- หน้าแรก
- พอกันทีวิถีพราน ข้าจะสร้างตำนานเคียงข้างจักรพรรดินี
- บทที่ 21 ของเจิ้น ของเจิ้น ทั้งหมดล้วนเป็นของเจิ้น...
บทที่ 21 ของเจิ้น ของเจิ้น ทั้งหมดล้วนเป็นของเจิ้น...
บทที่ 21 ของเจิ้น ของเจิ้น ทั้งหมดล้วนเป็นของเจิ้น...
ภายในหมู่บ้าน การเก็บกวาดสนามรบยังคงดำเนินต่อไป
ของเชลยศึกนานาชนิดถูกขนส่งไปยังสถานที่จัดเก็บเฉพาะอย่างต่อเนื่องเพื่อแยกหมวดหมู่
ในช่วงเวลาอีกยาวนานต่อจากนี้ จุดศูนย์กลางการทำงานของทุกคนในหมู่บ้านซีโกวจะอยู่ที่เรื่องนี้
ท้ายที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ขาดแคลนเสบียงเช่นนี้ ของเชลยศึกกองใหญ่นี้ก็เทียบได้กับรายได้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
ในการจัดการเรื่องเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าชาวหมู่บ้านซีโกวชำนาญกว่าเจียงไหล
ดังนั้นแม้จะเห็นว่าชาวบ้านถึงขั้นเก็บกู้ชิ้นส่วนซากเนื้อม้าศึก เจียงไหลก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
ช่วงชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ ไม่กินเนื้อม้าก็พอแล้ว
เมื่อพาจักรพรรดินีหญิงมายังจุดรวมพลของหน่วยรบพิเศษ อวิ๋นเจาอี๋ก็ได้เห็นสมาชิกทั้งหมดเป็นครั้งแรก
โดยมีหม่าลิ่วเป็นผู้นำ รวมทั้งหมดมียี่สิบสามคน
จักรพรรดินีหญิงตกใจมาก นางถึงขั้นมีความคิดแผลงๆ ว่า หากหลี่เหรินเซี่ยวรู้ว่าพรานป่าเพียงยี่สิบสามคนทำให้กองทัพธงดำสูญเสียกำลังรบไปมากถึงเพียงนี้ เขาจะโกรธจนอกแตกตายคาที่หรือไม่
"พี่เจียง พี่สะใภ้!"
ทั้งยี่สิบสามคนกำลังกินอาหาร เมื่อเห็นเจียงไหลและอวิ๋นเจาอี๋เดินเข้ามาต่างก็พากันเอ่ยทักทาย
เจียงไหลเห็นจนชินแล้วจึงไม่แปลกใจ เขาหยิบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวอย่างไม่ใส่ใจ
แต่อวิ๋นเจาอี๋กลับตอบรับอย่างจริงจัง
หากคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจิ้น เพียงแค่ความดีความชอบของพวกเขาในตอนนี้ แต่ละคนก็เพียงพอที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางบู๊ขั้นห้าระดับล่างแล้ว
หม่าลิ่วอาจจะถึงขั้นได้รับบรรดาศักดิ์ด้วยซ้ำ...
แต่เมื่อคิดดูแล้ว ผู้มีความสามารถเหล่านี้ล้วนเป็นลูกน้องของเจ้าผู้ชายเฮงซวย เมื่อหักลบกลบหนี้แล้ว นั่นก็เท่ากับว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจิ้นเช่นกัน
จักรพรรดินีหญิงมีสีหน้าเบิกบานใจ
ของเจิ้น ของเจิ้น ทั้งหมดล้วนเป็นของเจิ้น...
เมื่อเห็นเจียงไหลกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับทุกคน จักรพรรดินีหญิงก็ทำตามอย่าง นางหยิบอาหารขึ้นมาเคี้ยวกลืนอย่างช้าๆ ตามไปด้วย
"หม่าลิ่ว สรุปสถานการณ์รบหน่อย"
"ขอรับ พี่เจียง ศึกนี้ พวกเราสังหารศัตรูไปทั้งหมด..."
