- หน้าแรก
- กลายเป็นเซียนหญิงผู้บำเพ็ญเพียรจากขั้นปราณเริ่มต้น
- บทที่ 18 ตระกูลซู
บทที่ 18 ตระกูลซู
บทที่ 18 ตระกูลซู
บทที่ 18 ตระกูลซู
ครึ่งเดือนต่อมา
ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ฉู่หยุนเกอไม่ได้ปล่อยให้ตนเองว่างเว้นเลยแม้แต่น้อย
นางเดินทางไปทั่วทุกร้านค้าใหญ่ในเมืองเหลียนหยุน เพื่อกวาดซื้อตำรามรดกสืบทอดทั้งหมดเท่าที่จะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งโอสถ ศาสตร์แห่งยันต์ หรือศาสตร์แห่งค่ายกล ที่สามารถนำมาใช้งานได้ในช่วงระดับหลอมปราณ
สิ่งเหล่านี้เพียงพอให้นางนำกลับไปค่อยๆ ขบคิดศึกษาได้ตลอดสิบปีข้างหน้า
ในยามนี้ นางมายืนหยุดอยู่ตรงประตูเมือง พลางเหลียวหน้ากลับไปมองกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน
เมืองเหลียนหยุนแห่งนี้ดีพร้อมไปเสียทุกประการ ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวคือมีผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับสูงพำนักอยู่มากเกินไป
หากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ นางย่อมไม่อยากจากไปอย่างแน่นอน
ความเข้มข้นของไอปราณที่นี่สูงล้ำยิ่งนัก ตามที่นางคำนวณไว้ หากนางปักหลักบำเพาะพลังที่นี่ ย่อมสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นที่เจ็ดได้ภายในเวลาเพียงสองปีเศษเท่านั้น
ทว่าช่างน่าเสียดาย—
นางสัมผัสได้ถึงพลังปราณแท้จริงที่กำลังโคจรอยู่อย่างช้าๆ ภายในร่างกาย พลางลอบทอดถอนใจในอก
เคล็ดวิชาสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยพลังชีวิตเข้าช่วยหนุนเสริม จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้บำเพาะพลังในสถานที่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับสูง
หากนางเผลอทำความผิดปกติใดๆ เล็ดลอดออกไปในระหว่างบำเพาะพลัง แล้วถูกผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับจินตานคนใดตรวจพบเข้า... นางย่อมไม่กล้าจินตนาการต่อเลยจริงๆ
ฉู่หยุนเกอละสายตากลับมาและเลิกคิดถึงเรื่องนี้
นางเรียกกระบี่บินออกมา ก้าวขึ้นเหยียบ แล้วทะยานร่างบินตรงไปยังทิศทางของตลาดเซียนฉือเสีย
ครึ่งวันต่อมา เมื่อเดินทางกลับมาถึงตลาดเซียนฉือเสีย นางก็ตรงไปต่ออายุสัญญาเช่าลานบ้านเพิ่มอีกหนึ่งปีเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงกลับเข้าสู่ลานบ้านหลังเล็กของตน จัดการปัดกวาดทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกจนหมดจด
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว นางก็นั่งลงบนม้านั่งหินในลานบ้าน ล้วงเอาถุงเก็บของออกมา แล้วทำการตรวจนับสิ่งของที่ได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้
นางตรวจสอบศิลาปราณ สมุนไพรปราณ ยันต์อาคม และอาวุธเวททีละชิ้นๆ เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้องครบถ้วน จึงเก็บพวกมันกลับเข้าถุงไปตามเดิม
หลังจากพักผ่อนหย่อนใจผ่านไปร่วมหนึ่งเดือน ฉู่หยุนเกอก็จ้องมองกล่องไม้ที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายในถุงเก็บของ
ถึงเวลาที่ต้องไปชำระสะสางกรรมในครั้งนี้ให้สิ้นสุดเสียที
—
แคว้นฉี ซีโจว ภายนอกเมืองหนิงอัน
ข้างร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง
สตรีในชุดสีเขียวผู้หนึ่งสวมหมวกงอบไม้ไผ่นั่งอยู่ภายในร้าน นางกำลังยกถ้วยชาเย็นชืดขึ้นจิบทีละน้อย
สตรีผู่นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากฉู่หยุนเกอ นั่นเอง
"พวกเจ้าได้ยินเรื่องนี้กันหรือยัง คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซู นามว่าซูหว่านชิง ไปเข้าตาหลานชายของเจ้าสำนักเจ็ดดาราเข้าเสียแล้ว"
ตระกูลซูงั้นหรือ มือของฉู่หยุนเกอที่กำลังถือถ้วยช้าชะงักไปเล็กน้อย
"ข้ารู้ตั้งนานแล้ว เรื่องนี้ออกจะโด่งดังไปทั่ว!" คนข้างๆ ลดเสียงให้ต่ำลง ทว่ากลับไม่อาจซ่อนความกระตือรือร้นในการนินทาไว้ได้ "โถ่เอ๋ย เหตุใดคุณหนูซูถึงได้ถูกปีศาจตัวน้อยผู้นั้นหมายตาเอาได้นะ!"
