- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีเจ็ดหก เริ่มต้นด้วยการถอนหมั้นแล้วแต่งกับคุณหนูตระกูลนายทุน
- บทที่ 39 การหลอกล่อของหนิงชิงซาน สุนัขกัดกันเอง
บทที่ 39 การหลอกล่อของหนิงชิงซาน สุนัขกัดกันเอง
บทที่ 39 การหลอกล่อของหนิงชิงซาน สุนัขกัดกันเอง
ตอนที่หนิงชิงซานและพวกทั้งสี่คนกลับไปรายงานตัว ท้องฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว
หมอกบางตาจางหาย แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนลานนวดข้าว นกกระจอกสองสามตัวเกาะอยู่บนสันหลังคาส่งเสียงร้องจิ๊บๆ
รองผู้บังคับกองร้อยทหารอาสาเฒ่าโจวยืนอยู่ใต้ต้นฮวายเก่าแก่ ในมือถือสมุดเล่มเล็กคอยรวบรวมสถานการณ์ของแต่ละกลุ่ม
ตลอดทั้งคืนที่ซุ่มเฝ้ามา ก็มีคนจับพวกฉวยโอกาสเก็งกำไรได้คนหนึ่งจริงๆ
เป็นหญิงชาวนาวัยสี่สิบกว่าปีจากหน่วยการผลิตข้างเคียง แบกผักที่ปลูกในที่ดินส่วนตัวมาครึ่งตะกร้า อาศัยจังหวะตอนฟ้ายังไม่สว่างเตรียมแอบเอาไปขายที่ในตำบล
ถูกทหารอาสาอีกกลุ่มจับกุมได้คาหนังคาเขา ผักและเงินถูกยึดไปทั้งหมด ส่วนคนก็ถูกควบคุมตัวไว้ รอให้คอมมูนมาจัดการ
หญิงชาวนาคนนั้นนั่งยองๆ อยู่ใต้โคนต้นฮวาย ร่างทั้งร่างหดเกร็งเป็นก้อน ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก
บนพื้นด้านข้างมีตะกร้าใส่ผักกาดขาวและหัวไชเท้าที่เหี่ยวเฉาอยู่ครึ่งตะกร้า
หนิงชิงซานมองดูหญิงชาวนาที่ถูกทำให้ตกใจจนตัวสั่นเทา ภายในใจไม่มีความรู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย กลับมีความรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
ก็แค่ปลูกผักกาดขาวไม่กี่ต้นเอาไปแลกเงินไม่กี่แดง เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้นเอง
อีกสองปีให้หลัง เรื่องพวกนี้ก็กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายแล้ว
ผลผลิตจากยุคสมัยอันพิเศษนี้ ท้ายที่สุดแล้วก็จะถูกกวาดทิ้งลงในกองขยะของประวัติศาสตร์
เขามีสีหน้าเรียบเฉย ถอดปลอกแขนออกส่งให้เฒ่าโจว แล้วหันหลังเดินไปทางบ้าน
……
"พ่อ แม่ ผมกลับมาแล้ว"
หนิงชิงซานยังไม่ทันเดินเข้าประตูบ้าน แม่หลิวเสี่ยวหลานก็พุ่งพรวดออกมา
ขอบตาแดงก่ำ เปลือกตาบวมเป่ง มองปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านการร้องไห้มา
เรื่องที่ซุนเต๋อเปียวใส่ร้ายหนิงชิงซานว่าเป็นพวกฉวยโอกาสเก็งกำไรต่อหน้าผู้คนมากมายที่หน้าสหกรณ์การเกษตรเมื่อวานนี้ ถูกลือมาถึงหน่วยการผลิตตั้งนานแล้ว ยิ่งลือก็ยิ่งบานปลาย บ้างก็ว่าหนิงชิงซานถูกจับตัวไปแล้ว บ้างก็ว่าจะถูกส่งไปให้คอมมูนไต่สวน และยังมีคนบอกว่าจะถูกตัดสินจำคุกด้วยซ้ำ
ตอนที่หลิวเสี่ยวหลานได้ยินคำพูดเหล่านี้ เธอแทบจะเป็นลมล้มพับไป
หนิงเจี้ยนกั๋วกับพี่ใหญ่หนิงอู่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืน
หนิงเจี้ยนกั๋วเห็นลูกชายกลับมาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก "กลับมาก็ดีแล้ว"
หนิงอู่กระโดดพรวดพราดไม่กี่ก้าวก็มาอยู่ตรงหน้าหนิงชิงซาน คว้าแขนเขาไว้พลางกวาดสายตามองขึ้นลง ปากก็ซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวกับปืนกล
หลิวเสี่ยวหลานลูบคลำไปตามตัวหนิงชิงซานไม่หยุด ตั้งแต่แขนไปจนถึงแผ่นหลัง แล้วลูบมาที่ใบหน้า เมื่อแน่ใจว่าไม่มีบาดแผล ถึงได้พ่นลมหายใจออกมายาวๆ
"ลูก ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม!"