เจียงไหลเอ่ยถามอย่างสบายๆ หม่าลิ่วก็ตอบอย่างสบายๆ เช่นกัน ค่ายทัพหน้าของกองทัพธงดำถือว่าถูกทำลายจนหมดสิ้น ค่ายเกราะหนักและค่ายทหารม้าทะลวงฟันที่อยู่ด้านหลังมีการสูญเสียน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
เจียงไหลอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "อานุภาพทำลายล้างของระเบิดขนาดใหญ่ยังไม่เพียงพอสินะ"
"จริงขอรับ ต้องให้พวกที่โรงผลิตอาวุธเร่งมือหน่อยแล้ว ข้าคิดว่าการใช้แผ่นเหล็กทำเปลือกระเบิดตามที่พี่เจียงเคยบอก อานุภาพการระเบิดจะต้องเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัวอย่างแน่นอน"
"หากอานุภาพระเบิดเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่า ศึกครั้งนี้พวกเราก็คงไม่สิ้นเปลืองของในคลังไปมากขนาดนั้น"
"พวกคนในโรงผลิตอาวุธก็แค่เกียจคร้าน เป็นเพราะให้ความกดดันไม่พอ ใช้ชีวิตสุขสบายเกินไป"
"ใช่ ควรเอาแส้หวดก้นพวกเขาสักหน่อย..."
สมาชิกหน่วยรบพิเศษต่างพากันออกความเห็นเซ็งแซ่ นี่คือวิธีปรับอารมณ์หลังการต่อสู้ที่เจียงไหลสอนพวกเขานั่นเอง
"พวกคนเถื่อนหนานเยว่ตั้งค่ายแล้ว เตรียมการที่จะปิดล้อมพวกเราในระยะยาว แม้ว่าพวกเราจะไม่กลัวการถูกปิดล้อม แต่ข้างเตียงหลับนอน จะยอมให้ผู้อื่นมานอนกรนอยู่ข้างๆ ได้อย่างไร พวกเราต้องทำให้พวกเขารู้ว่า หมู่บ้านซีโกวไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาควรจะมา"
เมื่อเห็นว่าทุกคนกินกันจนเกือบอิ่มแล้ว เจียงไหลจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปยังการจัดเตรียมในขั้นตอนต่อไป แทนที่จะออกคำสั่งโดยตรง
"ยุทโธปกรณ์ของพวกเรามีไม่เพียงพอ นั่นเป็นปัญหาใหญ่มาโดยตลอด พวกคนเถื่อนหนานเยว่อยากจะปิดล้อมหมู่บ้านซีโกวจนตาย พวกเราต้องไม่ยอมให้พวกเขาสมหวังเป็นอันขาด แต่ข้ามีข้อเรียกร้องหนึ่งข้อ จงใช้ความสูญเสียให้น้อยที่สุดเพื่อทำลายขวัญกำลังใจของพวกเขาซะ"
เจียงไหลโยนมาตรฐานทางยุทธวิธีออกไป สมาชิกหน่วยรบพิเศษก็เริ่มรับช่วงต่อ
"พวกคนเถื่อนหนานเยว่อาศัยอยู่ในเขตอากาศร้อนมาตลอดทั้งปี การทำศึกในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาถนัดอยู่แล้ว หากปิดล้อมหมู่บ้านซีโกว พวกเขาต้องทรมานกว่าพวกเราอย่างแน่นอน"
"ลอบโจมตีก่อกวนพวกเขา ทำให้ประสาทของพวกเขาตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะสามารถรักษากำลังใจของกองทัพไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง..."
"..."
นี่เป็นการถกเถียงเรื่องยุทธวิธีที่แปลกใหม่ จักรพรรดินีหญิงอวิ๋นเจาอี๋รับฟังอยู่ตลอด ราวกับได้เปิดโลกใบใหม่
ยุทธวิธีถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคืออาศัยช่วงเวลากลางคืนไปลอบวางระเบิดค่ายของกองทัพธงดำหนานเยว่
ทว่าเมื่อเห็นวัตถุระเบิดที่เจียงไหลสั่งให้คนนำมา จักรพรรดินีหญิงก็รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง
มันกลับเป็นถุงหนังแกะ
"ในนี้ไม่ได้ใส่ดินปืนไว้หรอกหรือ"
นางหยิบถุงหนังแกะใบหนึ่งขึ้นมาลองสัมผัสดู เมื่อยืนยันได้ว่ามันว่างเปล่า อวิ๋นเจาอี๋จึงกล่าวว่า "ข้ารู้ว่าจุดประสงค์ของท่านเป็นเพียงการทำให้กองทัพธงดำแตกตื่นตกใจ เพื่อสร้างความกดดันทางจิตใจให้กับพวกเขา แต่นี่มัน ไม่ดูล้อเล่นเกินไปหน่อยหรือ"
ความรู้สึกคุ้นเคยบ้าๆ เรื่องคาดหวังให้สามีเป็นยอดคนโผล่มาอีกแล้ว!
