เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ดินแดนลี้ลับ ตอนที่ 1

บทที่ 14 ดินแดนลี้ลับ ตอนที่ 1

บทที่ 14 ดินแดนลี้ลับ ตอนที่ 1


บทที่ 14 ดินแดนลี้ลับ ตอนที่ 1

ในเวลานั้นเอง เสียงแค่นหมิ่นเยือกเย็นพลันดังขึ้นจากที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

"เหอะ ที่แท้พวกผู้บำเพาะตนจากสำนักหนิงเยว่ก็คิดจะเข้ามาในดินแดนลี้ลับของแคว้นฉีของเราด้วยอย่างนั้นหรือ"

ฉู่หยุนเกอเงยหน้าขึ้นมองตามทิศทางของเสียง

นางเห็นผู้บำเพาะตนระดับสร้างรากฐานผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่กลางอากาศ ใบหน้าบึ้งตึงถมึงทึง สายตาของเขาตวัดมองไปยังเรือเหาะลำหนึ่งที่อยู่เบื้องล่าง ก่อนจะยกมือขึ้นโดยพลัน—

แรงกดดันอันมหาศาลพลันแผ่ซ่านลงมา ครอบคลุมเหล่าผู้บำเพาะตนระดับหลอมปราณทั้งหมดบนเรือเหาะลำนั้นในทันที

ทันใดนั้น ฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ควบแน่นจากพลังปราณก็ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ นิ้วทั้งห้ากางออกกว้าง ก่อนจะตะปบลงสู่ฝูงชนอย่างดุดัน

เป้าหมายคือผู้บำเพาะตนชายระดับหลอมปราณขั้นที่แปดผู้หนึ่ง ร่างกายของเขาแข็งทื่ออยู่กับที่ ทั่วร่างสั่นเทาอย่างรุนแรงจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ช้านิ้ว ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูฝ่ามือยักษ์นั้นเคลื่อนต่ำลงมา และหิ้วร่างของเขาขึ้นไปราวกับลูกนกตัวหนึ่ง

"สายลับจากแคว้นเยว่บังอาจลอบเข้ามาในดินแดนลี้ลับของแคว้นฉีเราเชียวหรือ"

น้ำเสียงของผู้บำเพาะตนระดับสร้างรากฐานผู้นั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

สิ้นคำกล่าวของเขา—เสียงกระดูกหักดังกร๊อบก็แว่วมา

ฝ่ามือปราณขนาดใหญ่บีบกระชับเข้าหากันอย่างรุนแรง ร่างของผู้บำเพาะตนระดับหลอมปราณขั้นที่แปดพลันแหลกเหลวกลายเป็นก้อนเนื้อและโลหิตในพริบตา โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้องครวญครางออกมาสักแอกเดียว

จากนั้น เพลิงปราณสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา แผดเผาหมอกโลหิตจนระเหยกลายเป็นไอไปในทันที โดยไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ ไว้เลยแม้แต่น้อย ช่างหมดจดและเด็ดขาดยิ่งนัก

หลังจากจัดการเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้น สีหน้าของผู้บำเพาะตนระดับสร้างรากฐานยังคงราบเรียบไม่เปลี่ยนแปร เขาหมุนตัวบินตรงไปยังเรือเหาะอีกลำหนึ่ง

กระทั่งร่างของเขาเลือนหายไปจากสายตา เสียงสูดหายใจอย่างตื่นตระหนกและถี่กระชั้นจึงค่อยๆ ดังขึ้นระงมจากเรือเหาะลำที่เคยถูกแรงกดดันครอบงำเมื่อครู่

บางคนถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้น บางคนเกาะราวเรือไว้พลางตัวสั่นเทา และมีอีกไม่น้อยที่เริ่มส่งเสียงขย้อนเพราะความคลื่นไส้

"พับผ่าสิ ทำเอาข้าขวัญหนีดีฝ่อไปหมด..."

"เจ้าโง่นั่น เกือบจะลากพวกเราไปตายด้วยแล้วไหมล่ะ!"