"จุ๊ๆๆ—" คนข้างกายรีบกระชากแขนเสื้อของเขาพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ "บังอาจเอ่ยวาจาเหลวไหลถึงเรื่องเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะถูกคนของสำนักเจ็ดดารามาดักหมายหัวเอาหรืออย่างไร!"
คนที่เอ่ยปากในตอนแรกหดคอลงทันที น้ำเสียงของเขาเบาลงกว่าเดิมมากจริงๆ
"เฮ้อ ตระกูลซูก็น่าเวทนาเหลือเกิน" อีกคนส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ "ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่เติบโตมาโดยไร้บิดา ถูกมารดาเลี้ยงดูมาเพียงลำพัง บุกเบิกสร้างตระกูลจนเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้... ทว่าบุตรสาวกลับต้องมาถูกคนพรรค์นั้นหมายตาเข้าเสียได้"
ฉู่หยุนเกอหลับตาต่ำลง นางดื่มชาเย็นชืดในถ้วยจนหมดในอึกเดียว จากนั้นจึงเก็บถ้วยชาเข้าไว้ในแขนเสื้อ
นางหยัดกายลุกขึ้น วางเงินหนึ่งตำลึงไว้บนโต๊ะ แล้วจึงก้าวเดินมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองหนิงอัน
เมื่อเห็นดังนั้น ชายชราประจำร้านน้ำชาก็รีบคว้าเงินตำลึงแล้ววิ่งไล่ตามมา "แม่นางๆ ท่านไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชามากถึงเพียงนี้... เอ๊ะ?"
เขาขยี้ตาตนเองพลางมองไปยังทิศทางที่สตรีผู้นั้นเดินจากไป ทว่าสตรีในชุดสีเขียวสวมหมวกงอบไม้ไผ่กลับอันตรธานหายไปเสียแล้ว
ในเวลานี้ ฉู่หยุนเกอได้เดินทางเข้ามาถึงในตัวเมืองแล้ว
นางลองสืบข่าวคราวอยู่สองสามแห่ง พบว่าสถานการณ์เป็นไปตามที่คนในร้านน้ำชากล่าวไว้ทุกประการ และนางยังได้ทราบชื่อของผู้บำเพาะตนชายที่นางปลดชีพไปในวันนั้นอีกด้วย—เขามีนามว่า ซูเชิน
เมื่อไม่รั้งรอให้เสียเวลา นางจึงออกเดินทางมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลซูทันที
คฤหาสน์ตระกูลซู ณ โถงรับรองหลัก
"ฮือๆๆ..." เสียงสะอื้นไห้อย่างน่าเวทนาดังแว่วมาเป็นระยะๆ
"ท่านแม่ ข้าไม่อยากแต่งงานกับคนลามกผู้นั้นเลยนะเจ้าคะ!" ซูหว่านชิงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ หยาดน้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่นั่งตัวตรงอยู่บนที่นั่งหลัก สีหน้าของนางเคร่งขรึมจริงจัง ปลายนิ้วกุมพนักพิงไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวโพลน
"จริงด้วยขอรับท่านแม่ น้องหญิงจะแต่งงานกับคนพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน!" ซูหว่านเหยียนที่อยู่ข้างๆ กระทืบเท้าด้วยความร้อนรนใจ
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ได้แต่ทอดถอนใจยาว
มีหรือที่นางจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่จะให้นางทำอย่างไรได้
สำนักเจ็ดดาราคือขุมกำลังผู้บำเพาะตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ และหลานชายของเจ้าสำนักก็มาพึงใจในตัวของหว่านชิง พร้อมกับประกาศว่าจะแต่งนางเข้าสำนักในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
หากพวกนางปฏิเสธ ตระกูลซูทั้งตระกูลย่อมต้องพบกับความพินาศ
นางหันหน้าไปมองผู้ดูแลหลี่ที่อยู่ข้างกาย "เรื่องที่พวกเราส่งคนไปขอความช่วยเหลือ มีที่ใดตอบกลับมาบ้างหรือไม่"