เจียงไหลมองจักรพรรดินีหญิงที่กำลังรอคอยคำอธิบายอย่างจริงจังด้วยความจนใจ แล้วกล่าวว่า "จะล้อเล่นหรือไม่ เดี๋ยวค่ำๆ ข้าจะให้เจ้าดูผลลัพธ์ด้วยตาตัวเอง แต่ว่าอวิ๋นเหนียง เวลาที่อยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ เจ้าช่วยไว้หน้าข้าบ้างสักหน่อยจะได้ไหม"
จักรพรรดินีหญิงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสมาชิกหน่วยรบพิเศษเหล่านั้นล้วนกำลังกลั้นหัวเราะขณะมองมาที่นางและเจียงไหล นางเพียงปรายตามองเรียบๆ จากนั้นก็กล่าวกับเจียงไหลอย่างไม่สะทกสะท้านว่า "ข้าพาเสี่ยวเนี่ยนจวินมาหาท่าน ยังทำให้ท่านมีหน้ามีตาไม่พออีกหรือ"
เพียงประโยคเดียวก็สวนกลับจนเจียงไหลถึงกับพูดไม่ออกแล้ว
เขาจึงตัดสินใจไม่พูดอะไรอีก และเริ่มกำหนดแผนการลอบโจมตียามวิกาลอย่างละเอียด
หน่วยรบพิเศษยี่สิบสามคน รวมกับเจียงไหลและจักรพรรดินีหญิง ทั้งหมดมียี่สิบห้าคน แบ่งออกเป็นห้ากลุ่ม
เจียงไหลเป็นกลุ่มแรก โดยพาอวิ๋นเจาอี๋ และสมาชิกหน่วยรบพิเศษสามคน ได้แก่ หม่าเชา ลู่หวูซาน และหวังเหวินไปด้วย
ทั้งห้าคนล้วนเปลี่ยนไปสวมเสื้อขนแกะ และสวมหมวกสักหลาดสีขาวไว้บนศีรษะ ตอนนี้พวกเขากำลังหมอบซุ่มอยู่ในหลุมหิมะ แทบจะกลืนไปกับหิมะสีขาว
"พี่เจียง ทัพหลักของพวกคนเถื่อนหนานเยว่ตั้งค่ายอยู่ด้านใน ส่วนรอบนอกล้วนเป็นค่ายของกลุ่มแรงงานชาวบ้าน โดยพื้นฐานแล้วไม่มีการป้องกันอะไร แต่การจะลักลอบเข้าไปในค่ายทัพหลักโดยไร้สุ้มเสียงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย"
หวังเหวินที่มีอายุน้อยที่สุดลอบออกไปสอดแนมอยู่ครู่หนึ่งแล้วกลับมารายงาน จากนั้นจึงเสนอแนะว่า "ตอนนี้เพิ่งจะหัวค่ำ พวกคนเถื่อนหนานเยว่แทบจะยังไม่ได้พักผ่อนกันเลย มิสู้พวกเราจุดระเบิดให้เกิดเสียงดังสักสองสามครั้งในค่ายแรงงานชาวบ้านเป็นอย่างไร"
เจียงไหลยังไม่ทันได้ตอบ อวิ๋นเจาอี๋ก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างไม่พอใจ "การสร้างความเคลื่อนไหวในค่ายแรงงานชาวบ้าน ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของค่ายทัพหลักได้เลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นพวกเรามาเที่ยวนี้ไม่สูญเปล่าหรอกหรือ เจ้ามีความคิดมักง่ายเช่นนี้ได้อย่างไร"
หวังเหวินถูกจักรพรรดินีหญิงตำหนิจนหน้าแดงหูแดง
เจียงไหลกล่าวว่า "อวิ๋นเหนียง เจ้าอย่าเข้าใจผิดไป ความจริงแล้วเขาก็แค่เป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า การบุกเข้าไปถึงค่ายหลักของทัพศัตรู หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจจะไม่ได้กลับมาอีก วิญญูชนไม่ไปยืนอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้พังทลาย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเป็นคนพูดหรือ"
