- หน้าแรก
- ชีวิตมหาเศรษฐีอย่างผมเนี่ยเป็นตัวร้ายตัวจริงนะจะบอกให้
- บทที่ 9 เดินหมากพลาดไปหนึ่งก้าว?
บทที่ 9 เดินหมากพลาดไปหนึ่งก้าว?
บทที่ 9 เดินหมากพลาดไปหนึ่งก้าว?
"ติ๊ง! นางเอกซู่เสี่ยวเสี่ยวเกิดอารมณ์แปรปรวน ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับแต้มวายร้าย +300"
"ติ๊ง! ความรู้สึกดีๆ ของนางเอกซู่เสี่ยวเสี่ยวเพิ่มขึ้น ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับแต้มวายร้าย +500"
"ติ๊ง! ความรู้สึกดีๆ ของนางเอกซู่เสี่ยวเสี่ยวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับแต้มวายร้าย +1000"
"..."
ซู่เสี่ยวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นมา ภายในดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้นมีประกายระยิบระยับสั่นไหว
ฉินหลางที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ใบหน้าที่หล่อเหลาหมดจดของเขาราวกับถูกเปิดฟังก์ชันตัวกรองมุมมองแฟนหนุ่ม ทำให้เครื่องหน้าดูคมคายและมีมิติมากยิ่งขึ้น รอบกายของเขาราวกับมีประกายดาวระยิบระยับเปล่งประกายออกมา
ชั่วขณะนั้น ภายในหัวสมองของซู่เสี่ยวเสี่ยวถูกเติมเต็มไปด้วยคำประกาศิตอันดุดันและทรงอำนาจเมื่อครู่นี้จนหมดสิ้น
"ไอ้เด็กเวร เก่งจริงแกอย่าหนีนะโว้ย วันนี้ถ้าฉันไม่ได้หักขาแก ฉันจะไม่ขอใช้แซ่ไช่อีกต่อไป!"
คำพูดอันเหี้ยมเกรียมของไช่หย่ง ปลุกให้ซู่เสี่ยวเสี่ยวตื่นขึ้นมาจากฝันกลางวัน
เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ แล้วส่ายหน้าไปมาอย่างแรง พร้อมกับด่าทอตัวเองอยู่ในใจชุดใหญ่!
ซู่เสี่ยวเสี่ยวนะซู่เสี่ยวเสี่ยว!
ทำไมเธอถึงได้หน้าไม่อายแบบนี้?
มัวคิดเพ้อเจ้ออะไรอยู่ได้!
คุณชายฉินเขาก็แค่อยากรักษาหน้าตาของตระกูลฉิน ไม่ยอมให้คนรับใช้ของตระกูลฉินต้องถูกใครมารังแกก็เท่านั้นเอง
ไม่ได้ทำเพื่อเธอคนเดียวเสียหน่อย!
อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย!
แต่ถึงแม้จะคิดตกแล้ว ทว่าภายในใจของซู่เสี่ยวเสี่ยวก็ยังคงถูกห่อหุ้มไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างล้นหลามอยู่ดี
"หัวเราะแหะๆ อะไรอยู่คนเดียวน่ะ?" ฉินหลางมองดูซู่เสี่ยวเสี่ยวที่เดี๋ยวก็ยิ้ม เดี๋ยวก็เอามือกุมแก้ม เดี๋ยวก็ทำปากยื่นปากยาวด้วยสีหน้าหม่นหมอง ก็รู้สึกขบขันขึ้นมาในใจ
เด็กสาวคนนี้อ่านง่ายเกินไปแล้วไหมเนี่ย?
แทบจะเรียกได้ว่าคิดอะไรอยู่ในใจก็แสดงออกมาทางสีหน้าจนหมดสิ้น ซื่อบริสุทธิ์ราวกับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง
ซู่เสี่ยวเสี่ยวส่ายหน้า "ไม่มีอะไรค่ะ ไม่มีอะไรเลย คุณชายฉิน พวกเรารีบไปกันเถอะค่ะ ถ้าคนที่เขาเรียกมาถึงแล้ว พวกเราจะหนีไม่ทันนะคะ"
"ไป? ทำไมต้องไป? บัญชีที่มันตบหน้าเธอยังไม่ได้สะสางเลยนะ!" ฉินหลางยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ว่าซู่เสี่ยวเสี่ยวจะออกแรงดึงยังไงเขาก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขาเพียงแค่ออกแรงดึงเบาๆ ร่างของซู่เสี่ยวเสี่ยวก็ถลาเข้ามาชนเข้ากับอ้อมอกของเขาอย่างจัง
ซู่เสี่ยวเสี่ยวรีบเด้งตัวออกจากอ้อมอกของเขาอย่างรวดเร็วราวกับกระต่ายขาวตัวน้อยที่กำลังตื่นตกใจ เธอก้มหน้าลงต่ำด้วยความขัดเขินจนคางแทบจะชิดอก
การกระทำที่ใกล้ชิดสนิทสนมถึงเพียงนี้ ทำเอาเด็กสาวที่ไม่เคยใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมาก่อนเลยในชีวิต รู้สึกตื่นตระหนกและทำตัวไม่ถูกจริงๆ
ฉินหลางพึงพอใจกับท่าทีในตอนนี้ของซู่เสี่ยวเสี่ยวเป็นอย่างมาก ใช้ไม้อ่อนสลับไม้แข็ง ผนวกเข้ากับค่าเสน่ห์ของเขา โจมตีควบคู่กันสองทาง การจะพิชิตความรู้สึกดีๆ จากเด็กสาวที่ซื่อบริสุทธิ์อย่างซู่เสี่ยวเสี่ยว มันช่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!
