เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ที่คุณบอกไง ให้กล้าตัดอย่างมั่นใจ

บทที่ 3 ที่คุณบอกไง ให้กล้าตัดอย่างมั่นใจ

บทที่ 3 ที่คุณบอกไง ให้กล้าตัดอย่างมั่นใจ


บทที่ 3 ที่คุณบอกไง ให้กล้าตัดอย่างมั่นใจ

"หัวหน้าหวังครับ แบบนี้จะไม่ดีเอาหรือเปล่า หมอเซียวเพิ่งมาได้ไม่นาน ประสบการณ์ยังน้อย ถ้าให้เขาเป็นศัลยแพทย์หลัก ผมกลัวว่าเวลาในการดมยาสลบของผู้ป่วยจะนานเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้"

วิสัญญีแพทย์ผู้รับผิดชอบการผ่าตัดเคสนี้แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

ล้อกันเล่นหรือไง!

ถ้าเป็นการผ่าตัดปกติในตอนกลางวันก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่ผู้ป่วยอาการวิกฤตต้องเข้าห้องผ่าตัดกะทันหัน แถมยังเป็นการผ่าตัดในช่วงเวลากลางคืน คนก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว นี่หัวหน้าหวังยังจะให้เด็กใหม่มาเป็นคนผ่าตัดอีก ไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำสำเร็จหรือเปล่า ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นมาใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?

เขาเคยเห็นมานักต่อนักแล้วกับภาพที่เด็กใหม่ในแผนกผ่าตัดพลาด จนหัวหน้าต้องเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์จนถึงรุ่งสาง

นี่ล้วนเป็นบทเรียนที่แลกมาด้วยเลือดทั้งนั้น!

"ฉันไม่ได้บอกว่าให้เขาเป็นศัลยแพทย์หลัก แค่ให้เขาเริ่มเปิดผิวหนังก่อน ส่วนการผ่าตัดตลอดทั้งขั้นตอนฉันจะทำเอง"

คำพูดของหวังจินกังนั้นดูย้อนแย้งในตัวเอง แต่ก็มีความเด็ดขาด และในความเด็ดขาดนั้นยังแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ดื้อรั้นอยู่นิดๆ

"หัวหน้าครับ หรือจะให้เสี่ยวเซียวมาอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยคนที่หนึ่งเพื่อเรียนรู้ก่อนดีไหมครับ..."

จ้าวเฉวียนซุ่นที่อยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยคนที่หนึ่ง ในฐานะลูกศิษย์ที่หวังจินกังฟูมฟักมากับมือ ย่อมเข้าใจความคิดในใจของอาจารย์ตัวเองดี

ในเมื่อแผนกกำลังเผชิญกับการถูกยุบและบุคลากรต้องถูกกระจายไปที่อื่น หากเซียวเฉินกวงที่ออกไปจากที่นี่แล้วทำแม้กระทั่งการผ่าตัดเปิดหน้าท้องยังไม่เป็น คนอื่นก็คงต้องตำหนิอาจารย์ว่าไม่สั่งสอนศิษย์

แต่การฝึกสอนลูกศิษย์แบบนี้เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของโรงพยาบาล หากข่าวนี้แพร่ออกไป เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของอาจารย์ไม่น้อย

เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียด จ้าวเฉวียนซุ่นตั้งใจจะถอยคนละก้าว โดยยอมสละตำแหน่งผู้ช่วยคนที่หนึ่งเพื่อให้เซียวเฉินกวงได้เรียนรู้ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกสายตาคมกริบของหวังจินกังจ้องกลับมาจนต้องเงียบไป

"เซียวเฉินกวง ขึ้นโต๊ะผ่าตัด"

หวังจินกังถอยหลังหนึ่งก้าว สองมือที่สวมถุงมือยางแขวนไว้ที่หน้าอก เขาหันข้างไปมองเซียวเฉินกวงด้วยสายตาที่ไม่ยอมให้มีการปฏิเสธ

ในขณะเดียวกัน ทุกคนที่อยู่ในห้องผ่าตัดต่างก็หันมามองเซียวเฉินกวงเช่นกัน

ณ วินาทีนั้น อากาศในห้องผ่าตัดราวกับหยุดนิ่ง

เมื่อเผชิญกับสายตาของทุกคนที่จ้องมองมา เซียวเฉินกวงฉีกยิ้มกว้าง แม้จะมีหน้ากากอนามัยปิดบังอยู่ แต่ก็ไม่อาจซ่อนรอยยิ้มอันสดใสของเขาได้