ใครจะคาดคิดว่าจักรพรรดินีหญิงไม่ซาบซึ้งใจเลยแม้แต่น้อย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "ในฐานะทหาร เมื่อลงสู่สนามรบแล้ว ย่อมต้องถือการบรรลุเป้าหมายทางทหารเป็นภารกิจอันดับแรก พวกเจ้าในอนาคตล้วนต้องเป็นแม่ทัพ จะเปลี่ยนแผนการกลางคันอย่างง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร คุมทัพเช่นนี้ จะทำให้ผู้อื่นยอมศิโรราบได้อย่างไร"
หวังเหวินแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี นี่ข้าทำผิดมหันต์ถึงเพียงนั้นเลยหรือ
เจียงไหลรู้ว่านี่ไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงของหวังเหวิน จึงช่วยอธิบายให้เขา "อวิ๋นเหนียง เจ้าพูดแรงไปแล้วนะ เจตนาของเด็กคนนี้ก็ดี เขาแค่เป็นห่วงว่าสตรีอย่างเจ้าลอบเข้าไปในค่ายศัตรูแล้วจะไม่ปลอดภัย ไม่เพียงเจ้าจะมองความหวังดีของเขาเป็นเรื่องเลวร้าย แต่ยังขยายประเด็นให้ใหญ่โตถึงเพียงนี้ หากสร้างบาดแผลในใจให้เด็กคนนี้ขึ้นมาจะทำอย่างไร"
คำศัพท์แปลกใหม่เหล่านั้น ทำให้สีหน้าของจักรพรรดินีหญิงยิ่งดำคล้ำลงกว่าเดิม ก่อนจะหันไปเล็งเป้าโจมตีใส่เจ้าผู้ชายเฮงซวยแทน
"ล้วนเป็นคำกล่าวอ้างข้างๆ คูๆ ความปลอดภัยของข้าต้องให้เขามาเป็นห่วงด้วยหรือ ในเมื่อข้าเลือกที่จะออกมาลอบโจมตีค่ายพร้อมกับพวกเจ้า นั่นก็คือมาในฐานะนักรบ ต่อให้พบเจอกับอันตราย นั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่สุด จะยอมล้มเลิกเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ เพียงเพราะห่วงความปลอดภัยของข้าคนเดียวได้อย่างไร"
ไหงยิ่งพูดยิ่งใส่อารมณ์เสียล่ะเนี่ย
เจียงไหลขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า "ก่อนอื่นเลยนะ การออกมาลอบโจมตียามวิกาลของกลุ่มเรา เป้าหมายแรกไม่ใช่การโจมตีค่าย แต่เป็นการฝึกซ้อมสังเกตการณ์เชิงสาธิต อีกทั้งเป้าหมายของการเรียนรู้และสังเกตการณ์ไม่ใช่พวกเขาสามคน แต่เป็นเจ้านะ อวิ๋นเหนียง"
"ข้าเข้าใจความรู้สึกที่ท่านอยากปกป้องข้า และขอบคุณที่ท่านให้ความสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้"
ใบหน้าของอวิ๋นเจาอี๋ยังคงมองไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ทว่าทิศทางของคำพูดกลับพลิกผันอย่างกะทันหัน "แต่ในเมื่อเป็นแผนปฏิบัติการที่กำหนดขึ้นเพื่อข้าโดยเฉพาะ เช่นนั้นก็ไม่ควรทำส่งเดชกับข้า ทุกอย่างควรเป็นไปตามสถานการณ์รบจริง"
"ข้าไปทำมักง่ายกับเจ้าตอนไหนกัน!"
เจียงไหลชี้ไปที่ค่ายของกองทัพธงดำด้วยความโมโหแล้วกล่าวว่า "ค่ายแรงงานชาวบ้าน หรือว่าไม่ใช่ค่ายของกองทัพธงดำหรือไง"
"ข้าไม่อยากจะโต้เถียงกับท่านต่อไปแล้ว พวกท่านจะเข้าค่ายทัพหลักหรือไม่ข้าไม่สน ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าไปแน่"
เจียงไหล "..."