และแต้มวายร้ายที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ก็เป็นข้อพิสูจน์แนวคิดนี้ของเขาได้อย่างดีเยี่ยม
ฉินหลางมองดูไช่หย่งที่กำลังสบถด่าทอผ่านโทรศัพท์อย่างหัวเสีย แล้วแค่นหัวเราะออกมา "ก็แค่โทรศัพท์เรียกพวกไม่ใช่เหรอ? ใครบ้างจะทำไม่เป็น ฉันก็เรียกได้เหมือนกัน!"
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที คนของทั้งสองฝ่ายก็เดินทางมากันจนครบ
เมื่อรวมเข้ากับบรรดาลูกค้าไทยมุงภายในห้างสรรพสินค้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็น บริเวณนั้นจึงถูกล้อมวงจนแน่นขนัดเพื่อรอดูเรื่องสนุก
"แบบนี้จะไปสู้เขายังไงล่ะเนี่ย จบกัน สุดหล่อของฉันโดนยำเละแน่ๆ จำนวนคนต่างกันราวกับฟ้ากับเหวขนาดนี้!"
"ไหนบอกว่าเรียกคนมาไงล่ะ ทำไมพี่ชายสุดหล่อถึงเรียกมาแค่คนเดียวล่ะเนี่ย!"
"ต่อให้คนเดียวจะเก่งแค่ไหน แต่จะไปสู้กับคนเป็นฝูงได้ยังไง? นี่มันรนหาที่โดนซ้อมชัดๆ ไม่ใช่เหรอ?"
กลุ่มเด็กสาวต่างพากันกระวนกระวายใจ กลัวจับใจว่าจะต้องเห็นภาพเหตุการณ์อันน่าเวทนาที่พี่ชายสุดหล่อถูกรุมซ้อมจนยับเยิน
ทางฝั่งของไช่หย่ง เนื่องจากทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างมาตลอดหลายปี มักจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ต้องใช้กำลังในการแก้ปัญหาอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลี้ยงดูพวกนักเลงหัวไม้เอาไว้กลุ่มหนึ่ง วันนี้เขาเรียกพวกมันมาทั้งหมดสิบสามคน แต่ละคนตัวใหญ่ล่ำบึ้ก ไหล่กว้างเอวหนา แข็งแรงถึกทนราวกะทิงถึก
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งกลับดูโดดเดี่ยวอ้างว้างกว่ามาก มีเพียงจวินซื่อแค่คนเดียวเท่านั้น แถมยังต้องรับบทหนักทำงานสารพัดอย่าง นอกจากจะต้องคอยคุมเชิงอยู่ในเหตุการณ์แล้ว เมื่อครู่นี้ตอนที่คนของอีกฝั่งยังมาไม่ครบ เขายังต้องวิ่งไปช่วยซู่เสี่ยวเสี่ยวเอาถุงสัมภาระน้อยใหญ่ไปเก็บไว้ที่รถอีกรอบด้วย
เป็นทั้งพ่อและเป็นทั้งแม่ในคนเดียวกันจริงๆ
"คุณชายฉินคะ ที่คฤหาสน์ยังมีคนอื่นอยู่อีกไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเกิดสู้พวกเขาม่ายไหวขึ้นมาจะทำยังไงดี?" ซู่เสี่ยวเสี่ยวรู้สึกตึงเครียดเป็นอย่างมาก ฝ่ายตรงข้ามยืนกันอยู่มืดฟ้ามัวดิน ดูท่าทางกำยำล่ำสันกว่าจวินซื่อตั้งเยอะแยะ
ฉินหลางไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแค่มองไปยังทิศทางของไช่หย่งด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายใจ "มีคนแค่นี้เองเหรอ? มาครบแล้วใช่ไหม?"
"ฉันอยากจะรู้นักว่าแกจะปากเก่งไปได้อีกสักกี่น้ำ!" ไช่หย่งแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม หันไปสั่งการกับพวกนักเลงลูกน้อง "ลุยเข้าไปให้หมด! ใครหักแขนมันได้ข้างหนึ่งฉันให้แสนนึง ใครหักขามันได้ข้างหนึ่งเอาไปเลยสองแสน!"
โฮก!
เงินทองย่อมยั่วยวนใจคนเสมอ!
