- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 214 ชื่อเสียงอันเลื่องลือ (1/2)
214 ชื่อเสียงอันเลื่องลือ (1/2)
214 ชื่อเสียงอันเลื่องลือ (1/2)
เช้าวันรุ่งขึ้น
ภายในหอพักของดันเต้ แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนพื้นห้องนั่งเล่น ดันเต้ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดมา บนโซฟามีหนึ่งคนกับหนึ่งแมวกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยกัน
[คอลัมน์หน้าแรกของหนังสือพิมพ์สมาพันธ์ราชอาณาจักร]
[...กษัตริย์ลักซัสที่ 6 แห่งอาณาจักรโทมาฟิส ถูกผู้ใช้คำสาปนิรนามทรมานอย่างแสนสาหัสราวกับตกนรกทั้งเป็น นานเกือบสามเดือนก่อนที่จะสวรรคต...]
[...ภายใต้การทรมานอย่างโหดเหี้ยม ลักซัสที่ 6 กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมลงทุกวัน จนในที่สุดก็เสียสติไปอย่างสมบูรณ์...]
[...และเมื่อไม่นานมานี้ องค์ชายลำดับ 3 อาริค พระราชโอรสสุดที่รักของลักซัสที่ 6 ได้ประสบอุบัติเหตุถูกโจมตีระหว่างปฏิบัติภารกิจสนับสนุนอาณาจักรแลนเดียร์ ส่งผลให้สมองได้รับความเสียหายจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นคืนสติได้ เรื่องนี้จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่บดขยี้สภาพจิตใจของลักซัสที่ 6 ให้พังทลายลง...]
[...ลักซัสที่ 6 ทรงเลือกที่จะปลิดชีพตนเองในยามวิกาล เมื่อมีคนมาพบก็สายเกินกว่าจะช่วยชีวิตไว้ได้แล้ว...]
[...ลักซัสที่ 6 ได้ทิ้งจดหมายเลือดไว้ก่อนสวรรคต บนนั้นบันทึกรายชื่อของผู้ต้องสงสัยที่พระองค์คาดว่าจะเป็นผู้ใช้คำสาป ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นศัตรูหรือผู้ที่มีความบาดหมางกับลักซัสที่หกมาก่อน...]
"..."
ดันเต้กวาดสายตาดูรายชื่อในจดหมาย
"เดี๋ยวนะ ทำไมถึงมีชื่อของผมอยู่บนนี้ด้วยล่ะ!"
นิ้วของดันเต้ลากไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อเขาเห็นชื่อของตัวเอง เขาก็ร้องตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาล
"เมี๊ยวๆๆ!! เจ้าทำเรื่องชั่วไว้แท้ๆ ยังจะมาตีหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้อีกนะเมี๊ยว!!"
เมื่ออาจารย์แมวเห็นสีหน้าของดันเต้แล้ว มันก็แทบอยากจะเอาอุ้งเท้าข่วนหน้าสักที เวลานี้แกยังจะมาแสดงละครตบตาใครอีกล่ะ! ถ้าไม่ติดว่ามันรู้ดีแก่ใจว่านี่เป็นฝีมือของดันเต้ล่ะก็ เผลอๆ มันคงโดนหมอนี่หลอกเนียนไปแล้ว
"ชิ การเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีจรรยาบรรณรู้ไหม? ต้องอินกับบทบาทและรักษาทักษะการแสดงไว้ตลอดเวลา ขนาดว่าต้องหลอกให้คนรอบข้างและตัวเองเชื่อสนิทใจให้ได้ แบบนั้นถึงจะเรียกว่าแนบเนียนไร้ที่ติไงล่ะ"
เพียงเสี้ยววินาที ดันเต้ก็กลับคือสู้ท่าทางผ่อนคลายไม่ยี่หระเหมือนเดิม พร้อมกับเอื้อมมือไปดีดหน้าผากอาจารย์แมวเบาๆ จากนั้นเขาก็นั่งไขว่ห้าง สะบัดหนังสือพิมพ์ แล้วพลิกไปหน้าถัดไป
"มาดูกันดีกว่าว่ายังมีข่าวดีอะไรน่าตื่นเต้นอีกบ้าง..."