ผู้ดูแลหลี่ยิ้มเจื่อนพลางส่ายหน้า "เรียนผู้นำตระกูล ยามนี้... ยังไม่มีผู้ใดตอบกลับมาเลยขอรับ"
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่หลับตาลง ซ่อนความเหนื่อยล้าผิดหวังไว้ในแววตา
พวกคนสารเลวเนรคุณเหล่านี้ ยามปกติเมื่อมีผลประโยชน์ ย่อมพากันคลานเข้าประจบสอพลอนอบน้อม ทว่าเมื่อภัยพิบัติที่แท้จริงมาเยือน กลับไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่คำเดียว
โถกรับรองหลักตกสู่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของซูหว่านชิงเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่
ทว่าในเวลานั้นเอง—
"เรียนผู้นำตระกูล มีแม่นางผู้หนึ่งสวมหมวกงอบไม้ไผ่อยู่ภายนอก มาขอเข้าพบขอรับ" บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเร่งรีบเข้ามาติดต่อรายงาน
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ลืมตาขึ้น คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย "นางเป็นใครกัน"
"นางไม่ได้บอกชื่อเสียงเรียงนาม บอกเพียงแค่ว่า... นางเป็นสหายของซูเชินขอรับ"
"อะไรนะ?!" ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ลุกพรวดขึ้นทันที แววตาฉายประกายตื่นตระหนกวับหนึ่ง
บ่าวรับใช้ตกใจกับการตอบสนองของนาง จึงรีบก้มศีรษะลงคำนับ "เรียนผู้นำตระกูล นางกล่าวเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ บอกว่าเป็นสหายของซูเชิน"
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ตกตะลึงอยู่กับที่
ซูเชิน...
นั่นคือชื่อของบิดานางเอง
บิดาของนางออกเดินทางไปแสวงหาความอนัตตรรฆไม่ใช่หรือ สี่สิบปีมานี้ไร้ซึ่งข่าวคราว เหตุใดในยามนี้ถึงมีคนใช้ชื่อนี้มาขอเข้าพบกัน
สหายของบิดานางงั้นหรือ หรือว่าจะเป็น?!
"ท่านแม่ ซูเชินคือผู้ใดหรือขอรับ" ซูหว่านเหยียนเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ดึงสติกลับมา กดข่มอารมณ์อันพลุ่งพล่านในใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "เจ้าจงไปเชิญนางเข้ามา"
จากนั้นนางจึงหันไปสั่งบุตรทั้งสองของตน "พวกเจ้าสองคนออกไปข้างนอกเสีย หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามผู้ใดเข้ามาเด็ดขาด"
"แต่ว่า—" ซูหว่านเหยียนคิดจะเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม ทว่ากลับถูกผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ตวัดสายตาดุร้ายเข้าใส่ จึงจำเป็นต้องจูงมือน้องสาวถอยร่นออกไปพร้อมกับผู้ดูแลหลี่
ประตูโถงรับรองหลักค่อยๆ ปิดลงช้าๆ
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มือสองข้างกุมพนักพิงไว้ สายตาจับจ้องไปยังบานประตูนั้น
ไม่นานนัก ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง สตรีสิ้นคิดในชุดสีเขียวสวมหมวกงอบไม้ไผ่ก้าวเดินเข้ามาด้านใน
เมื่อบานประตูเปิดปิดสนิทลงแล้ว ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที หน้าผากจรดลงบนพื้นดิน "ข้าขอวิงวอนท่านเซียน โปรดช่วยตระกูลซูของข้าให้ผ่านพ้นภัยพิบัติในครั้งนี้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ!"
