋กลับราวกับลืมเลือนหูจวินเซี่ยนผู้นี้ไปแล้ว นางหันกลับมากล่าวกับเจียงไหลว่า "บุรุษของเจิ้น..."

เจียงไหลตกใจ เอ่ยปากขัดจังหวะคำพูดของนาง "อวิ๋นเหนียง ยอมทนอยู่ดีกว่าตายจากไป สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นตายสิบไม่มีรอดสักหนึ่งเสียหน่อย"

บุรุษน่าตาย!

ฮ่องเต้หญิงเบิกตากว้างจ้องเขม็งอย่างดุเดือด ในช่วงเวลาที่จริงจังเช่นนี้ เจ้าจำเป็นต้องทำลายบรรยากาศด้วยหรือ?

หากไม่ได้กังวลว่าจะทำลายความน่าเกรงขามของตน ฮ่องเต้หญิงแทบอยากจะตบหน้าบุรุษน่าตายผู้นี้แรงๆ สักสองฉาด

อวิ๋นเจาอี๋เมินเฉยต่อความกวนประสาทของเจียงไหล นางยกมือขึ้นชี้ไปยังรถม้าอันหรูหราที่อยู่ท่ามกลางกองทัพด่านเยี่ยนเหมิน พลางกล่าวว่า "บุรุษของเจิ้น เต็มใจจะช่วยเจิ้นทำลายรถม้าคันนั้นหรือไม่?"

เรื่องแค่นี้เองหรอกหรือ เจ้าก็บอกมาตั้งนานแล้วสิ!

เจียงไหลลอบถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ กลิ่นอายของฮ่องเต้หญิงช่างน่าเกรงขามเหลือเกินจริงๆ เขากลัวว่านางจะปฏิบัติต่อเขาเหมือนที่ปฏิบัติต่อซานเป่า แม้ว่าเขาจะไม่รังเกียจที่จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องอวิ๋นเหนียงและลูก แต่หากรอดชีวิตได้ มีใครบ้างเล่าที่อยากจะตาย

"หม่าลิ่ว เอาปืนใหญ่ออกมา!"

ในเมื่อมารดาของลูกเรียกร้องมา ย่อมต้องจัดการให้อย่างสุดความสามารถ

ด้านล่างลานกว้างสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง จากนั้นช่องโพรงขนาดใหญ่กว่าเดิมก็เผยออกมา หลังเสียงดังกุกกักผ่านไป บุรุษฉกรรจ์สี่คนก็เข็นสิ่งของขนาดใหญ่สีดำทะมึนปรากฏขึ้นสู่สายตาของหูจวินเซี่ยน

ล้อเหล็กขนาดใหญ่สองล้อ ด้านบนมีท่อทองแดงขนาดใหญ่หนาเตอะวางอยู่ ปากกระบอกสีดำทะมึนแผ่ซ่านแสงอันเย็นเยียบ หัวใจของหูจวินเซี่ยนดิ่งวูบลงอย่างต่อเนื่อง

"หม่าเสี่ยวจิ่ว เล็งให้แม่นๆ หน่อย"

"ขอรับ ท่านอาจารย์"

หม่าเสี่ยวจิ่วเป็นน้องชายแท้ๆ ของหม่าลิ่ว เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี ในเวลานี้ยืนอยู่ด้านหลังปืนใหญ่ ยกนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างชี้ไปยังค่ายทหารด่านเยี่ยนเหมิน

"ซ้ายบนสิบ ดันระนาบห้า..."

ตามคำสั่งของหม่าเสี่ยวจิ่ว ก็มีคนเริ่มหมุนวงล้อที่ด้านข้างของปืนใหญ่ ลำกล้องปืนใหญ่ขนาดมหึมาเริ่มปรับทิศทางเล็กน้อย

"ท่านอาจารย์ ขออนุญาตยิงทดสอบเพื่อปรับศูนย์ขอรับ!"

เมื่อปรับเบื้องต้นเสร็จสิ้น หม่าเสี่ยวจิ่วก็ขอคำสั่ง

"อวิ๋นเหนียง เจ้าจะเป็นคนออกคำสั่งหรือไม่?"

เจียงไหลขยับเข้าไปใกล้ประจบฮ่องเต้หญิง ฮ่องเต้หญิงเองก็สงสัยในอาวุธสังหารชิ้นนี้ที่เจียงไหลไม่ยอมนำออกมาใช้สักที นางจ้องมองหูจวินเซี่ยนที่จับตัวซานเป่าไว้เป็นตัวประกันอย่างเย็นชา แล้วกล่าวว่า "ขุนนางรัก เบิกตาของเจ้าให้กว้างแล้วดูให้ดี"

เมื่อกล่าวจบ ฮ่องเต้หญิงก็ตะโกนสั่งว่า "ยิงปืนใหญ่สักนัด!"

จบบทที่ บทที่ 30 ยิงปืนใหญ่สักนัด

คัดลอกลิงก์แล้ว