- หน้าแรก
- ระบบยังไม่ทันมา ผมก็กลายเป็นสมาชิกสภาวิชาการแพทย์ถึงสี่ประเทศแล้ว
- บทที่ 4 ฝีมือระดับนี้มันสุดยอดจริงๆ
บทที่ 4 ฝีมือระดับนี้มันสุดยอดจริงๆ
บทที่ 4 ฝีมือระดับนี้มันสุดยอดจริงๆ
บทที่ 4 ฝีมือระดับนี้มันสุดยอดจริงๆ
ในตอนนี้ เซียวเฉินกวงที่กำมีดผ่าตัดไว้แน่นยืนอยู่บนโต๊ะผ่าตัด เขามีความรู้สึกคุ้นเคยที่ไม่ได้สัมผัสมานานพลันแล่นเข้ามาในความรู้สึก
แม้ว่าสภาพแวดล้อมของห้องผ่าตัดจะดูเรียบง่ายจนเกินไป และแม้แต่ตัวมีดผ่าตัดเองก็ยังเป็นเหล็กกล้าคาร์บอนแบบดั้งเดิม
แต่เทคนิคการผ่าตัดที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก ทำให้เขาสามารถเริ่มปฏิบัติการได้ตามสัญชาตญาณ
กรีดผิวหนัง ใช้ตัวถ่างแผล เปิดเผยเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง หลีกเลี่ยงหลอดเลือดและเส้นประสาทที่สำคัญ ผูกหลอดเลือดเล็กๆ ที่มีเลือดออก จากนั้นจึงแยกชั้นไขมัน กล้ามเนื้อ และพังผืดตามลำดับ
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาไหลลื่นราวกับสายน้ำ ทำอย่างต่อเนื่องในคราวเดียว ราวกับผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน ดูเป็นธรรมชาติและลื่นไหลอย่างที่สุด
"นี่มัน?!"
ทุกคนที่อยู่ในห้องผ่าตัดต่างยืนอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
แม้แต่พยาบาลที่คอยเตรียมอุปกรณ์บนโต๊ะยังลืมส่งเข็มและด้ายให้เซียวเฉินกวง ส่วนจ้าวเฉวียนซุ่นที่รับหน้าที่ถ่างแผลยิ่งอ้าปากค้างจนแทบจะทำคางหลุด
เขาอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยคนที่หนึ่ง ซึ่งมีมุมมองการผ่าตัดรองจากเซียวเฉินกวงที่เป็นศัลยแพทย์หลัก
เพราะเห็นชัดเจน จึงยิ่งรู้สึกตกตะลึง
อย่ามองแค่ว่าเซียวเฉินกวงเป็นเพียงการกรีดผิวหนังแบบเรียบง่าย แต่การเลือกตำแหน่งกรีด ความลึกของการลงมีด และเทคนิคการผูกหลอดเลือดนั้นเรียกได้ว่าผ่านการฝึกฝนมาจนถึงขั้นปรมาจารย์
ที่เขาว่ากันว่าคนนอกดูความสนุก คนในดูวิชาความรู้ เทคนิคที่เซียวเฉินกวงแสดงออกมาในระหว่างการผ่าตัด จ้าวเฉวียนซุ่นประเมินว่าต่อให้ตัวเองพยายามอย่างสุดความสามารถ ก็ยังไม่อาจไปถึงระดับนี้ได้
ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่มีทางทำได้แน่นอน
จ้าวเฉวียนซุ่นรู้ซึ้งถึงระดับฝีมือของตัวเองดี ผ่าตัดคนไข้มาตั้งหลายปี มีครั้งไหนบ้างที่การผ่าตัดจะไม่เต็มไปด้วยเลือดจนต้องเปลี่ยนผ้าซับเลือดแล้วเปลี่ยนอีก
แต่ลองดูเซียวเฉินกวงสิ
เลือดที่ไหลออกมาตลอดการกรีดแผลมีไม่ถึง 5 มิลลิลิตรด้วยซ้ำ หรืออาจจะน้อยกว่านั้นเสียอีก หลอดเลือดที่ควรหลบเลี่ยงก็ถูกจัดการล่วงหน้าไว้หมดแล้ว
ฝีมือที่รังสรรค์ราวกับปาฏิหาริย์นี้ทำให้จ้าวเฉวียนซุ่นลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น เพียงแค่ยืนดูการลงมือของเซียวเฉินกวงบนโต๊ะผ่าตัด ก็ทำให้เขาได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลแล้ว
นี่ใช่สิ่งที่คนที่เพิ่งหัดผ่าตัดเปิดหน้าท้องควรจะทำได้หรือ?
ย้อนกลับไปตอนที่เขาขึ้นโต๊ะผ่าตัดใหม่ๆ ฝีมือการผ่าตัดของเขานั้นเรียกได้ว่าน่าเวทนาจนดูไม่ได้เลยทีเดียว
สมกับที่เป็นบัณฑิตที่จบมาจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ชั้นนำ จุดเริ่มต้นมันต่างกันจริงๆ ฝีมือระดับนี้มันสุดยอดจริงๆ
ในขณะที่จ้าวเฉวียนซุ่นกำลังจ้องมองเทคนิคของเซียวเฉินกวงอย่างกระหายวิชา เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครมาดันไหล่
เขาทำตัวนิ่งไม่ไหวติงและไม่สนใจ
จากนั้นก็ถูกดันอีกครั้ง
การถูกขัดจังหวะซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขาเริ่มโมโห
แม่เถอะ!
ขอดูหน่อยสิว่าใครหน้าไหนมันกล้ามาขัดจังหวะตอนฉันกำลังศึกษาการผ่าตัดนี้
จ้าวเฉวียนซุ่นถลึงตาโกรธจัดหันไปเตรียมจะด่ากราด แต่กลับต้องเผชิญกับใบหน้าที่เย็นชา
"อา...จารย์" จ้าวเฉวียนซุ่นคอหดทันที ความฮึกเหิมมลายหายไปในพริบตา
"ถอยไป" หวังจินกังกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
สิ้นเสียง หวังจินกังก็เบียดจ้าวเฉวียนซุ่นไปอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยคนที่สองแทน
"กรีดได้ดีจริงๆ"
เมื่อตำแหน่งผู้ช่วยคนที่หนึ่งว่างลง หวังจินกังก็ไม่ต้องชะเง้อคอดูเซียวเฉินกวงผ่าตัดอีกต่อไป
บนผิวแผลที่เรียบเนียน มีคีมห้ามเลือดสำหรับหนีบหลอดเลือดห้อยอยู่หลายตัว
ประกายโลหะสีเงินเทาสะท้อนกับแสงไฟไร้เงา ดูเย็นเยียบและเคร่งขรึม
ภายในรอยแผล ชั้นเนื้อเยื่อแบ่งแยกชัดเจน มองเห็นโครงสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า
ในส่วนที่ลึกที่สุด ฟิล์มสีขาวจางๆ ปรากฏขึ้นสู่สายตา ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะเข้าสู่ช่องท้อง นั่นคือเยื่อบุช่องท้อง
"เสี่ยวเซียว เยี่ยมมาก เทคนิคการเปิดแผลของเธอเรียนมาจากศาสตราจารย์เฉินเฉียงที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ใช่ไหม?"
หวังจินกังที่เพิ่งจะมีท่าทีเย็นชาเมื่อครู่ จู่ๆ ก็เหมือนกลายเป็นคนละคน เมื่อเผชิญหน้ากับเซียวเฉินกวง เขาก็เปลี่ยนวิธีการเรียกชื่อ
แม้แต่บนใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยมาตลอดกาลก็ยังมีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นมา น้ำเสียงยังดูอ่อนโยน ราวกับผู้ใหญ่ใจดีที่กำลังแสดงความห่วงใยต่อผู้น้อย
"นี่มัน?!"
จ้าวเฉวียนซุ่นที่ถูกเบียดไปอยู่ด้านข้างตาโตเท่าลูกชะโด เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
เขาตามหัวหน้ามาเกือบสิบปี มีครั้งไหนบ้างที่เคยเห็นหัวหน้าอ่อนโยนขนาดนี้
บนโต๊ะผ่าตัด แค่ไม่โดนด่าจนหูชาก็ถือว่าผ่านแล้ว
แต่ตอนนี้หัวหน้ากลับกำลังเอ่ยปากชมเชยเซียวเฉินกวงอย่างไม่เสียดายคำชม!?
เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
"หัวหน้าหวังรู้จักศาสตราจารย์เฉินด้วยหรือครับ?"
เมื่อถูกถาม เซียวเฉินกวงก็พอจะจำได้รางๆ ว่าศาสตราจารย์เฉินคืออาจารย์สอนศัลยกรรมสมัยที่ร่างเดิมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
"เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ฝีมือของเธอจะยอดเยี่ยมขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นลูกศิษย์คนโปรดของศาสตราจารย์เฉินนี่เอง"
หวังจินกังอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เขาเคยโชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นการผ่าตัดเปิดช่องท้องของศาสตราจารย์เฉินเฉียง
ในตอนนั้น แค่ฝีมือการกรีดมีดเพียงครั้งเดียวของศาสตราจารย์ก็สามารถพิชิตใจหวังจินกังได้อย่างราบคาบ ทำให้เขาเปิดโลกทัศน์ได้อย่างมหาศาล
ไม่คิดเลยว่าหลายปีผ่านไป เขาจะได้สัมผัสกับความรู้สึกคุ้นเคยที่ไม่ได้สัมผัสมานานนี้อีกครั้งจากการผ่าตัดของเซียวเฉินกวง
"ก็ประมาณนั้นครับ"
เมื่อเห็นหวังจินกังเข้าใจผิด เซียวเฉินกวงจึงตอบรับแบบเลี่ยงๆ โดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม
เพราะถ้าพูดกันตามตรง เขาเคยดูการผ่าตัดจำลองของศาสตราจารย์เฉินจริงๆ แม้ว่าตอนนั้นจะมีนักศึกษาเข้าเรียนร่วมรุ่นอยู่อีกหลายสิบคน แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ที่ศาสตราจารย์เฉินเคยสอนจริง
ส่วนจะเป็นลูกศิษย์คนโปรดของเขาจริงหรือไม่ ในเมื่อเวทีมันตั้งอยู่ตรงนั้นแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยให้หวังจินกังจินตนาการเอาเองเถอะ
"เอาล่ะ เสี่ยวเซียว เรามาผ่าตัดกันต่อเถอะ ครั้งนี้ให้ฉันมาเป็นผู้ช่วยเธอเอง"
หวังจินกังมองด้วยแววตาเป็นประกาย เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาอยากจะเห็นนักว่าเซียวเฉินกวงที่ยังหนุ่มยังแน่นคนนี้ จะมีพรสวรรค์สูงส่งแค่ไหน
ทว่าวินาทีถัดมา เซียวเฉินกวงที่เป็นศัลยแพทย์หลักกลับเงยหน้าขึ้นมองไปอีกทาง แม้แต่มีดผ่าตัดที่กำไว้อยู่ก็วางลง
"นี่มัน?"
หวังจินกังชะงักไป
ทันใดนั้น ห้องผ่าตัดที่เคยเงียบสงบก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นขึ้นมาทันที