นักเลงสิบกว่าคนพุ่งทะยานเข้าหาฉินหลางอย่างดุดันราวกับฝูงหมาป่าหิวโซที่พุ่งลงจากเขา
เจ้านักเลงที่วิ่งเร็วที่สุดพุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าฉินหลางแล้ว ในจังหวะนั้นเอง จวินซื่อที่ยืนนิ่งสงบเป็นต้นสนตระหง่านมาโดยตลอดก็ขยับตัว ความเร็วของเขารวดเร็วเสียจนมองเห็นเป็นภาพลวงตา ก่อนจะตวัดลูกเตะออกไปเต็มแรง
เปรี้ยง!
ชายฉกรรจ์น้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัม ลอยกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายเมตรราวกับกระสอบทรายที่บรรจุหินไว้เต็มเปี่ยม!
"ออกแรงหน่อยนะ จัดการให้เสร็จภายในสามนาที คืนนี้นายพาลูกน้องไปเที่ยวเลานจ์เซียนจื่อเหลียนได้เลย เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง" ฉินหลางตบไหล่จวินซื่อเบาๆ
ดวงตาของจวินซื่อเป็นประกายวับ หัวเราะร่วนขึ้นมาทันที "คุณชายพูดแล้วนะครับ สามนาทีเนี่ยนะ? ดูถูกผมเกินไปหน่อยมั้งครับ?"
สิ้นเสียงคำพูด ร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไป ราวกับเสือร้ายที่หลุดออกจากกรง พริบตาเดียวก็ฉีกกระชากขบวนของกลุ่มนักเลงสิบกว่าคนจนแตกกระเจิง
นี่มันการตีกันที่ไหนกัน?
มันคือการอยู่ฝ่ายเดียวชัดๆ!
ต่อหน้าจวินซื่อ นักเลงธรรมดาพวกนี้ไม่มีทางเข้าถึงตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อย สับสันมือลงไปหนึ่งครั้งก็มีคนสลบเหมือดไปหนึ่งคน เตะออกไปหนึ่งเท้า ร่างคนก็ลอยกระเด็นข้ามไปไกลหลายเมตร!
สามนาทีงั้นเหรอ?!
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ นักเลงทั้งสิบสามคนก็ลงไปนอนกองอยู่บนพื้น พากันส่งเสียงโอดโอยโหยหวนอย่างเจ็บปวดเจียนตาย
ซี้ด...
ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันสูดปากด้วยความตื่นตะลึง
นี่มันมนุษย์แน่เหรอเนี่ย?!
ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้?!
ตัวคนเดียว กลับสามารถจัดการนักเลงนับสิบคนจนหมอบราบคาบได้ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้เลยเหรอ?!
ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง แทบจะไม่มีใครกล้าจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้าเมื่อครู่นี้เลย!
รวมไปถึงซู่เสี่ยวเสี่ยวด้วย เธอก็ถูกฝีมือการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวของจวินซื่อทำให้ตกตะลึงไปเรียบร้อยแล้ว
มีเพียงฉินหลางคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกตกใจกับฝีมือของจวินซื่อเลยแม้แต่น้อย
ถ้าไม่มีฝีมือระดับนี้ จวินซื่อจะไปสู้รบตบมือกับเย่เฟิงได้เป็นร้อยกระบวนท่าได้อย่างไร?
ถ้าหากบอกว่าสภาพร่างกายของฉินหลางคือยี่สิบหก อย่างน้อยๆ จวินซื่อก็ต้องมีสักแปดเก้าสิบ ส่วนเย่เฟิง ประเมินดูแล้วคงต้องมีเก้าสิบกว่า หรืออาจจะเฉียดร้อยเลยด้วยซ้ำ!
ไช่หย่งได้สติกลับคืนมาจากความตื่นตะลึงสุดขีด เขาสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองฉินหลางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "แกนี่มีฝีมือไม่เบาเลยนะ ถึงขนาดหาบอดี้การ์ดระดับนี้มาอยู่ข้างกายได้ ดูท่าทางฉินชิงซานคงจะหวงและคุ้มครองแกดีน่าดูเลยสินะ!"
"แต่น่าเสียดายนะ!" เขาชี้มือไปยังกล้องวงจรปิดภายในห้างสรรพสินค้า "แกยังเดินหมากพลาดไปหนึ่งก้าว เป็นวัยรุ่นน่ะหัดมีความรอบคอบไว้บ้าง สังคมสมัยนี้น่ะไม่ใช่ว่าหมัดใหญ่แล้วจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบนะโว้ย! แก แล้วก็ไอ้บอดี้การ์ดคนนี้ คนนึงหักแขนฉัน อีกคนนึงทำร้ายร่างกายคนจนบาดเจ็บสาหัสตั้งมากมาย! วันนี้ต่อให้ฉันต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลแค่ไหน ฉันก็จะส่งพวกแกเข้าคุกไปดัดนิสัยสักปีครึ่งปีให้ได้!"