คุยด้วยเหตุและผลอยู่ดีๆ ไหงจู่ๆ ถึงได้มาล้มโต๊ะกันแบบนี้ล่ะ
แบบนี้มันจะไปเข้ากับความสูงศักดิ์ทั่วทั้งตัวเจ้าได้อย่างไร!
ลูกน้องตัวน้อยทั้งสามคนก็งุนงงเป็นไก่ตาแตกกับการกระทำอันเอาแต่ใจของจักรพรรดินีหญิงเช่นกัน สายตาที่พวกเขาลอบมองเจียงไหลเต็มไปด้วยความเห็นใจ
ที่แท้สตรีก็เป็นเช่นนี้นี่เอง โชคดีที่พวกเรายังไม่มีเมีย
เมื่อขัดใจจักรพรรดินีหญิงไม่ได้ เจียงไหลจึงได้แต่ยอมโอนอ่อนให้ภรรยาเป็นผู้นำและสามีเป็นผู้ตาม
ทั้งห้าคนมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่หวังเหวินลอบสำรวจเอาไว้ และลอบเข้ามาถึงรอบในของค่ายกองทัพธงดำได้โดยสวัสดิภาพ
การวางกำลังป้องกันที่นี่แน่นหนากว่ามาก มีหน่วยลาดตระเวนอยู่หลายกลุ่ม
ทั้งห้าคนเลือกมุมมืดที่หน่วยลาดตระเวนเดินมาไม่ถึง จากนั้นก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือเป่าลมเข้าไปในถุงหนังแกะจนพองเต็ม
ก่อนจะวางลง ก็ออกแรงเขย่ามันอีกพักหนึ่ง จากนั้นจึงต่อสายชนวน
ทั้งห้าคนพกถุงหนังแกะมาคนละห้าใบ หลังจากเลือกกระโจมที่อยู่ใกล้ที่สุดไม่กี่หลังแล้วนำไปกองไว้ ในที่สุดสายชนวนยาวทั้งยี่สิบห้าเส้นก็ถูกมัดรวมกันเป็นเกลียวเดียว
หวังเหวินอยู่รอจุดไฟ ส่วนอีกสี่คนที่เหลือได้วิ่งกลับไปตามเส้นทางเดิมจนถึงค่ายแรงงานชาวบ้านและหามุมซ่อนตัวเรียบร้อยแล้ว
ท่ามกลางความมืด ประกายไฟจุดหนึ่งพุ่งทะยานไปบนพื้นหิมะอย่างรวดเร็ว ราวกับงูน้อยที่กำลังเลื้อยปราดเปรียว
อวิ๋นเจาอี๋จ้องมองกระโจมเหล่านั้นตาไม่กะพริบ
ตูม!!
แทบจะในเวลาเดียวกัน แสงไฟสว่างจ้าก็สว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
ในชั่วพริบตาที่แสงไฟพวยพุ่งขึ้น กระโจมเหล่านั้นก็ราวกับถูกพายุหมุนพัดถล่ม มันสั่นไหวอย่างรุนแรงอยู่พักหนึ่ง จากนั้น...ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
"แค่นี้?"
อวิ๋นเจาอี๋หันขวับไปมองเจียงไหลด้วยความผิดหวังยิ่ง
เจียงไหลหัวเราะหึๆ ก่อนจะกล่าวว่า "อย่าใส่ใจเรื่องผู้บาดเจ็บล้มตายเลย จุดประสงค์ของพวกเราคือทำให้กองทัพธงดำประสาทตึงเครียดจนไม่กล้าพักผ่อนง่ายๆ เจ้าลองบอกมาสิว่าพวกเขาวุ่นวายหรือไม่วุ่นวาย"
แน่นอนว่าต้องวุ่นวาย แม้ว่าถุงหนังแกะเหล่านั้นจะมีอานุภาพทำลายล้างไม่มากนัก แต่ตอนที่ระเบิดเสียงของมันก็ดังสนั่นหวั่นไหวจริงๆ
"ศัตรูบุก!"
ทั่วทั้งค่ายของกองทัพธงดำวุ่นวายไปหมด ทว่าพวกเจียงไหลทั้งห้าคนกลับลอบเร้นกายกลับมายังหมู่บ้านซีโกวอย่างเงียบเชียบแล้ว