- หน้าแรก
- ทะลุโลกไซอิ๋วเป็นพยัคฆ์แนวหน้า เริ่มต้นด้วยมรดกไท่ไป๋จินซิง
- บทที่ 54 ไท่ไป๋สังหารต้าหลัวเผ่าปีศาจ
บทที่ 54 ไท่ไป๋สังหารต้าหลัวเผ่าปีศาจ
บทที่ 54 ไท่ไป๋สังหารต้าหลัวเผ่าปีศาจ
ช่างฝีมือเหล่านี้ต่างรู้ตัวแล้วว่าหลุดเข้ามาในรังปีศาจ ทว่าเมื่อเห็นว่าบรรดาปีศาจเหล่านี้ยังนับว่ามีท่าทีเป็นมิตรต่อพวกตน
ที่สำคัญที่สุดคือองค์หญิงหน้าหยกนั้นร่ำรวยและใจป้ำ นางถึงกับเพิ่มค่าตอบแทนให้พวกเขาถึงหนึ่งพันเท่าโดยตรง
หนึ่งพันเชียวนะ! หากพวกเขาทำงานตามปกติ ต่อให้ทำไปจนตายก็ไม่มีทางได้ค่าตอบแทนมากมายเช่นนี้
ดังนั้น ช่างฝีมือเหล่านี้จึงรั้งอยู่ต่อโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางให้มากเกินไปจริงๆ
ยามนี้ เสียงของเยี่ยอวิ๋นก็ดังแว่วมา "ต้องเป็นเจ้าจริงๆ ร่ำรวยจนไร้มนุษยธรรม"
เมื่อครู่เขาส่งเสียงทางจิตบอกกล่าวต้นสายปลายเหตุแก่องค์หญิงหน้าหยก โดยหวังให้อีกฝ่ายช่วยรั้งตัวช่างฝีมือเหล่านี้ไว้ชั่วคราวก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
คิดไม่ถึงว่าองค์หญิงหน้าหยกจะหว่านเงินตรงนั้นโดยตรง หว่านจนช่างฝีมือกลุ่มนี้ยอมจำนนแต่โดยดี
ได้แต่พูดว่า เศรษฐินีช่างเอาแต่ใจเสียจริง
"ร่ำรวยจนไร้มนุษยธรรม?"
"อะแฮ่ม ก็คือชมว่าเจ้าร่ำรวยมากอย่างไรเล่า"
"ก็ไม่เท่าไรหรอก เพียงแค่โชคดีเท่านั้น"
องค์หญิงหน้าหยกเลียนแบบน้ำเสียงของเยี่ยอวิ๋น เมื่อเห็นมุมปากของอีกฝ่ายกระตุกเล็กน้อย ภายในใจของนางก็เบิกบานยิ่งนัก
ให้เจ้าชอบพูดประโยคนี้เพื่ออวดอ้างกับข้าทุกครั้ง ตอนนี้ถึงตาข้าบ้างแล้วสินะ
ช่างเป็นกงกำกงเกวียนของสวรรค์โดยแท้
องค์หญิงหน้าหยกยังคิดจะกล่าวต่อ ทว่าเยี่ยอวิ๋นกลับไม่เปิดโอกาสให้ เขาลอยตัวจากไปโดยตรง
ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว "เจ้าช่วยจัดการเรื่องที่พักของช่างฝีมือเหล่านี้ทีนะ"
"น่าเจ็บใจนัก หนีเร็วจริงๆ!"
