- หน้าแรก
- ชีวิตมหาเศรษฐีอย่างผมเนี่ยเป็นตัวร้ายตัวจริงนะจะบอกให้
- บทที่ 8 ปกป้องคนของตัวเองอย่างดุดัน
บทที่ 8 ปกป้องคนของตัวเองอย่างดุดัน
บทที่ 8 ปกป้องคนของตัวเองอย่างดุดัน
บริเวณด้านหน้าร้านเฟนดิ หญิงสาวแต่งตัวฉูดฉาดกำลังคล้องแขนชายวัยกลางคนหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่ง คอยยุยงส่งเสริมด้วยท่าทางยั่วยวนสุดขีด มือทั้งสองข้างกอดรัดท่อนแขนของเขาเอาไว้แน่นแล้วเบียดชิดเข้าหาหน้าอกของตัวเอง
เมื่อเห็นฉินหลางกับซู่เสี่ยวเสี่ยวที่เพิ่งเดินออกมา เธอก็ชี้หน้าด่าทอทั้งสองคนในทันที "ไอ้คู่หญิงร้ายชายเลวคู่นี้นี่แหละค่ะที่รัก พวกมันด่าเค้า!"
สายตาริษยาวาวโรจน์ของเธอกวาดมองไปที่ซู่เสี่ยวเสี่ยว เมื่อเห็นว่าพนักงานทำความสะอาดชั้นต่ำคนหนึ่งกลับได้สวมใส่เสื้อผ้าคอลเล็กชันรันเวย์ของเฟนดิ ดวงตาของเธอก็แดงก่ำด้วยความอิจฉา เธอเขย่าแขนผู้ชายข้างกายแล้วออดอ้อนเสียงหวาน "ที่รักคะ เค้าก็อยากซื้อเสื้อผ้าคอลเล็กชันรันเวย์บ้างจังเลยค่ะ"
"ซื้อๆๆ เดี๋ยวซื้อให้หมดนั่นแหละ แต่อย่าเพิ่งใจร้อน สะสางเรื่องนี้กันก่อน" ไช่หย่งเดินก้าวออกมาข้างหน้าด้วยใบหน้าบึ้งตึง จ้องมองฉินหลางด้วยรังสีอำมหิต "ไอ้หนู แกเป็นลูกหลานบ้านไหนในเมืองเทียนไห่?"
เขาเห็นถุงเสื้อผ้าน้อยใหญ่ในมือของซู่เสี่ยวเสี่ยว มองปรดเดียวก็รู้ทันทีว่าหมดเงินไปไม่น้อย หลายปีมานี้ถึงเขาจะทำอาชีพผู้รับเหมาจนกอบโกยเงินทองไปได้มหาศาล แต่ในเมืองเทียนไห่แห่งนี้ก็ยังมีบุคคลผู้ยิ่งใหญ่อีกมากที่เขาไม่อาจล่วงเกินได้ เพื่อความไม่ประมาทจึงเอ่ยถามออกไปก่อนคำหนึ่ง
"ตระกูลฉิน"
ไช่หย่งเลิกคิ้วขึ้น "บ้านของฉินชิงซานน่ะเหรอ?"
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเย้ยหยันในทันที ฉินชิงซาน ประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเมืองเทียนไห่ มีทรัพย์สินมูลค่าหลักสิบล้าน ก็นับว่าเป็นคนประสบความสำเร็จที่มีหน้ามีตาในระดับหนึ่ง แต่ทว่านั่นมันแค่สำหรับคนทั่วไปเท่านั้น หากอยู่ต่อหน้าเขาอย่างไช่หย่งแล้ว ฉินชิงซานแทบจะไม่นับว่าเป็นตัวละครสำคัญอะไรเลย แถมยังต้องคอยพึ่งพางานรับเหมาจากเขาถึงจะหาเงินได้ด้วยซ้ำ
พอคิดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่คนตระกูลฉินที่ต้องอาศัยตัวเองเลี้ยงปากท้อง ท่าทีของเขาก็เหิมเกริมโอหังขึ้นมาทันที "ไอ้หนู อย่าหาว่าฉันไม่ให้โอกาสแกนะ ไปล่วงเกินคนอื่นเข้าก็ต้องเตรียมตัวรับผลของการแก้แค้นเอาไว้ด้วย แกยอมให้คนรักของฉันตบหน้าสั่งสอนสักสองสามฉาด แล้วกล่าวคำขอโทษดีๆ เรื่องนี้ก็จะถือว่าแล้วกันไป แต่ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็..."