หนิงชิงซานย่อมเดาได้ว่าคนในครอบครัวกำลังกังวลเรื่องอะไร — แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่ตนเองถูกซุนเต๋อเปียวใส่ร้ายที่ลือกันมาถึงที่นี่
"แม่ ผมไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องห่วง"
"เมื่อคืนถูกจัดเวรให้ไปซุ่มดักจับ ก็เลยเพิ่งได้กลับมาตอนนี้"
"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว..."
หลิวเสี่ยวหลานหันหลังไป ใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาที่หางตาอย่างรวดเร็ว
"น้องรอง นายรีบเล่ามาสิ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?!"
พี่ใหญ่หนิงอู่ถามเขามาหลายรอบแล้ว
หนิงชิงซานนั่งลงบนม้านั่งยาว เล่าเรื่องราวอย่างสั้นกระชับและได้ใจความไปหนึ่งรอบ
เน้นเล่าว่าตัวเองบีบให้ผู้หญิงคนนั้นเผยพิรุธออกมาได้อย่างไร งัดหลักฐานทั้งสี่ชิ้นออกมาแฉต่อหน้าสาธารณชนอย่างไร และซุนคุนหลุดปากพูดขายพ่อตัวเองจนหมดเปลือกได้อย่างไร
หนิงเจี้ยนกั๋วฟังจบก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงอู้อี้ออกมาประโยคหนึ่ง:
"ซุนเต๋อเปียวไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่ แกต้องระวังตัวไว้หน่อย"
ส่วนหนิงอู่ก็ตบหน้าขา หน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น "น้องรอง นายมันโคตรเจ๋งเลยว่ะ! หน้าซุนเต๋อเปียวคงเขียวปัดไปเลยสิ!"
"ฮ่าๆๆๆ!"
หนิงอู่หัวเราะร่วนจนตัวโยน
หลิวเสี่ยวหลานตีที่หลังหัวหนิงอู่ไปหนึ่งที
"พูดให้น้อยๆ หน่อยเถอะ"
หลิวเสี่ยวหลานมองหนิงชิงซานด้วยสีหน้าปวดใจ "ลูก ลูกลำบากมามากแล้ว แม่จะไปต้มบะหมี่ให้กินนะ"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หนิงชิงซานมองบะหมี่ในชาม ข้างในยังมีไข่ดาวน้ำอีกสองฟอง ต้นหอมซอยสีเขียวสด น้ำซุปสีขาวขุ่นร้อนกรุ่น
ในยุคสมัยนี้ ไข่ไก่ที่บ้านมีค่ามากกว่าสิ่งใด ปกติแล้วมักจะเอาไปแลกเงินแลกเกลือ
แต่หลิวเสี่ยวหลานกลับไม่พูดอะไรสักคำ ต้มไข่ให้ลูกชายรวดเดียวถึงสองฟอง
ความรักของแม่ก็เป็นเช่นนี้แหละ ไม่เคยเอ่ยออกมาเป็นคำพูดเลยสักครั้ง
"แม่ ทำไมของผมถึงไม่มีไข่ล่ะ!"
หนิงอู่ไม่พอใจอย่างมาก
"มีให้แกกินก็ดีแค่ไหนแล้ว ไม่กินก็เอาให้น้องแก!" หลิวเสี่ยวหลานพูดอย่างอารมณ์เสีย
หนิงอู่เบ้ปาก
ครอบครัวล้อมวงนั่งด้วยกัน น้ำซุปร้อนระอุมีควันขาวลอยกรุ่น
หนิงชิงซานมองใบหน้าของพ่อแม่และพี่ใหญ่ ในใจก็รู้สึกอบอุ่นมั่นคง
ไม่ว่าคลื่นลมภายนอกจะรุนแรงเพียงใด บ้านหลังนี้ก็ยังคงเป็นสมอเรือของเขาเสมอมา
……
กินบะหมี่เสร็จ หนิงชิงซานวางชามลง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
สายตาของเขากวาดมองใบหน้าของพ่อ แม่ และพี่ใหญ่ไปทีละคน
ลังเลอยู่สองสามวินาที เขาก็เอ่ยปากออกมาในที่สุด
"พ่อ แม่ แล้วก็พี่ใหญ่ มีเรื่องหนึ่ง ผมต้องบอกให้ทุกคนรู้ไว้"
หนิงเจี้ยนกั๋วได้ยินน้ำเสียงนี้ ท่าทีของมือก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"เรื่องอะไร?"
หนิงอู่ก็มีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
หนิงชิงซานพูดอย่างคลุมเครือ
บอกแค่ว่าเมื่อคืนตอนที่ออกลาดตระเวนซุ่มดักจับ ไปเจอห่อผ้าไม่มีเจ้าของถูกทิ้งไว้ในโรงโม่ร้างริมถนนหลวง ข้างในเป็นของเก่าๆ บางอย่าง — แจกันกระเบื้อง กำไลหยก ภาพวาดพู่กันจีน และเหรียญกษาปณ์โบราณ
เขาไม่ได้พูดถึงหัวขโมยที่ชื่อหลิวซานเฉวียน และยิ่งไม่ได้ลงรายละเอียดว่าได้ของมาอย่างไร
หลิวเสี่ยวหลานพอได้ยินคำว่า 'สี่เก่า' สีหน้าก็ซีดเผือดลงทันที
"นี่ลูก... ลูกเอาของพวกนั้นกลับมาด้วยงั้นเหรอ?!"
หนิงเจี้ยนกั๋วแทบจะเด้งตัวลุกขึ้น ขาม้านั่งครูดกับพื้นจนเกิดเสียงดังบาดหู
เขาชี้หน้าด่าหนิงชิงซาน กดเสียงต่ำลงอย่างมาก:
"แกบ้าไปแล้วเหรอ!!!"
"เก็บของพวกนี้ไว้ในบ้าน ถ้ามีคนมาเจอเข้า ถูกรื้อบ้านถูกวิจารณ์ประณามขึ้นมา ครอบครัวเราได้พังพินาศกันหมดแน่!"
"แกจำไม่ได้เหรอว่าตระกูลเวินโดนยัดข้อหายังไง? แกจำจุดจบของจางเหล่าซื่อแห่งหลิ่วเจียโกวที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้เหรอ? ทั้งบ้านถูกประณามจนอยู่หมู่บ้านไม่ได้ เมียหนี ลูกชายหมดอนาคต!"
หนิงเจี้ยนกั๋วชักจะเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ กล้องยาสูบเคาะกับขอบโต๊ะดังปึกๆ
หลิวเสี่ยวหลานร้อนรนจนน้ำตาคลอเบ้า เธอเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อหนิงชิงซานไว้ น้ำเสียงสั่นเครือ:
"ชิงซาน ลูกรีบเอาของพวกนั้นไปทิ้งซะ เอาไปทิ้งในหุบเขาลึก ทิ้งลงแม่น้ำไปเลย ห้ามเก็บไว้เด็ดขาด! แม่ขอร้องล่ะ!"
หนิงอู่ก็มีท่าทีจริงจังขึ้นมาผิดปกติ นานๆ ทีจะไม่มีรอยยิ้มทะเล้น
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปตรงข้ามหนิงชิงซาน สองมือเท้าโต๊ะ จ้องมองตาน้องชาย:
"น้องรอง เรื่องนี้มันร้ายแรงกว่าแอบซ่อนหมูป่าตั้งร้อยเท่า ซ่อนหมูป่าถูกจับได้อย่างมากก็แค่โดนหักแต้มงาน โดนตักเตือนสั่งสอน แต่ของพวกนี้ถ้าถูกเจอเข้า มีหวังติดคุกหัวโตไม่ก็โดนยิงเป้าเลยนะ!"
"นายเพิ่งจะจัดการเรื่องซุนเต๋อเปียวเสร็จไปหมาดๆ ก็ดันเอาของพรรค์นี้กลับมา ถ้าพวกแซ่ซุนรู้เข้า มันจะไม่เอาเรื่องนี้มาเล่นงานนายจนตายเลยหรือไง?"
คำพูดของหนิงอู่อาจจะฟังดูหยาบกระด้างไปบ้าง แต่เหตุผลนั้นถูกต้องทุกประการ
หนิงชิงซานไม่คิดว่าคนในครอบครัวจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
เขาแอบรู้สึกเสียใจนิดๆ ที่พูดออกไป
หน้าอกของหนิงเจี้ยนกั๋วกระเพื่อมขึ้นลง ใบหน้าเขียวปัด เห็นได้ชัดว่าเขาทั้งกลัวและโกรธจริงๆ
ที่กลัวก็คือกลัวว่าของจะนำภัยมาให้ ที่โกรธก็คือโกรธลูกชายที่กล้าทำอะไรบ้าบิ่นเกินไป
หนิงชิงซานไม่ได้รีบร้อนแก้ตัว
เขานั่งตัวตรงอยู่บนม้านั่งยาว รออย่างเงียบๆ
รอจนกว่าอารมณ์ของทุกคนระบายออกมาจนพอสมควรแล้ว
หนิงชิงซานถึงได้ค่อยๆ เอ่ยปากอย่างไม่ช้าไม่เร็ว:
"พ่อ แม่ พี่ใหญ่ สิ่งที่ทุกคนพูดมา ผมรู้หมด"
"สิ่งที่พวกคุณกังวล ผมก็คิดมาถี่ถ้วนแล้ว"
"แต่ผมก็จะยังเก็บของพวกนี้ไว้อยู่ดี"
"เพราะว่ามันอาจจะเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่จะทำให้พวกเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในอนาคต"
หนิงชิงซานหยุดไปชั่วครู่ หันไปมองหนิงเจี้ยนกั๋ว
"พ่อ พ่อยังจำได้ไหมที่ผมบอกว่า ตระกูลเวินจะได้รับการล้างมลทิน?"
หนิงเจี้ยนกั๋วพยักหน้าเบาๆ
"ตอนนั้นพ่อไม่เชื่อ แต่พ่อก็เห็นแล้วว่าทิศทางลมกำลังเปลี่ยนไป เอกสาร 'ข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ' ของทางมณฑลเมื่อปลายปีที่แล้ว สำนวนในหนังสือพิมพ์ 'เหรินหมินรื่อเป้า' ของปีนี้ และหนังสือพิมพ์ของมณฑล มันต่างจากสองปีก่อนอย่างสิ้นเชิง"
หนิงชิงซานพูดได้อย่างเห็นภาพและชัดเจน
"ผมขอพูดจากใจจริงเลยนะ อีกไม่ถึงสองปี ไม่ใช่แค่ตระกูลเวินที่จะได้รับการล้างมลทิน แต่นโยบายของทั้งประเทศจะเปลี่ยนไปครั้งใหญ่"
"พอถึงตอนนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาเปิดอีกครั้ง อะไรคือฉวยโอกาสเก็งกำไร อะไรคือสี่เก่า พวกนี้จะกลายเป็นอดีตไปหมด"
"เครื่องกระเบื้องที่ถูกทุบทำลาย ภาพวาดพู่กันจีนที่ถูกเผาทิ้ง ของล้ำค่าประจำตระกูลที่ถูกยึดไป พอถึงตอนนั้นพ่อรู้ไหมว่ามันจะมีมูลค่าเท่าไหร่?"
"มันจะมีมูลค่ามหาศาลแบบที่พ่อคิดไม่ถึงเลยล่ะ!"
"พอถึงตอนนั้น บ้านเราก็จะรวยแล้ว!"
หนิงอู่ครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย "น้องรอง นายพูดจริงดิ? นายไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?"
หนิงชิงซานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง "อ่านหนังสือ อ่านหนังสือพิมพ์ให้เยอะๆ สิ!"
"รอให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิด พี่ใหญ่ก็ลองไปสอบมหาวิทยาลัยดูสิ"
"ไม่เอา ไม่เอา ฉันไม่อยากเรียนหนังสือ ฉันเห็นหนังสือทีไรก็เวียนหัวทุกที" หนิงอู่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ฉันว่าทำนาทำไร่ก็ดีอยู่แล้ว!"
หนิงชิงซานมีสีหน้าหมดคำจะพูด
หลังจากฟังจบ หนิงเจี้ยนกั๋วก็ขมวดคิ้ว สีหน้าบอกไม่ถูกว่าลังเลหรือไขว้เขวกันแน่
หลิวเสี่ยวหลานบิดมุมผ้ากันเปื้อนไปมา อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนกลับลงไป
หนิงชิงซานยังคงหลอกล่อต่อไป —— ไม่สิ ยังคงพูดต่อไป: "พ่อ พ่อลองคิดดูถึงความเปลี่ยนแปลงในช่วงสองปีนี้สิ ปีที่แล้วยังมีการเคลื่อนไหวอยู่เลย ปีนี้สำนวนในหนังสือพิมพ์ของคอมมูนก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว ลองดูที่เขตข้างเคียงสิ มีข่าวว่าฝ่ายขวาได้รับการล้างมลทินและกลับมาทำงานได้แล้ว"
"ของพวกนี้ขอแค่ผมซ่อนไว้ให้ดี ไม่เกินสามปี ก็สามารถเอาออกมาได้อย่างเปิดเผยแล้ว"
"พอถึงตอนนั้น ของเก่าพวกนี้แหละที่จะเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของบ้านเรา เป็นหลักประกันสำหรับครึ่งชีวิตหลังของพ่อกับแม่ และเป็นต้นทุนให้ผมกับอี่หนิงได้มีชีวิตที่สุขสบาย"
หนิงชิงซานเติมประโยคในใจ: มันคือเงินก้อนแรกในการทำธุรกิจของเขา
เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ หนิงชิงซานจึงเปลี่ยนคำพูดใหม่:
"ผมเก็บของพวกนี้ไว้ ไม่ใช่เพื่อเงินอย่างเดียว แต่เพื่อเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานด้วย ในอนาคตของพวกนี้อาจจะกลายเป็นสมบัติของชาติเลยก็ได้"
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่
หนิงเจี้ยนกั๋วถอนหายใจยาว ในที่สุดก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแหบพร่า:
"เอาของพวกนี้ไปซ่อนไว้ในห้องใต้ดินเถอะ"
"ปิดให้สนิทเลยนะ"
"ห้ามบอกใครเด็ดขาด"
เขาเงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองตั้งแต่หลิวเสี่ยวหลานไปจนถึงหนิงอู่ และสุดท้ายก็ไปหยุดที่ใบหน้าของหนิงชิงซาน ก่อนจะพูดเน้นทีละคำ:
"ให้มันตายไปพร้อมกับตัว"
หลิวเสี่ยวหลานถอนหายใจ "ทำตามที่พ่อแกบอกเถอะ"
หนิงอู่ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น พูดเสียงดังฟังชัด:
"น้องรอง ถ้านายมองขาด พี่ก็เชื่อใจนาย"
"สมองนายดีกว่าพี่เยอะ!"