องค์หญิงหน้าหยกชูหมัดน้อยๆ โบกไปมาทางแผ่นหลังของเยี่ยอวิ๋น สุดท้ายก็มีเพียงอากาศเท่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บ
องค์หญิงว่านเซิ่งที่อยู่ด้านข้างมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ นางเพียงแค่ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ ท้ายที่สุดแล้วสหายหญิงตัวน้อยของนางผู้นี้มักจะมีท่าทีสงบนิ่งอยู่เสมอ ราวกับไม่สนใจสิ่งใด
หาได้ยากนักที่จะเห็นนางควบคุมสีหน้าไม่อยู่เช่นนี้
"ชอบหัวเราะนักใช่หรือไม่ มาช่วยข้าทำงานเลย"
องค์หญิงหน้าหยกหันขวับไปถลึงตาใส่องค์หญิงว่านเซิ่ง จากนั้นก็ดึงตัวนางไปจัดการเรื่องช่างฝีมือเหล่านี้ด้วยกัน
ท้ายที่สุดแล้วปีศาจตนอื่นๆ ล้วนมีรูปร่างหน้าตาพิลึกพิลั่น ต่อให้ไม่ได้มีเจตนาร้าย ทว่าเพียงแค่เข้าใกล้ ก็อาจทำให้ช่างฝีมือเหล่านี้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อได้
ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้องค์หญิงหน้าหยกและองค์หญิงว่านเซิ่งเป็นคนออกหน้าจัดการ
...
ในขณะที่องค์หญิงทั้งสองกำลังจัดการเรื่องช่างฝีมือ เยี่ยอวิ๋นก็ได้เดินทางมาถึงส่วนลึกของสันเขาหวงเฟิงแล้ว
ที่แห่งนี้มีของวิเศษจากฟ้าดินเจริญเติบโตอยู่เป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดย่อมเป็นของวิเศษจากฟ้าดินจำนวนหนึ่งร้อยต้นที่เขาคัดเลือกออกมา ซึ่งมีคุณสมบัติในการเลื่อนขั้นเป็นรากวิญญาณระดับโฮ่วเทียน
ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้วิชาหมื่นพฤกษาคืนแหล่งกำเนิดและวิชาวายุเทพจำแลงพิรุณอยู่หลายครั้ง พวกมันจึงมีแนวโน้มที่จะลอกคราบเปลี่ยนแปลงแล้ว
'หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ลองใช้วิชาไปอีกสักระยะ ดูซิว่าจะสามารถลอกคราบเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จในรวดเดียวได้หรือไม่...'
เยี่ยอวิ๋นพึมพำในใจ
แม้โอกาสที่จะลอกคราบเปลี่ยนแปลงจะต่ำมาก ทว่าหากสำเร็จขึ้นมาเล่า
อีกทั้งต่อให้ล้มเหลว มันก็ยังคงเป็นของวิเศษจากฟ้าดินระดับราชันโอสถ ประสิทธิภาพของโอสถที่หลอมออกมาก็ย่อมดีขึ้นไปอีก
ไม่ว่าจะอย่างไร ล้วนมีแต่ได้กับได้
ดังนั้น เวลาหลังจากนี้ เยี่ยอวิ๋นจึงรั้งอยู่ที่นี่ หากไม่มีอะไรทำเขาก็จะใช้วิชาหมื่นพฤกษาคืนแหล่งกำเนิดและวิชาวายุเทพจำแลงพิรุณ
จากนั้นก็เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของของวิเศษจากฟ้าดินเหล่านี้อย่างจดจ่อ
...
ทวีปเป่ยจวี้หลูโจว
เมื่อเทียบกับอีกสามทวีปใหญ่แล้ว สภาพแวดล้อมของที่นี่เรียกได้ว่าเลวร้ายถึงขีดสุด
เป็นดินแดนทุรกันดารที่มีเผ่าปีศาจอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
เวลานี้
ในส่วนลึกของทวีปเป่ยจวี้หลูโจว มหาเทวะเจินอู่กำลังนำทัพขุนพลสวรรค์และทหารสวรรค์ รวมถึงหวังหลิงกวนผู้นำของห้าร้อยหลิงกวน เพื่อต้านทานกองทัพเผ่าปีศาจ