ฉู่หยุนเกอละสายตากลับมา นางก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเอง หัวใจเต้นระรัวเร็วกว่ายามปกติอยู่บ้าง

ภาพความตายอันน่าสยดสยองของผู้บำเพาะตนระดับหลอมปราณขั้นที่แปดผู้นั้นยังคงติดตาอยู่

ผู้บำเพาะตนระดับสร้างรากฐานช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

นับว่าโชคดี โชคดีที่นางเป็นเพียงผู้บำเพาะตนอิสระผู้ซื่อสัตย์ของแคว้นฉี ที่เดินทางมาเพื่อเสาะหา สมุนไพรปราณเท่านั้น

หลังจากนั้น แรงกดดันระลอกแล้วระลอกเล่าก็แผ่ซ่านมาจากเรือเหาะลำอื่นๆ อีกหลายลำ มีผู้บำเพาะตนตกตายไปอีกสองสามคน

ฉู่หยุนเกอยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน นางหลับตาต่ำแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น

เรื่องราวสอดแทรกเล็กๆ น้อยๆ นี้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เหล่าผู้บำเพาะตนเริ่มทยอยเดินลงจากเรือ นางเดินตามกระแสผู้คนลงสู่พื้นหินสีเทาคราม วินาทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสถูกพื้นดินอันมั่นคง หัวใจของนางก็คลายความกังวลลงไปได้บ้าง

เมื่อทุกคนลงจากเรือจนครบครัน น้ำเสียงแหบพร่าชราภาพก็ดังมาจากเบื้องหน้า "เปิดใช้งานค่ายกล"

ฉู่หยุนเกอเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าเป็นผู้อาวุโสระดับจินตานคนเดิม เขาขยับไปยืนอยู่ตรงใจกลางลานโล่ง แขนเสื้อโบกสะบัดทั้งที่ไม่มีลม

เสาหินขนาดมหึมาหลายต้นพลันเปล่งแสงสว่างสลัวขึ้นพร้อมกัน แสงเรืองรองไหลเวียนไปตามลำเสา ก่อนจะค่อยๆ แผ่ขยายไปตามลวดลายค่ายกลบนพื้นดิน

ลวดลายที่สลักอยู่บนแผ่นหินสีเทาครามราวกับถูกจุดให้ติดไฟ มันสว่างวาบขึ้นทีละนิ้วๆ หลอมรวมกันจนกลายเป็นค่ายกลอาคมรูปวงกลมขนาดใหญ่ยักษ์

ฉู่หยุนเกอรู้สึกเพียงว่าทัศนวิสัยเบื้องหน้าพร่าเลือนไป—ทว่าเมื่อสายตากลับมามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนอีกครั้ง นางก็มายืนอยู่ท่ามกลางผืนป่าโบราณอันอุดมสมบูรณ์เสียแล้ว

ต้นไม้เก่าแก่สูงตระหง่านเสียดฟ้า เถาวัลย์ห้อยระย้า กลิ่นอายของใบไม้ผุพังผสมผสานกับความชื้นแฉะของผืนดินพุ่งเข้าใส่จมูกทันที

นางตื่นตัวขึ้นมาในพริบตา ปลดปล่อยข้อจำกัดของเคล็ดวิชาดมกลิ่นปราณโดยไม่ลังเล พร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก

ในชั่วพริบตา กลิ่นอายในรัศมีห้าลี้ก็หลั่งไหลเข้าสู่โพรงจมูกราวกับกระแสน้ำหลาก—ทั้งกลิ่นสาบของสัตว์อสูร กลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรปราณ ความชุ่มชื้นจากลำธารที่อยู่ห่างไกล... บางกลิ่นเข้มข้น บางกลิ่นเจือจาง บางกลิ่นอยู่ไกล และบางกลิ่นอยู่ใกล้ กลิ่นที่เจือจางลอยหายไปกับสายลมทำให้ยากจะระบุตำแหน่ง ส่วนกลิ่นที่เข้มข้นนั้นเด่นชัดราวกับมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

ทันใดนั้น นางพลันหมุนตัวกลับมาอย่างแรง!