เนื้อหาข้างหลังส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์โลก
[...ปัจจุบันแม้ว่าอาณาจักรโทมาฟิสจะดูเหมือนสงบสุข แต่กลับมีเค้าลางของสงครามกลางเมือง องค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองเตรียมพร้อมที่จะเปิดศึกชิงบัลลังก์มาตั้งแต่ตอนที่ลักซัสที่ 6 ประชวรหนักแล้ว ส่วนองค์หญิงใหญ่ก็ไม่ควรดูแคลนเช่นกัน ทว่าการสวรรคตก่อนเวลาอันควรของลักซัสที่ 6 ที่เหนือความคาดหมายของทุกคน กลับทำให้บรรดาทายาทไม่กล้าผลีผลามขยับตัว ส่งผลให้สถานการณ์ตอนนี้ถูกรักษาสมดุลไว้อย่างแปลกประหลาด...]
[...แต่ที่ตลกร้ายก็คือ สิ่งที่ค้ำจุนความมั่นคงของอาณาจักรโทมาฟิสในตอนนี้ หากมองในมุมหนึ่งก็คือผลงานของผู้ใช้คำสาปนิรนามคนนั้น ที่ทำให้อาณาจักรโทมาฟิสยังไม่มีใครกล้าตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ จากบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ตอนนี้ความสัมพันธ์อันเปราะบางของกลุ่มอาณาจักรทางเหนือใกล้จะพังทลายเต็มทีแล้ว ขุมกำลังที่นำโดยอาณาจักรโทมาฟิสก็มีแววว่าจะล่มสลาย...]
[...ในขณะเดียวกัน ท่าทีของจักรวรรดิซารอนในพื้นที่ทางเหนือสุดก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน ดูเหมือนทางจักรวรรดิเองก็หวาดระแวงอยู่เหมือนกัน จึงไม่ยากที่จะสรุปว่าผู้ใช้คำสาปนิรนามคนนั้นไม่ใช่คนของฝ่ายจักรวรรดิ ไม่อย่างนั้นจักรวรรดิคงใช้โอกาสนี้ฉวยความได้เปรียบเปิดฉากจู่โจมไปนานแล้ว ตอนนี้สมาพันธ์ราชอาณาจักรได้ประกาศแจ้งไปยังอาณาจักรสมาชิกทั้งหมดแล้ว ชิก เพื่อตั้งเงินรางวัลนำจับสำหรับเบาะแสทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ใช้คำสาปนิรนาม...]
[— รายงานโดย ลุดวิก นักข่าวจากหนังสือพิมพ์สมาพันธ์ราชอาณาจักร]
หลังจากอ่านจบ ดันเต้ก็ยังคงถือหนังสือพิมพ์ค้างไว้พร้อมกับทำท่าครุ่นคิด
"ดันเต้ เจ้าอย่าโป๊ะแตกเชียวนะ ไม่อย่างนั้น ข้าที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก็ต้องซวยไปด้วยแน่ๆ เมี๊ยว!"
พออาจารย์แมวนึกถึงตัวเลขค่าหัวสูงสุดบนประกาศจับเมื่อกี้ ก็เริ่มรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ด้วยราคาค่าหัวสูงขนาดนี้ มันยังแอบกังวลเลยว่าดันเต้จะไปแจ้งจับมอเรียนเพื่อเอาเงินรางวัลหรือเปล่า
"เชื่อใจผมเถอะไม่มีพลาดหรอก เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของผมน่ะรับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีทางความแตกแน่นอน"
“แล้วทำไมข้าต้องกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยล่ะเมี้ยว?!”
"อย่าไปใส่ใจรายละเอียดหยุมหยิมพวกนั้นเลยน่า ยังไงโทษสูงสุดก็คือประหารชีวิตเหมือนกันนั่นแหละ"
"..."
อาจารย์แมวเบิกตาโพลงจ้องหน้าดันเต้ ก่อนจะส่ายหัวเหมียวๆ อย่างเอือมระอา
"ช่างเถอะเมี๊ยว พูดตามตรงนะ ไอ้กอสเปลแห่งดันเต้ของเจ้าเนี่ย มันชั่วร้ายยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการเอาไว้ซะอีก..."