ฉินหลางหัวเราะร่วน "ไม่อย่างนั้นแล้วจะทำไม?"
ตั้งแต่แรกเห็นผู้หญิงแต่งตัวฉูดฉาดคนนี้ เขาก็รู้ทันทีว่าหล่อนไม่ได้เป็นพวกสังคมชั้นสูงอะไรเลย คนรวยที่แท้จริงที่ไหนเขาจะทำตัวส่งเสียงดังน่ารำคาญแบบนี้กัน?
พวกนั้นมีแต่พวกนิ่งเงียบแต่กอบโกยเงินทองอย่างมหาศาลกันทั้งนั้น
เขาเดาได้อยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ใช้เต้าไต่ขึ้นมา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเสี่ยกระเป๋าหนักที่หล่อนไปเกาะกินด้วย จะไร้รสนิยมได้ถึงเพียงนี้
ไช่หย่งสีหน้าเย็นเยียบ "ไอ้เด็กเวร อย่าให้มันจองหองผยองขนให้มากนักนะ ต่อให้วันนี้พ่อแกเดินมาหาฉัน ก็ยังต้องก้มหัวเรียกฉันว่าประธานไช่อย่างว่าง่ายเลย!"
ฉินหลางส่ายหน้า "จริงเหรอ? ไม่เห็นจะเชื่อเลย"
"ไม่เชื่อก็ไปถามโคตรพ่อโคตรแม่แกดูสิ!" เดิมทีไช่หย่งก็เป็นคนอารมณ์ร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ผ่านมาพยายามวางเก๊กข่มเอาไว้ แต่พอเห็นท่าทางกวนประสาทไม่สะท้านสะเทือนของฉินหลาง โทสะก็พุ่งปรี๊ดขึ้นหน้าทันที เขาพุ่งตัวเข้าไปหาหวังจะเงื้อจานบินตบหน้าอีกฝ่าย พร้อมตะโกนด่าทอเสียงดังลั่น "แกคิดว่าตัวเองเป็นนักเลงโตมาจากไหนกันฮะ?!"
เพียะ!
ฝ่ามือฟาดลงไปอย่างแรง ทว่าคนที่โดนตบกลับไม่ใช่ฉินหลาง แต่เป็นซู่เสี่ยวเสี่ยวที่พุ่งตัวเข้ามายืนขวางอยู่เบื้องหน้าของฉินหลางอย่างกะทันหัน
บนใบหน้าจิ้มลิ้มของซู่เสี่ยวเสี่ยวบังเกิดรอยบวมแดงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เธอกางแขนทั้งสองข้างออก กางกั้นอยู่เบื้องหน้าฉินหลางอย่างดื้อดึง "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคุณชายฉิน! ถ้าคุณคิดจะตบก็ตบฉันนี่!"
เธอไม่คิดเลยว่าฉินหลางที่มีรูปร่างผอมสูงจะเป็นคู่ต่อสู้ของคนตัวใหญ่ล่ำบึ้กอย่างไช่หย่งได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้างกายของฉินหลางในตอนนี้ก็ไม่มีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
หากเป็นเมื่อก่อน เวลาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ซู่เสี่ยวเสี่ยวคงไม่มีทางกล้าทำเรื่องบ้าบิ่นแบบนี้แน่ ทว่าวันนี้ ฉินหลางยอมล่วงเกินผู้หญิงแต่งตัวฉูดฉาดคนนั้นก็เพื่อออกหน้าปกป้องเธอ
เธอไม่มีทางทนมองดูฉินหลางถูกคนอื่นทำร้ายโดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเด็ดขาด!
"นังตัวดี วันนี้ฉันจะตบสั่งสอนแกไปด้วยอีกคน!" ไช่หย่งระเบิดโทสะ เงื้อฝ่ามือหมายจะฟาดลงบนหน้าของซู่เสี่ยวเสี่ยวอีกรอบ
ปึ้ก!
ท่ามกลางเสียงดังกังวาน ฝ่ามือของไช่หย่งกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ข้อมือของเขาถูกฉินหลางคว้าจับเอาไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา
เมื่อครู่นี้เขาคิดไม่ถึงว่าซู่เสี่ยวเสี่ยวจะมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนั้น จนเอาตัวเข้ามารับฝ่ามือที่เขาเพิ่งฟาดออกไปแทนจนถูกตบ แต่ตอนนี้เมื่อเขาตั้งสติได้แล้ว มีหรือจะยอมปล่อยให้ไช่หย่งทำร้ายคนตามใจชอบได้อีก?
สภาพร่างกายของคนทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณสิบแต้ม ไช่หย่งคนนี้ถึงภายนอกจะดูตัวใหญ่ล่ำบึ้ก แต่เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับวงสังสรรค์และสถานบันเทิงเริงรมย์ ร่างกายจึงถูกสุราและนารีสูบกินจนกลวงเปล่าไปนานแล้ว มีสภาพร่างกายเหลือสักแปดเก้าแต้มได้ก็บุญหนักหนาแล้ว
เมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าฉินหลางที่มีสภาพร่างกายสูงถึงยี่สิบหกแต้ม หมอนี่จึงเปราะบางอ่อนแอไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
"คิดจะรังแกคนอื่นเหรอ? ใครให้ความกล้าแกมาฮะ?" ฉินหลางเพิ่มแรงบีบที่มือขึ้นอย่างรวดเร็ว บีบจนข้อมือของไช่หย่งซีดขาวไร้สีเลือดในพริบตา
ไช่หย่งเจ็บปวดจนกล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยวเข้าหากัน แผดเสียงร้องลั่น "ปล่อยนะ! โธ่ว้อย รีบปล่อยมือเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นฉันจะหักกระดูกแกทิ้งซะ!"
"ไอ้โง่!"
ฉินหลางออกแรงกระชากอย่างแรง ดึงจนร่างของไช่หย่งเสียหลักถลาเข้ามาหา จังหวะที่ช่วงตัวของอีกฝ่ายโน้มต่ำลง เขาก็แทงเข่าสวนกลับขึ้นไปอย่างดุดัน กระแทกเข้ากับท่อนแขนของไช่หย่งอย่างจัง จนเกิดเสียงกระดูกหักลั่นเปาะดังฟังชัด
แขนหักไปเรียบร้อยแล้ว!
"อ๊ากกก! แขนฉัน ไอ้นรกส่งมาเกิด! แกกล้าดียังไง! ฉันจะเอาชีวิตแก!" ไช่หย่งกอดแขนตัวเองนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น แผดเสียงแหกปากร้องอย่างเจ็บปวดเจียนตาย ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้ใบหน้าใหญ่โตของเขาเขียวคล้ำจนกลายเป็นสีตับหมูไปแล้ว
หญิงสาวแต่งตัวฉูดฉาดรีบย่อตัวลงไปด้วยความตื่นตระหนก "ที่รักคะ~"
"ไสหัวไป! ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉัน!" ไช่หย่งถีบผู้หญิงคนนั้นจนล้มกลิ้ง ตอนนี้เขาจะไปมีอารมณ์เล่นสนุกกับผู้หญิงที่ไหนได้อีก?
ในใจคิดแต่เพียงว่าจะตอบโต้แก้แค้นฉินหลาง จะบดขยี้ตระกูลฉินให้พินาศยังไง!
เขาจะทำให้ตระกูลฉินต้องบ้านแตกสาแหรกขาด!