"พ่อ แม่ วางใจเถอะครับ ผมจะซ่อนให้มิดชิดที่สุด รับรองว่าไม่มีใครเจอ และจะไม่บอกใครเด็ดขาด"
หนิงชิงซานเมื่อเห็นว่าคนในครอบครัวไม่ได้คัดค้านอะไรแล้ว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขากลัวว่าถ้าตัวเองแอบเอาของกลับมาซ่อนเงียบๆ ถ้าพ่อแม่บังเอิญไปเจอเข้าแล้วเอาไปทิ้ง เขาจะไปร้องไห้เสียใจที่ไหนได้ล่ะ
……
พ่อแม่และพี่ใหญ่เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปทำงานอย่างรวดเร็ว
ก่อนไป หลิวเสี่ยวหลานยังกำชับหนิงชิงซานอีกประโยค "เมื่อคืนอดหลับอดนอนมาทั้งคืน รีบไปนอนพักสักงีบเถอะ"
ลานบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
หนิงชิงซานกำลังจะกลับไปพักผ่อนสักครู่
ก๊อก ก๊อก
มีเสียงเคาะประตู
เสียงเบามาก ราวกับกลัวจะทำให้ใครตกใจ
หนิงชิงซานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปปลดกลอนประตู
เวินอี่หนิงยืนอยู่หน้าประตู
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนร่างของเธอ ขับให้เธอดูเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยผงทองคำบางๆ ดูงดงามจับตา
แต่ขอบตาของเธอแดงก่ำ ดวงตากลมโตบวมเป่งเล็กน้อย บนใบหน้ายังมีคราบน้ำตา
เห็นได้ชัดว่าผ่านการร้องไห้มา
หนิงชิงซานใจกระตุก
พอจะเดาได้ว่าทำไมเวินอี่หนิงถึงมา
เรื่องที่ซุนเต๋อเปียวจงใจใส่ร้ายต่อหน้าผู้คนมากมายที่หน้าสหกรณ์การเกษตรเมื่อวานนี้ ลือกันให้แซ่ดไปหมด แถมยังถูกใส่สีตีไข่เข้าไปสารพัด พอถึงหูเธอไม่รู้ว่ามันกลายเป็นเรื่องราวแบบไหนไปแล้ว
"คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?"
น้ำเสียงของเวินอี่หนิงแผ่วเบา สั่นเครือเล็กน้อย
หนิงชิงซานมองดวงตาที่แดงบวมของเธอด้วยความปวดใจ
"คุณเข้ามาข้างในก่อนเถอะ"
เขาผายมือเชิญเธอเข้ามาในลานบ้าน ก่อนจะหันไปปิดประตู
"ผมไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นอะไรเลยสักนิด พวกแซ่ซุนนั่นแหละที่แกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง"
เขาพาเวินอี่หนิงไปนั่งที่โต๊ะหินในลานบ้าน ส่วนตัวเองก็นั่งฝั่งตรงข้าม เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างคร่าวๆ —— ด้วยน้ำเสียงที่สบายๆ และติดตลก
เวินอี่หนิงนั่งฟังอย่างเงียบๆ ดวงตาจ้องมองเขาไม่กะพริบ
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ เวินอี่หนิงก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ทว่าวินาทีต่อมา ขอบตาของเธอก็แดงขึ้นมาอีก
"ทั้งหมดก็เป็นเพราะฉัน..."
เวินอี่หนิงก้มหน้าลง น้ำเสียงอู้อี้
"ถ้าไม่ใช่เพราะคุณต้องการจะช่วยฉัน ต้องการจะแต่งงานกับฉัน พวกเขาก็คงไม่จ้องเล่นงานคุณแบบนี้ ฉันเป็นตัวถ่วงคุณแท้ๆ..."
หนิงชิงซานกุมมือเรียวงามของเวินอี่หนิงไว้
"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน! เรื่องนี้จะโทษคุณได้ยังไง!"
"มันไปเกี่ยวอะไรกับคุณเล่า!"
"ที่พวกเขาจ้องเล่นงานผม ก็เพราะผมไปอัดซุนคุน ทำลายแผนการของมันต่างหาก"
"แล้วอีกอย่าง ถึงจะไม่มีคุณ พวกเขาก็คงหาข้ออ้างอื่นมาเล่นงานผมอยู่ดี คนพวกนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ ขัดหูขัดตาใครก็กัดดะไปทั่ว สันดานเดียวกับหมาบ้านั่นแหละ"
เวินอี่หนิงเงยหน้าขึ้น ขนตายังคงมีหยดน้ำเกาะอยู่ มีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด
หนิงชิงซานเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน
"วางใจเถอะครับ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก"
"ผมยังไม่ได้แต่งคุณเข้าบ้านเลยนะ"
เวินอี่หนิงได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็แดงระเรื่อ
หนิงชิงซานมองริมฝีปากอวบอิ่มยั่วยวนของเวินอี่หนิง อดไม่ได้ที่จะประทับจูบลงไป
เวินอี่หนิงสะดุ้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
แต่เพียงไม่นานก็จมดิ่งไปกับการรุกรานของหนิงชิงซาน เธอตอบรับอย่างเงอะงะ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งเวินอี่หนิงแทบจะขาดใจ หนิงชิงซานถึงได้ยอมปล่อยเธอไป
"คุณ... คนบ้า..."