"ผลลัพธ์ของมันก็ดีกว่าที่คาดไว้จริงๆ นั่นแหละนะ ลองคิดดูสิ ใครมันจะไปทนการโดนทรมานแบบตัวต่อตัวไหวล่ะ แถมยังโดนสาปแช่งอยู่ทุกวันอีก ถ้าเป็นผม ผมก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน"
อันที่จริงดันเต้รู้ดีว่า การจะสาปแช่งใครให้ตายอย่างช้าๆ แบบนี้ได้ อีกฝ่ายต้องมีระดับพลังที่ไม่สูงจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น ตัวลักซัสที่ 6 ที่มีระดับพลังแค่ 3 เท่านั้น คำสาปของดันเต้ถึงได้ส่งผลรุนแรงถึงตายได้ ส่วนกษัตริย์แอชตันที่ดันเต้สาปแช่งเป็นคนแรกนั้นมีพลังถึงระดับ 6 ถ้าไม่ใช่เพราะบังเอิญไปเร่งให้เกิดสงครามกลางเมืองเร็วขึ้น ดันเต้ก็ไม่หวังหรอกว่าจะสามารถสาปแช่งยอดฝีมือระดับ 6 ให้ตายได้ภายในเวลาแค่สามเดือน หากศัตรูมีระดับพลังสูงกว่านี้ล่ะก็ ก็จะยิ่งทำได้ยากขึ้นไปอีก
ดันเต้วางหนังสือพิมพ์ลง ก่อนจะหยิบกอสเปลแห่งดันเต้ออกมา แล้วบรรจงเขียนสาปแช่งลักซัสที่ 6 เหมือนอย่างเคย
"เจ้าจะสาปแช่งหมอนั่นอีกทำไมเมี๊ยว?"
อาจารย์แมวมองดันเต้ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ คนเขาก็ลงนรกไปแล้ว แกยังจะไม่ปล่อยเขาไปอีกเหรอ?
"ผมแค่อยากจะยืนยันว่าเขาแกล้งตายหรือเปล่า ไม่มีใครหนีรอดเงื้อมมือการลงทัณฑ์ของผมไปได้หรอก"
ดันเต้ปิดบันทึกมรณะในมือลง แล้วเก็บมันเข้าที่
"ไอ้โรคจิตเอ๊ยเมี๊ยว..."
เมื่อกี้ตอนที่ดันเต้เขียนข้อมูลของลักซัสลงไปเสร็จ การเปิดใช้งานผลของคำสาปก็ล้มเหลว ดูเหมือนว่าลักซัสที่ 6 จะตายไปแล้วจริงๆ แต่โควตาการสาปรายวันของวันนี้ก็ถูกใช้ไปแล้วเหมือนกัน
"เท่านี้การประเมินระดับขั้นพิเศษของผมก็น่าจะไม่มีปัญหาแล้วล่ะ"
ดันเต้หยิบรายชื่อที่เจ้าหญิงน้ำแข็งเคยให้ไว้ตอนนั้นออกมาดูด้วยความพึงพอใจ หลังจากจัดการกษัตริย์ของกลุ่มอาณาจักรทางเหนือไปได้ถึงสองคน ตอนนี้กลุ่มอาณาจักรทางเหนือก็เกิดอาการปั่นป่วนวุ่นวายกันไปหมด ป่านนี้พวกเขาคงกำลังหัวหมุนกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรใหม่ รวมถึงการปราบปรามกบฏภายในจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว ไหนจะยังมีเสือร้ายที่จ้องตะครุบเหยื่ออยู่ทางตอนเหนืออีก— อาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้ และเป็นจักรวรรดิเพียงหนึ่งเดียว
จักรวรรดิซารอนเป็นศัตรูคู่อาฆาตของสมาพันธ์ราชอาณาจักรมานานหลายปี ที่นั่นมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล และมีพละกำลังโดยรวมที่ทำให้อาณาจักรไหนๆ ก็ต้องหวาดกลัว เมื่อร้อยปีก่อน หากตราชั่งของทวยเทพเอนเอียงไปอีกนิดล่ะก็ จักรวรรดิซารอนอาจจะประสบความสำเร็จในการรวบรวมแผ่นดินทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวผ่าน 'สงครามแห่งการทำลายล้าง' ไปแล้ว