หวังหลิงกวน ก็คือผู้ที่ขวางทางซุนหงอคงที่หน้าตำหนักหลิงเซียวในเนื้อเรื่องเดิมผู้นั้น
เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายมาถึงจุดเดือดแล้ว แม้จะไม่เรียกว่าเป็นเครื่องบดเนื้อ แต่ก็คงไม่ต่างกันมากนัก
มหาเทวะเจินอู่ก็เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยเช่นกัน คู่ต่อสู้ของเขาคือยอดฝีมือขั้นต้าหลัวของเผ่าปีศาจตนหนึ่ง
ปกติแล้วมักจะหลับใหลอยู่เสมอ การปรากฏตัวอย่างกะทันหันในยามนี้ จึงทำให้มหาเทวะเจินอู่ตั้งตัวไม่ทัน
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน ในขณะที่มหาเทวะเจินอู่ต้านทานอีกฝ่ายไว้ เขาก็ได้ขอความช่วยเหลือไปยังศาลสวรรค์ด้วย
ในฐานะที่มหาเทวะเจินอู่คือปรมาจารย์กวาดล้างมารเก้าสวรรค์ ย่อมบรรลุสู่ขั้นเซียนทองคำต้าหลัวมานานแล้ว
เมื่อต่อสู้กับยอดฝีมือขั้นต้าหลัวเผ่าปีศาจตนนั้น ไม่เพียงไม่เสียเปรียบแม้แต่น้อย ทว่ากลับยังเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่มาก
ในเวลานั้นเอง มหาเทวะเจินอู่ก็พลันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับลงมา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นระฆังทองคำใบใหญ่ครอบทับลงมา ราวกับโลกทั้งใบกำลังร่วงหล่นลงมา
ยอดฝีมือขั้นต้าหลัวของเผ่าปีศาจตนที่สองปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
"มีไม้ตายซ่อนอยู่อีกจริงๆ สินะ..."
สีหน้าของมหาเทวะเจินอู่เคร่งเครียดลงเล็กน้อย กระบี่เจ็ดพิฆาตเจินอู่ในมือสั่นไหวส่งเสียงร้องไม่หยุด
ในขณะที่เขากำลังจะยอมเสี่ยงบาดเจ็บเพื่อลงมือ ดาวฉี่หมิงบนท้องฟ้าก็เปล่งแสงเจิดจรัส จากนั้น ร่างอันงดงามหาใดเปรียบก็ปรากฏขึ้นจากภายในนั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับระฆังทองคำใบใหญ่ที่ครอบทับลงมา นางเพียงแค่ยื่นฝ่ามือที่งดงามราวกับสลักจากหยกออกมาข้างหนึ่ง
ชั่วพริบตานั้น เสียงกระบี่ก็ดังกึกก้อง ราวกับว่านั่นไม่ใช่ฝ่ามือ แต่เป็นกระบี่เทพอันไร้เทียมทานเล่มหนึ่ง
เพียงสะบัดมือเบาๆ ระฆังทองคำใบใหญ่นั้นก็ส่งเสียงร้องคร่ำครวญ แล้วปลิวกลับไป
จนกระทั่งยามนี้ มหาเทวะเจินอู่ถึงได้มองเห็นผู้มาเยือนอย่างชัดเจน
เขายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็เห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่ยอดฝีมือขั้นต้าหลัวของเผ่าปีศาจทั้งสองตนนั้นเพียงลำพัง
จากนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนสองเสียงก็ดังขึ้น
เมื่อมหาเทวะเจินอู่ได้สติกลับมา ทุกอย่างก็จบลงแล้ว อีกฝ่ายกำลังยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น
สังหารยอดฝีมือขั้นต้าหลัวของเผ่าปีศาจในพริบตา แถมยังเป็นถึงสองตน!