"โอ้ เจ้าจดจำข้าได้งั้นหรือ" น้ำเสียงของฉู่หยุนเกอนุ่มนวล ทว่ากลับไม่อาจสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ได้
"บิดาของข้าออกเดินทางไปเสาะหาความเป็นอมตะนานถึงสี่สิบปีโดยไร้ข่าวคราว ในเมื่อท่านอ้างว่าเป็นสหายของบิดาข้า แต่กลับยังดูเยาว์วัยถึงเพียงนี้ ท่านย่อมต้องเป็นท่านเซียนอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
ฉู่หยุนเกอพยักหน้ารับ
"ลุกขึ้นเถอะ"
นางก้าวเดินไปยังที่นั่งหลักในโถงรับรอง แล้วจึงทรุดตัวลงนั่ง
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่เพียงแค่เงยหน้าผากขึ้น ทว่ายังคงไม่ยอมลุกขึ้น เมื่อเห็นดังนั้น ฉู่หยุนเกอก็ไม่ได้เอ่ยปากโน้มน้าวสิ่งใดเพิ่มเติม
"เจ้าวางใจเถิด ที่ข้ามาตามหาตระกูลซูของพวกเจ้าในครั้งนี้ เป็นเพราะได้รับการไหว้วานจากบิดาของเจ้าก่อนที่เขาจะสิ้นใจ ให้มาช่วยดูแลตระกูลซูสักเล็กน้อย ดังนั้นข้าจะช่วยคลี่คลายปัญหาของพวกเจ้าให้เอง"
น้ำเสียงอันสุขุมลุ่มลึกและไพเราะดังเข้าสู่โสตประสาทของผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่ ส่งผลให้หัวใจของนางอบอุ่นขึ้นมา
ทว่าไม่ใช่!
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่พลันดึงสติกลับมา ดวงตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อในพริบตา
ท่านพ่อ... ท่านพ่อสิ้นใจไปแล้วงั้นหรือ?!
หยาดน้ำตาเอ่อล้นขอบตา น้ำเสียงของนางสั่นเครือ "ท่านเซียน... ท่านเซียน เจ้าคะ ท่านมีสิ่งของดูต่างหน้าของท่านพ่อของข้าบ้างหรือไม่เจ้าคะ"
ฉู่หยุนเกอล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วหยิบกล่องไม้อันประณีตงดงามแผ่นหนึ่งออกมา
"ภายในนี้คือเถ้าถ่านของบิดาเจ้า จงนำไปฝังให้ดีเถิด"
ผู้นำตระกูลซูหว่านเยว่รับสิ่งของมาด้วยสองมือ นางกอดกล่องไม้ไว้แน่นในอ้อมอก พลางโขกศีรษะลงอย่างแรง "ขอบพระคุณท่านเซียน ที่ช่วยนำร่างของท่านพ่อกลับมาส่งให้เจ้าค่ะ!"
นางชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย "ข้าเสียมารยาทแล้วเจ้าค่ะ"
หลังจากเอ่ยคำนี้ นางก็ลุกขึ้นและเดินอุ้มกล่องไม้จากไปข้างนอก
ฝีเท้าของนางดูโงนเงนไม่มั่นคงอยู่บ้าง
ฉู่หยุนเกอมองตามเงานร่างที่เดินโซเซเล็กน้อยผู้นั้น พลางลอบทอดถอนใจออกมาแผ่วเบา