แต่ก็เป็นเพราะสงครามครั้งนี้นี่แหละ ที่ทำให้ทั้งจักรวรรดิและอาณาจักรต่างๆ มองข้ามความสำคัญของโลกเงา ปล่อยให้โลกเงาสร้างภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ผนวกกับการก่อกวนของลัทธิคืนชีพ จึงลุกลามบานปลายไปถึงขั้นทำให้โลกเงาระดับ 9 เกิดการล่มสลาย และประจวบเหมาะที่ภัยพิบัติจากโลกเงาระดับ 9 ในครั้งนั้น ตกอยู่ในอาณาเขตของจักรวรรดิพอดี ส่งผลให้เมืองสี่แห่งเกือบจะพินาศย่อยยับ และสูญเสียประชากรไปถึงหนึ่งในสามของจักรวรรดิ
กองทัพของจักรวรรดิซารอนที่กำลังรุกคืบอย่างหนักจึงได้รับความเสียหายอย่างสาหัส การกรีฑาทัพก็ต้องหยุดชะงักลง นั่นจึงกลายเป็นการเปิดโอกาสให้อาณาจักรต่างๆ ได้หยุดพักหายใจและจับมือสร้างพันธมิตรขึ้นมา จนในที่สุดก็ถือกำเนิดเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งอย่าง 'สมาพันธ์ราชอาณาจักร' ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับจักรวรรดิซารอน
อาจกล่าวได้ว่าความสามัคคีของสมาพันธ์ราชอาณาจักร ส่วนใหญ่แล้วก็มีผลพวงมาจากการมีอยู่ของจักรวรรดิก็ว่าได้ จนกระทั่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่จักรพรรดิองค์ใหม่ของจักรวรรดิขึ้นครองราชย์ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง และทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆ หันเหความขัดแย้งไปลงที่ลัทธิคืนชีพแทน
ลัทธิคืนชีพเปรียบเสมือนตะขาบที่ถูกตัดหัวแต่ไม่ยอมตาย ตลอดประวัติศาสตร์เกือบร้อยปี แม้จะผ่านช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและตกต่ำมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยถูกกวาดล้างจนสิ้นซากเลยสักครั้ง ต่อให้ในตอนนี้สมาพันธ์ราชอาณาจักรและจักรวรรดิซารอนต่างก็พุ่งเป้าไปที่ลัทธิคืนชีพ แต่ก็ยังไม่สามารถถอนรากถอนโคนพวกมันได้อยู่ดี
ในขณะที่สมาคมนักสร้างการ์ดและศาสนจักรสุริยเทพถือเป็นขุมกำลังที่เป็นกลาง พวกเขาไม่เป็นศัตรูกับทั้งสองขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสมาพันธ์ราชอาณาจักรและจักรวรรดิซารอน แถมยังให้ความร่วมมืออยู่บ้างเป็นบางครั้ง แน่นอนว่า ขุมกำลังทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปรปักษ์กับลัทธิคืนชีพ
หลังจากที่แรงกดดันจากกลุ่มอาณาจักรทางเหนือที่มีต่อดันเต้ลดน้อยลง แม้ว่าการประเมินนักสร้างการ์ดของเขาจะยังคงถูกนักสร้างการ์ดขั้นพิเศษของทางจักรวรรดิคอยขัดขวางอยู่บ้าง แต่แรงต้านทานก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะยังไงซะ การประเมินระดับขั้นพิเศษของดันเต้ก็ยังมีผู้สนับสนุนอยู่อีกไม่น้อย บวกกับผลงานของดันเต้ที่โค่นบิชอปไปได้ถึงสองคน ตอนนี้สถานะของดันเต้ มันไปไกลเกินกว่าจะใช้คำว่า 'ว่าที่นักสร้างการ์ดขั้นพิเศษ' มาจำกัดความได้อีกต่อไป ความสมดุลอันบอบบางที่คอยเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้ บัดนี้ได้ถูกทำลายลงแล้ว ขั้นตอนการประเมินจะได้รับการผลักดันให้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น