"คารวะเทพดารา คิดไม่ถึงว่าท่านจะมาด้วยตนเอง"
มหาเทวะเจินอู่มองดูร่างจำแลงเทพธิดาแห่งการสังหารเบื้องหน้า เปลือกตากระตุกขึ้นก่อนจะเอ่ย
ในฐานะผู้ที่มีจำนวนไม่มากนักในศาลสวรรค์ที่เคยเห็นท่าทางการเข่นฆ่าสังหารไปทั่วทุกสารทิศของอีกฝ่าย ในยามนี้มหาเทวะเจินอู่จึงดูว่านอนสอนง่ายเป็นพิเศษ
"แค่อยู่เฉยๆ จนเบื่อเลยอยากยืดเส้นยืดสายก็เท่านั้น"
ร่างจำแลงเทพธิดาแห่งการสังหารยังคงไม่บอกกล่าวแก่ผู้ใดว่า ตนเองถูกไล่ออกมาเช่นเคย
มหาเทวะเจินอู่ไม่ได้นึกสงสัยอันใด เขามองไปทางส่วนลึกของทวีปเป่ยจวี้หลูโจวแล้วเอ่ย "เผ่าปีศาจเหล่านี้มักจะก่อความวุ่นวายอยู่เป็นระยะ ช่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเอาเสียเลย"
"ไม่เป็นไร มาครั้งใดก็สังหารทิ้งครั้งนั้นก็สิ้นเรื่อง"
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าจิตสังหารที่แฝงอยู่ภายในกลับน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด
มหาเทวะเจินอู่นิ่งเงียบไร้วาจา เมื่อต้องอยู่ร่วมกับดาวมฤตยูผู้นี้ เขาไม่กล้าพูดอะไรมากจริงๆ
ยามนี้ เสียงของร่างจำแลงเทพธิดาแห่งการสังหารก็ดังขึ้น "จะว่าไป การประลองการสืบทอดมรรคาของทวีปตงเซิ่งเสินโจวก็ใกล้จะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่ปีนี้แล้วใช่หรือไม่"
"ถูกต้องแล้ว"
มหาเทวะเจินอู่พยักหน้า ทว่าภายในใจกลับรู้สึกฉงนเล็กน้อย ยอดฝีมือท่านนี้ไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาตลอด อีกทั้งการสืบทอดมรรคาที่นางสังกัดอยู่ก็แทบจะรั้งท้าย
คิดไม่ถึงว่าจะเอ่ยถามขึ้นมาเอง
"ได้ยินมาว่าวิหารเจินอู่ของเจ้ามียอดฝีมือปรากฏตัวขึ้นผู้หนึ่ง พอดีเลย ทางข้าเองก็มีอยู่ผู้หนึ่งเช่นกัน ถึงเวลานั้นจะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาเสียหน่อย"
"เช่นนั้นข้าจะตั้งตารอ"
มหาเทวะเจินอู่ตอบรับทางปาก ทว่าในใจกลับไม่คิดเช่นนั้น ใครบ้างจะไม่รู้ว่าการสืบทอดมรรคาของท่านอ่อนแอจนเกินเยียวยา จะมียอดฝีมือมาจากที่ใดกัน
ร่างจำแลงเทพธิดาแห่งการสังหารไม่ได้กล่าวอะไรอีก สำหรับเยี่ยอวิ๋นแล้ว นางยังมีความมั่นใจอยู่บ้าง อย่างน้อยตามความเร็วในปัจจุบัน การเลื่อนขั้นเป็นเซียนทองคำก่อนการประลองย่อมไม่มีปัญหาอะไร
ยอดฝีมือขั้นเซียนทองคำผู้หนึ่ง ต่อให้ไม่อาจคว้าอันดับหนึ่งในการประลองมาได้ ทว่าก็เพียงพอที่จะเปล่งประกายเจิดจรัส และเป็นหน้าเป็นตาให้นางได้แล้ว
จากนั้น ร่างจำแลงเทพธิดาแห่งการสังหารก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว แล้วเร้นกายหายไป
มหาเทวะเจินอู่ก็ไม่รอช้า ให้หวังหลิงกวนผู้เป็นลูกน้องเก็บกวาดสนามรบ ส่วนเขาก็เก็บระฆังทองคำใบใหญ่ที่แตกหักเสียหายขึ้นมา
"สุดยอดของวิเศษระดับโฮ่วเทียนที่เลียนแบบระฆังฮุ่นตุ้นมางั้นหรือ น่าเสียดายที่ยามนี้เผ่าปีศาจไม่มีระฆังฮุ่นตุ้นอีกต่อไปแล้ว ของที่สร้างเลียนแบบมานี้ ก็เป็นเพียงแค่ของไร้ค่าที่มีเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น"
มหาเทวะเจินอู่ส่ายหน้า ก่อนจะเก็บระฆังทองคำใบใหญ่ใบนั้นไป อย่างน้อยก็เป็นถึงสุดยอดของวิเศษระดับโฮ่วเทียนชิ้นหนึ่ง ซ่อมแซมสักหน่อยก็ยังคงใช้งานได้