ยันต์ลูกไฟแผ่นหนึ่งถูกสะบัดออกจากแขนเสื้อ พุ่งตรงไปยังกิ่งไม้หนาทึบที่อยู่เบื้องหลัง ยันต์ลุกไหม้กลางอากาศกลายเป็นลูกไฟที่โชติช่วง และกระแทกเข้าใส่สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายอสรพิษที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างกิ่งไม้ใบไม้อย่างแม่นยำ

ลูกไฟระเบิดเข้าใส่เป้าหมายอย่างจัง "ฟู่—" สัตว์อสูรคล้ายอสรพิษส่งเสียงขู่ฟ่อแหลมเล็ก ก่อนจะร่วงหล่นลงมาจากกิ่งไม้

ทั่วร่างของมันมีสีเขียวเข้ม ความยาวราวหนึ่งจาง มีลวดลายสีแดงเข้มพาดตามแนวกระดูกสันหลัง

ฉู่หยุนเกอจดจำมันได้ มันคืออสรพิษลายแดง สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลาง พิษของมันไม่ได้ร้ายกาจนัก ทว่าเคลื่อนไหวได้รวดเร็วอย่างยิ่งและเชี่ยวชาญการลอบโจมตี

ยันต์ลูกไฟระเบิดบนตัวของมัน ทิ้งรอยไหม้เกรียมเป็นปื้นดำ แต่ก็ยังไม่ถึงแก่ชีวิต หลังจากตกสู่พื้น อสรพิษลายแดงก็บิดลำตัวชูคอขึ้นสูง พลางส่งเสียงขู่ฟ่ออย่างประสงค์ร้ายมาทางนาง

ฉู่หยุนเกอไม่ปล่อยให้มันมีโอกาสเป็นหนทางที่สอง ยันต์กระบี่ทองคำที่นางเตรียมพร้อมไว้ในมืออีกข้างถูกกระตุ้นใช้งานในทันที ประกายกระบี่สีทองฟาดฟันตรงไปยังเศียรของอสรพิษตัวนั้น

ฉัวะ—

หัวของอสรพิษขาดกระเด็นตกลงสู่พื้นดิน

ฉู่หยุนเกอยืนนิ่งรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่ามันตายสนิทแล้ว จึงก้าวเดินเข้าไปหา

นางย่อตัวลง ใช้มีดสั้นกรีดผ่าท้องของอสรพิษ ปลุกดีอสรพิษขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยออกมา แล้วจึงลอกคราบอสรพิษที่สมบูรณ์ออกมาทั้งหมด พลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ขณะที่หยัดกายยืนขึ้น นางสูดหายใจเข้าลึกและโคจรเคล็ดวิชาดมกลิ่นปราณเพื่อสัมผัสสิ่งรอบตัวอย่างละเอียดอีกครั้ง

เคล็ดวิชาดมกลิ่นปราณนี้อันที่จริงก็นับว่ามีประโยชน์มาก เพียงแต่ว่า—"คราก คราก คราก อ้วก—"

ฉู่หยุนเกอพลันก้มตัวลง มือข้างหนึ่งปิดจมูกไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างโบกไปมาตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง มันช่างไวต่อความรู้สึกเกินไปแล้ว

ประสาทรับกลิ่นของนางรุนแรงเกินไป นางสามารถได้กลิ่นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ต่างพากันทะลักเข้าสู่จมูกโดยไม่มีช่องว่างให้คัดกรองเลยแม้แต่น้อย

นางปิดจมูกพลางก้าวถอยหลังอย่างโซเซ ถอยรวดเดียวถึงสามจางจึงจะกล้าปล่อยมือเพื่อสูดอากาศหายใจ

เมื่อครู่นี้ ในตำแหน่งนั้น นางได้กลิ่นมูลสัตว์อสูรกองหนึ่ง แถมยังเป็นกลิ่นใหม่ๆ เสียด้วย มันเกือบจะรมให้นางสำลักตายอยู่แล้ว

ฉู่หยุนเกอบดขยี้จมูกตนเอง หยาดน้ำตาจากกลิ่นเหม็นตลบอบอวลยังคงคลออยู่ที่หางตา ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาแผ่วเบา "มิน่าเล่า เจ้าหูเอ้อร์นั่นถึงไม่ยอมเปิดใช้งานมันตลอดเวลา"

นางนึกถึงสภาพดูไม่ได้ของหูเอ้อร์ยามที่ได้กลิ่นระเบิดไอพิษที่นางขว้างใส่ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเป็นก้อน พลางขย้อนรากมะม่วงราวกับกำลังจะขาดใจตาย

"อุ๊บ—ฮ่าๆๆ ช่างน่าอนาถแท้ๆ"

ฉู่หยุนเกอนึกขำกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง น้ำตาแห่งความขบขันผุดขึ้นที่หางตา หลังจากหัวเราะจนพึงพอใจ นางก็ลูบจมูกเพื่อปรับตัวให้เข้ากับประสาทรับกลิ่นที่ไวเกินไปนี้ จากนั้นจึงประสานอินควบคุมกระบี่ บินทะยานไปยังทิศทางของสมุนไพรปราณที่นางล็อกเป้าหมายไว้ก่อนหน้านี้

ไม่นานนัก นางก็เดินตามกลิ่นจนพบเป้าหมาย

ต้นไม้เตี้ยสูงครึ่งตัวคนต้นหนึ่งเติบโตอยู่อย่างเอียงๆ ในซอกหิน บนกิ่งก้านมีผลไม้สีม่วงอมเขียวผลโตเท่ากำปั้นเด็กทารกห้อยอยู่สามผล พร้อมกับมีแสงแวววาวจางๆ ไหลเวียนอยู่บนผิวผล

ผลไขกระดูกปราณ

สิ่งนี้สามารถช่วยขัดเกลาความยืดหยุ่นของเส้นชีพจรของผู้บำเพาะตนและเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายให้แข็งแกร่งขึ้น นับเป็นหนึ่งในส่วนผสมหลักสำหรับปรุงยาหลอมกายา หากนำไปขายในตลาดภายนอก ผลหนึ่งผลสามารถแลกศิลาปราณได้ถึงหลายร้อยก้อน

ฉู่หยุนเกอไม่ได้บุ่มบ่ามพุ่งตัวเข้าไป

เป็นเพราะนางได้กลิ่นอายอีกสายหนึ่งในอากาศ—มันคือกลิ่นสาบของสัตว์อสูร ซึ่งอยู่บนกิ่งไม้หนาทึบข้างๆ ต้นผลไขกระดูกปราณนั่นเอง มันซ่อนตัวได้อย่างมิดชิดยิ่งนัก หากไม่ได้เปิดใช้งานเคล็ดวิชาดมกลิ่นปราณ นางย่อมไม่มีทางตรวจพบมันได้ด้วยตาเปล่าอย่างแน่นอน

ฉู่หยุนเกอก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ฝีเท้าแผ่วเบาและนุ่มนวล

นิ้วมือของนางประสานอินอย่างลับๆ พลังปราณส่งผ่านไปตามพื้นดินอย่างเงียบเชียบ—เคล็ดวิชาพันธนาการ

ในวินาทีที่นางก้าวเข้าสู่ระยะโจมตี—"แกว๊ก—" เสียงนกครางแหลมสูงพลันระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน!

ร่างที่ซ่อนอยู่บนกิ่งไม้พุ่งดิ่งลงมาอย่างดุดัน ปีกทั้งสองข้างกางออกกว้างถึงหนึ่งจาง กรงเล็บอันแหลมคมตะปบลงมาตรงเหนือกบาลของนางอย่างโหดเหี้ยม

ในเวลาเดียวกัน ยันต์กระบี่ทองคำที่ฉู่หยุนเกอเตรียมพร้อมไว้นานแล้วก็ปลิวออกจากมือของนาง

แสงสีทองเจิดจรัส ประกายกระบี่ฟาดฟันลงมาตรงๆ

อินทรีหินวายุไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใด บนพื้นผิวร่างของมันพลันปรากฏเกราะหินสีน้ำตาลเทาขึ้นมาชั้นหนึ่งโดยพลัน

"เคร้ง—" ยันต์กระบี่ทองคำฟาดฟันลงบนเกราะนั้น เศษหินระเบิดกระจาย ทว่ากลับทิ้งไว้เพียงรอยกระบี่ลึกรอยหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถทลายการป้องกันลงได้

อินทรีหินวายุ สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลาย เชี่ยวชาญการใช้ทั้งคาถาวายุและคาถาหิน มีชื่อเสียงในด้านการป้องกันและการจู่โจมอย่างกะทันหัน

สีหน้าของฉู่หยุนเกอเคร่งขรึมขึ้น นางเรียกโล่เหล็กดำออกมาไว้ในมือทันทีเพื่อใช้กำบังเบื้องหน้า ในขณะเดียวกัน ฝ่าเท้าก็ยันพื้น ร่างกายถอยร่นออกมาอย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างก็สะบัดยันต์ลูกไฟสิบแผ่นออกจากแขนเสื้อ

ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม—

จบบทที่ บทที่ 14 ดินแดนลี้ลับ ตอนที่ 1

คัดลอกลิงก์แล้ว