จะทำให้ฉินชิงซานต้องมาชดใช้กรรมแทนลูกชายของมันให้จงได้!
ทว่าฉินหลางที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมองคำข่มขู่ของไช่หย่งเป็นเพียงธาตุอากาศ ไม่สนใจฟังเลยแม้แต่น้อย เขายื่นมือออกไปสัมผัสพวงแก้มบวมแดงของซู่เสี่ยวเสี่ยว พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ไม่เป็นอะไรใช่ไหม? ทำไมถึงได้โง่แบบนี้ ทะเล่อทะล่าวิ่งเอาตัวมารับแบบนี้ทำไม?"
ซู่เสี่ยวเสี่ยวเบือนหน้าหนี ไม่ยอมให้มือของฉินหลางสัมผัสโดนตัว เธอแก้มแดงก่ำด้วยความเอียงอายราวกับต้นไมยราบ "ฉันไม่รู้ว่าคุณชายฉินจะต่อสู้เก่งขนาดนี้ นึกว่าพอไม่มีบอดี้การ์ดแล้วคุณชายจะสู้เขาไม่ได้ ก็เลยเสนอหน้าออกไปค่ะ อีกอย่างเรื่องทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพราะฉันเองที่นำความเดือดร้อนมาให้"
"คุณชายฉินไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ตอนเด็กๆ ฉันโดนคนรังแกมาเยอะแยะ เจ็บตัวแค่นี้ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ เดี๋ยวอีกไม่นานก็หายแล้ว"
ซู่เสี่ยวเสี่ยวผู้ถูกตบไปหนึ่งฉาด แววตากลมโตสุกใสในตอนนี้นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว เมื่อเทียบกับภาพที่เธอนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ตรงมุมตึกเพียงลำพังก่อนหน้านี้แล้ว ช่างแตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหว ราวกับว่าเป็นคนละคนกันเลยทีเดียว
อันที่จริง สิ่งที่ฉินหลางไม่รู้ก็คือ ไม่ใช่ว่านิสัยของซู่เสี่ยวเสี่ยวเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันในชั่วระยะเวลาอันสั้นหรอก แต่เนื้อแท้นิสัยเดิมของเธอก็เป็นคนเช่นนี้อยู่แล้วต่างหาก
ความเจ็บปวดทางกาย ซู่เสี่ยวเสี่ยวสามารถอดทนกัดฟันสู้ได้ แต่ความน้อยเนื้อต่ำใจในอก สาวน้อยกลับไม่สามารถอดกลั้นมันเอาไว้ได้ ยิ่งคิดวนเวียนถึงเรื่องนั้นมากเท่าไหร่ ในใจก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจมากเท่านั้น จนหยาดน้ำตาพังทลายรินไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
เมื่อมองดูซู่เสี่ยวเสี่ยวที่แสนจะรู้ความขนาดนี้ ภายในใจของฉินหลางก็บังเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเป็นระลอก เขาวางมือลงบนศีรษะของเธอ แล้วเอ่ยประกาศิตออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังและทรงอำนาจ
"ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเมื่อก่อนเธอต้องใช้ชีวิตมายังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าก่อนหน้านี้เคยมีใครหน้านี้รังแกเธอมาบ้าง แต่ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอคือพี่เลี้ยงของฉันฉินหลาง คือคนของตระกูลฉินของฉัน"
"ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มารังแกเธอ และยิ่งไม่มีสิทธิ์มาทุบตีเธอ!"
"ไอ้เศษสวะสองคนนี้ไม่มีสิทธิ์ คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์เหมือนกัน! ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จลงมา ก็ไม่มีหน้ามารังแกคนของตระกูลฉินของฉันได้!"
"ตราบใดที่ฉันฉินหลางคนนี้ยังมีชีวิตอยู่อีกหนึ่งวัน เธอก็จะได้รับการคุ้มครองจากตระกูลฉินของฉันตลอดไป!"
"เข้าใจที่พูดไหม?"