"เมี๊ยว...แต่เจ้าคงจะไม่ยอมปล่อยจักรพรรดิของจักรวรรดิไปง่ายๆ หรอกใช่ไหมเมี๊ยว"
อาจารย์แมวขยับเข้าไปใกล้ดันเต้แล้วเอ่ยถาม
ในเมื่อดันเต้ทำให้แนวป้องกันทางเหนือของสมาพันธ์ราชอาณาจักรวุ่นวายไปหมด และด้วยความที่อาณาจักรนอร์ตันเองก็เป็นหนึ่งในขั้วอำนาจของสมาพันธ์ราชอาณาจักร ดันเต้ก็คงจะไปป่วนจักรวรรดิต่อเพื่อรักษาสมดุลแน่ๆ อีกอย่าง มันรู้ดีว่าดันเต้เป็นพวกแค้นนี้ต้องชำระ และศัตรูคนไหนที่เขาสามารถจัดการได้โดยอ้างความชอบธรรมล่ะก็ ดันเต้ก็จะรีบลงมือกำจัดทิ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ทันที จะไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสเติบโตหรือมีเวลาไปสืบหาข้อมูลได้หรอก
ดังนั้น จักรพรรดิของจักรวรรดิคงหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมครั้งใหญ่แน่ๆ แน่นอนว่าเรื่องความวุ่นวายของกลุ่มอาณาจักรทางเหนือนั้น ดันเต้เองก็คงคาดไม่ถึงว่ามันจะลุกลามใหญ่โตขนาดนี้มาตั้งแต่แรก ผลกระทบที่เกิดจากกอสเปลเล่มนี้มันยากที่จะคาดเดาจริงๆ
"ไม่ได้หรอก ต่อไปจะสาปแช่งจักรพรรดิของจักรวรรดิไม่ได้เด็ดขาด"
ดันเต้พึมพำกับตัวเอง
ตอนแรกเขาก็เคยคิดว่าจะไปสาปแช่งจักรพรรดิของจักรวรรดิเป็นรายต่อไปเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจักรพรรดิองค์นี้จะพิเศษกว่าคนอื่น ตรงที่มีพลังการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวสุดๆ ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิก็ยังได้ ลำพังแค่พลังคำสาปจากกอสเปลแห่งดันเต้ ไม่มีทางสาปจักรพรรดิให้ตายได้หรอก อย่างมากก็แค่ใช้ความอดทนทำลายสภาพจิตใจของจักรพรรดิให้พังทลายเท่านั้น
แต่ปัญหามันอยู่ที่ แม้แต่มีอาเมื่อวานยังบอกเลยว่าเริ่มสงสัยในตัวของดันเต้อยู่เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะมีพยานหลักฐานที่อยู่แบบดิ้นไม่หลุดล่ะก็ ดันเต้ก็คงตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์นี้ไปอย่างง่ายดายแล้ว ดังนั้นถ้าขืนเขาไปสาปแช่งจักรพรรดิของจักรวรรดิเป็นรายต่อไป ซึ่งก็เป็นอีกคนที่มีความขัดแย้งกับเขาอย่างเห็นได้ชัดอีก ต่อให้ดันเต้จะมีพยานหลักฐานที่อยู่ที่สมบุรณ์แบบแค่ไหนก็ตาม แต่การไล่สาปแช่งศัตรูของตัวเองไปทีละคนๆ แบบนี้ มันดูเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองมากเกินไป บวกกับวิธีการที่ใช้ก็คือคำสาป ซึ่งเป็นวิธีที่ดันเต้ถนัดที่สุดอยู่แล้ว มันก็ยากที่จะทำให้คนอื่นไม่สงสัยในตัวเขา!! เผลอๆ อาจจะเริ่มมีการสันนิษฐานกันไปแล้วด้วยซ้ำว่า ดันเต้มีวิธีการโจมตีระยะไกลที่เหนือธรรมชาติอะไรแบบนั้นหรือเปล่า
ดังนั้นดันเต้จึงคิดว่าตอนนี้เขาต้องเปลี่ยนแผน เพื่อล้างมลทินให้ตัวเองหลุดพ้นจากข้อสงสัยอย่างสิ้นเชิง จุดสำคัญที่สุดก็คือ ห้ามไปสาปแช่งคนที่การตายของเขาจะส่งผลดีต่อผลประโยชน์ของตัวเองอีกเด็ดขาด! ต้องสลัดข้อสงสัยทิ้งไปให้หมดจดก่อน!