"ได้ครับหัวหน้า ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวคงต้องรบกวนช่วยดูให้ผมด้วยนะครับ"

เซียวเฉินกวงตอบรับอย่างนอบน้อมแต่หนักแน่น เขาไม่รีรอแม้แต่น้อย เดินตรงไปยังตำแหน่งศัลยแพทย์หลักทันที

ส่วนวิสัญญีแพทย์ที่ยืนอยู่ตรงหัวเตียงผู้ป่วยและกำลังมีไฟลุกโชนอยู่ในแววตา ถูกเซียวเฉินกวงมองข้ามไปอย่างไม่ใส่ใจ

"เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเริ่มผ่าตัดได้"

หวังจินกังเห็นดังนั้น คิ้วที่ขมวดมุ่นก็ผ่อนคลายลง

ชายชราวัยห้าสิบกว่าปีคนนี้สวมแว่นสายตาหนาเตอะ เมื่อเห็นเซียวเฉินกวงยืนอยูบนโต๊ะผ่าตัดเพียงลำพังด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ใบหน้าที่ถูกปิดบังไว้ด้วยหน้ากากอนามัยผ้าฝ้ายนั้นกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกยินดี และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสมัยที่ตัวเองยังหนุ่มๆ ว่าก็เคยเป็นแบบนี้เช่นกัน

"ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็คงจะดี"

หลังจากความยินดีผ่านไป หวังจินกังก็รู้สึกผิดเล็กๆ ในใจ

นักเรียนหัวกะทิที่จบมาจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ชั้นนำที่เขาอุตส่าห์ฝากฝังคนรู้จักดึงตัวมาเข้าแผนกศัลยกรรมทั่วไป ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน

ตามแผนที่เขาวางไว้คืออยากจะฝึกฝนเซียวเฉินกวงสักสองสามเดือน รอจนกว่าเขาจะคุ้นเคยกับการดำเนินงานพื้นฐานของแผนกเสียก่อนแล้วค่อยสอนวิธีผ่าตัด

ใครจะไปคิดว่าแผนการจะไล่ตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน

รายละเอียดการประเมินโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่จู่ๆ ก็ถูกประกาศออกมา ทำให้แผนกศัลยกรรมทั่วไปที่เขาดูแลอยู่ตกอยู่ในภาวะวิกฤต

แผนกต่างๆ เช่น ศัลยกรรมตับและทางเดินน้ำดี, ศัลยกรรมทางเดินอาหาร, ศัลยกรรมเต้านมและต่อมไร้ท่อ, แผนกหลอดเลือดและลำไส้ใหญ่ ที่ถูกแยกออกไปตามรายละเอียดการประเมิน จะค่อยๆ เข้ามาแย่งชิงพื้นที่การอยู่รอดของแผนกศัลยกรรมทั่วไปไปทีละน้อย

และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ยิ่งกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้แผนกใกล้จะถูกยุบเต็มที

เฮ้อ นี่มันโชคชะตาชัดๆ

หวังจินกังถอนหายใจออกมา หันไปมองเซียวเฉินกวงที่อยู่บนโต๊ะผ่าตัด เตรียมที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้สอนให้เซียวเฉินกวงรู้จักการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

โดยไม่นึกเสียดายชื่อเสียงของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

ส่วนเซียวเฉินกวงจะเรียนรู้ได้ถึงระดับไหน ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของเขาเองแล้ว

ดึงความคิดกลับสู่ความเป็นจริง หวังจินกังเริ่มอธิบายประวัติผู้ป่วย

[ผู้ป่วยชาย อายุ 69 ปี เข้ารับการรักษาเนื่องจากอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องเสียมาสามวัน ตรวจร่างกายพบอาการกดเจ็บรอบสะดือ ภาพถ่ายรังสีหน้าท้องแสดงให้เห็นภาวะลมในลำไส้เล็ก คาดว่าเป็นภาวะลำไส้อุดตันชนิดไม่สมบูรณ์]

[เนื่องจากอาการไม่ดีขึ้นหลังจากรักษาตามอาการ วันนี้ผู้ป่วยมีอาการเยื่อบุช่องท้องอักเสบกะทันหัน จึงปรึกษาแผนกโรคระบบทางเดินอาหาร และหลังจากปรึกษากับผู้ป่วยและญาติแล้ว จึงดำเนินการผ่าตัดสำรวจช่องท้องในภาวะฉุกเฉิน]

"เซียวเฉินกวง ต่อจากนี้ฉันจะช่วยเธอเปิดช่องท้อง ไม่ต้องตื่นเต้น ตัดอย่างมั่นใจได้เลย"

"ได้ครับหัวหน้า"

หวังจินกังเพิ่งอธิบายประวัติผู้ป่วยจบ ก็รู้สึกเหมือนมีประกายเย็นวาบผ่านหน้าไปภายใต้แสงไฟไร้เงา ทำให้เขาตั้งสติไม่ได้อยู่ครู่ใหญ่

เซียวเฉินกวงลงมือตัดไปแล้วหรือ?