เวินอี่หนิงทุบหนิงชิงซานเบาๆ ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"งั้นอยากให้คนบ้าทำอีกสักรอบไหมล่ะ?"
หนิงชิงซานพูดพลางยิ้มร้าย
"ไม่เอาค่ะ!"
เวินอี่หนิงรีบยกมือขึ้นปิดปากหนิงชิงซานไว้
หนิงชิงซานดึงมือเธอออกมากุมไว้ในมือ
"อี่หนิง ฤกษ์แต่งงานของเรา พ่อผมไปหาซินแสให้ช่วยดูแล้วนะ คงอีกไม่นานน่าจะได้ฤกษ์มา"
"อืม ฉันตามใจคุณค่ะ..."
เวินอี่หนิงก้มหน้าพูดด้วยใบหน้าแดงซ่าน
ทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ
"ฉันต้องไปแล้วล่ะ ขอลาพักแค่ครึ่งวัน เดี๋ยวต้องไปทำงานที่หน่วยผลิตต่อ"
เธอลุกขึ้นยืน จัดแจงเส้นผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยให้เข้าที่
หนิงชิงซานลุกขึ้นเดินไปส่งเธอ
"เดินทางระวังตัวด้วยนะ"
"อืม"
เวินอี่หนิงเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันขวับกลับมา
แววตาอ่อนโยน มุมปากยกยิ้มบางๆ
"หนิงชิงซาน"
"หืม?"
"...ฉันชอบคุณนะ"
พูดจบเธอก็หันหลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป แผ่นหลังดูเบาสบายขึ้นมาก ผมหางม้าแกว่งไกวไปมาอยู่ด้านหลัง
หนิงชิงซานมองตามแผ่นหลังนั้นจนลับสายตา
มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน
……
บ่ายเมื่อวาน
บ้านเก่าตระกูลซุน
ซุนเต๋อเปียวและซุนคุนสองพ่อลูกกลับมาจากสหกรณ์การเกษตรอย่างคอตก ทันทีที่ปิดประตูบ้าน ซุนเต๋อเปียวก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
ซุนเต๋อเปียวด่าทอซุนคุนสาดเสียเทเสีย
"แกมันสมองหมูหรือไงวะ?!"
"ดันไปบอกว่า 'เป็นพ่อข้า' ต่อหน้าคนตั้งมากมายซะได้!"
"งานประณามคราวที่แล้ว แกก็หักหลังข้าไปรอบนึงแล้ว คราวนี้ยังเอาอีก! แกอยากให้ข้าตายนักใช่ไหม!"
ซุนเต๋อเปียวตบโต๊ะเสียงดังปังๆ
ซุนคุนถูกด่าจนหน้าดำหน้าแดง กระโดดลุกพรวดขึ้นมา เก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มคว่ำลงกับพื้นเสียงดังโครม
"พ่อยังจะกล้ามาด่าข้าอีกเหรอ!"
เสียงของซุนคุนดังกว่าพ่อเสียอีก เส้นเลือดบนคอปูดโปนขึ้นมาเป็นริ้วๆ
"ทุกครั้งก็เป็นพ่อทั้งนั้นแหละที่เป็นคนออกไอเดีย แล้วก็พังไม่เป็นท่าทุกที! หาคนมาใส่ร้ายว่าลวนลามก็ไม่สำเร็จ จัดงานประณามก็ถูกตอกกลับ หาผู้หญิงมาใส่ความก็ดันถูกจับได้อีก!"
"ทำเอาข้าต้องขายขี้หน้าคนทั้งหมู่บ้าน! ตอนนี้แม้แต่หน่วยการผลิตข้างๆ ก็คงหัวเราะเยาะบ้านเรากันหมดแล้วมั้ง!"
"นี่แกกล้าเถียงข้าเหรอ!"
"กล้าตะคอกใส่พ่อแกเชียวเรอะ!"
ซุนเต๋อเปียวตบหน้าไปหนึ่งฉาด