ถ้างั้นคำตอบก็มีเพียงอย่างเดียวแล้ว ดันเต้ตัดสินใจว่า หลังจากนี้เขาจะเริ่มสุ่มสาปแช่งกษัตริย์ของแต่ละอาณาจักรในสมาพันธ์ราชอาณาจักรวันละคน โดยใช้พลังคำสาปขั้นต่ำสุดแค่พอเป็นพิธี แบบนี้ก็จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้! และหลังจากสาปแช่งกษัตริย์ครบทุกองค์แล้ว ดันเต้ก็ตั้งใจว่าจะยังไม่สาปแช่งจักรพรรดิของจักรวรรดิในระยะสั้นๆ นี้ เขาต้องแกล้งทำเป็นเงียบหายไปสักพัก แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ ก็ถือโอกาสใส่ร้ายทางจักรวรรดิไปเลย ให้คนอื่นพากันคาดเดาว่า 'ผู้ใช้คำสาปนิรนามคนนี้ต้องการจะช่วยฝั่งจักรวรรดิ'
แน่นอนว่า ดันเต้ไม่มีทางปล่อยให้โควตาการสาปรายวันสูญเปล่าไปเฉยๆ หรอก และบังเอิญว่ามีศัตรูคนหนึ่งที่เขาต้องการจะจัดการพอดี สาปแช่งเจ้านั่นไปก็คงไม่มีใครรู้เห็นไปทั่วโลกหรอก ซึ่งคนคนนั้นก็คือ — บิชอปแห่งความจอมปลอม คาร์ลอส!
ดันเต้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า หลังจากสาปแช่งกษัตริย์ครบทุกองค์แล้ว เขาจะมุ่งเป้าไปที่คาร์ลอสเป็นคนแรก ช่วงที่ผ่านมา เขาได้ส่งอิซาเบลทาสรับใช้ของเขาให้ไปสืบหาข้อมูล แถมยังวานให้อลิซช่วยยืนยันชื่อจริงของบิชอปแห่งความจอมปลอมด้วย และหลังจากการใช้เส้นสายทั้งในเงามืดและที่แจ้งร่วมกัน ในที่สุดเขาก็สามารถยืนยันชื่อจริงของบิชอปแห่งความจอมปลอมจนได้ ถึงแม้ดันเต้จะไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถสาปคาร์ลอสที่มีพลังระดับ 8 ให้ตายได้ก็ตาม แต่ถ้าเขาขยันสาปแช่งติดต่อกันสักปีสองปี ยังไงก็ต้องทำให้สภาพจิตใจของคาร์ลอสพังทลายได้แน่! ถ้าเขาสามารถกำจัดมือขวาและกุนซือของลัทธิคืนชีพให้พิการไปครึ่งหนึ่งแบบนี้ ในอนาคตตอนที่จะกำจัดลัทธิคืนชีพให้สิ้นซากมันก็จะง่ายขึ้นเยอะเลย
ดังนั้น สิ่งที่เขาจะทำต่อไปก็คือ เดินหน้าเริ่ม 'โปรเจกต์สาปแช่งกษัตริย์แบบทั่วหล้า' อย่างเด็ดขาด ด้วยการสุ่มเลือกสาปแช่งกษัตริย์วันละหนึ่งถึงสองคน โดยใช้คำสาปรุ่นมาตรฐาน แบบทำไปพอเป็นพิธีก็พอ
......
เวลาผ่านไปสามสัปดาห์อย่างรวดเร็ว
"วันแรกของการสาปแช่งคาร์ลอส ตลอดหนึ่งปีหลังจากนี้ ผมจะเขียนชื่อของเขาลงในนี้ทุกวัน เพื่อส่งคำอวยพรให้เขาอย่างเงียบๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ในอีกซีกโลกหนึ่ง จะมีคนที่คอยห่วงใยเขาขนาดนี้อยู่ด้วย"
ดันเต้เขียนลงในกอสเปลแห่งดันเต้อย่างสบายอารมณ์ หลังจากสาปคาร์ลอสเสร็จ เขาก็รู้สึกว่าการสาปแช่งรายวันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว เขาเลยตัดสินใจว่าต่อจากนี้จะจดบันทึกไว้ทุกวัน การสาปแช่งน่ะมันต้องมีอารมณ์ร่วมของพิธีกรรมกันหน่อย