จ้าวเฉวียนซุ่นที่ยืนอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยคนที่หนึ่งถึงกับตาค้าง หัวใจเต้นรัวด้วยความตกใจ

ที่หัวหน้าบอกว่าให้ตัดอย่างมั่นใจนั้น เป็นเพราะกลัวว่าคุณที่เป็นคนผ่าตัดหลักครั้งแรกจะตื่นเต้นจนมือสั่น

ลองนึกดูสิ ตอนที่เขาเพิ่งขึ้นโต๊ะผ่าตัดเปิดหน้าท้องกับอาจารย์เป็นครั้งแรก แค่จะกรีดผิวหนังมือก็สั่นราวกับเป็นโรคพาร์กินสันแล้ว แค่ไม่เผลอตัดโดนตัวเองก็ถือว่าบุญโขแล้ว

แต่เซียวเฉินกวงกลับทำตรงกันข้าม ขึ้นมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือผ่าตัดทันที

ช่างใจกล้าเสียจริง

หวังจินกังที่เพิ่งได้สติกลับมาก็ตกใจจนใจหล่นวูบ

เขาหยิบผ้าก๊อซบนถาดวางอุปกรณ์ขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ เตรียมจะกดแผลให้ผู้ป่วย

เพราะในบรรดาเด็กใหม่ที่เขาเคยสอนมา ก็เคยเจอพวกใจร้อนที่เริ่มผ่าตัดปุ๊บก็ทำเอาแผลผู้ป่วยเละเทะไปหมดเหมือนกัน

"เด็กคนนี้ใจร้อนเกินไปแล้ว"

ในวินาทีนั้น หวังจินกังกลับรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง

ตอนนี้เขาทำได้เพียงหวังว่า การกรีดแผลครั้งนี้ของเซียวเฉินกวงจะไม่ไปโดนหลอดเลือดหรือเส้นประสาทของผู้ป่วยมากจนเกินไป

ไม่อย่างนั้นหากเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างเช่นแผลแยกหลังผ่าตัดขึ้นมา เรื่องจะยุ่งเอาได้

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่หวังจินกังยืนขึ้นบนโต๊ะผ่าตัด เขากลับกดผ้าก๊อซในมือลงไปไม่ลง

เขาเห็นแผลผ่าตัดยาวประมาณ 15 เซนติเมตร บริเวณกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านซ้ายของผู้ป่วย

รอยแผลกรีดตรงเป็นเส้นละเอียด ราวกับใช้ปากกาวาดลงไปบนหน้าท้องของผู้ป่วย

ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีเลือดซึมออกมาจากรอบแผลเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้หวังจินกังคาดไม่ถึง

กรีดตื้นไปหรือเปล่า?

หวังจินกังตะลึง

แม้จะมีบางคนที่ผ่าตัดผิวหนังครั้งแรกแล้วตื่นเต้นจนต้องกรีดซ้ำหลายรอบกว่าจะผ่านชั้นหนังกำพร้าไปได้

แต่รอยแผลที่เรียบร้อย เส้นสายชัดเจน และทำเสร็จภายในครั้งเดียวแบบตรงหน้านี้ ทำให้หวังจินกังรู้สึกเลือนรางไปชั่วขณะ

ดูเหมือนว่าเขาจะเคยเห็นรอยแผลแบบนี้ก็ตอนที่ไปศึกษาดูงานที่เมืองหลวง และเห็นอาจารย์ใหญ่ๆ ลงมือผ่าตัดเท่านั้น

เด็กใหม่ที่เพิ่งหัดผ่าตัดเปิดหน้าท้องครั้งแรก แต่กลับทำได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ คงเป็นเรื่องบังเอิญกระมัง?

ทว่าการกระทำถัดไปของเซียวเฉินกวง ก็ช่วยทำลายความเคลือบแคลงใจของหวังจินกังจนหมดสิ้น

จบบทที่ บทที่ 3 ที่คุณบอกไง ให้กล้าตัดอย่างมั่นใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว