- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอสโลว์ไลฟ์ในรายการเอาชีวิตรอด
- บทที่ 56 การออกสำรวจครั้งที่สอง
บทที่ 56 การออกสำรวจครั้งที่สอง
บทที่ 56 การออกสำรวจครั้งที่สอง
"ตึก ตึก ตึก..."
ทั้งสองคนก้าวเดินมาถึงริมชายป่า
"ฉู่เฟิง พวกเราจะไปที่ชายหาดตามเส้นทางตอนที่ขึ้นเกาะมาหรือเปล่า?" อวิ๋นซินเอียงคอ เผยให้เห็นลำคอขาวเนียนระหงที่ดูเย้ายวนใจเป็นอย่างมาก
"ทางนั้นมันไกลไปหน่อย เราเดินตัดตรงไปที่ชายหาดกันดีกว่า"
ฉู่เฟิงส่ายหน้า ลอบมองไหปลาร้าของเด็กสาวแวบหนึ่ง แล้วชี้ไปยังทิศทางของทะเลพลางเอ่ยว่า "ฉันดูมาแล้ว ทางฝั่งนี้ความลาดชันไม่ค่อยเท่าไหร่ น่าจะเดินตรงทะลุไปถึงชายหาดได้เลย"
ตำแหน่งที่ตั้งค่ายของพวกเขาค่อนข้างสูง จึงสามารถมองเห็นผืนทะเลในที่ไกลออกไปได้อย่างชัดเจน ทว่ากลับมองไม่เห็นบริเวณชายหาดริมฝั่งของเกาะ เพราะมีต้นไม้บดบังอยู่มากเกินไป จึงทำได้เพียงอาศัยการวิเคราะห์ทิศทางคร่าวๆ เท่านั้น
"ถ้าไม่มีทางลาดชันมาก ก็ไม่ต้องเดินอ้อมใช่ไหมล่ะ" อวิ๋นซินหัวเราะเบาๆ พลางวิเคราะห์
"ถูกต้อง" ฉู่เฟิงพยักหน้า ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในป่า
อวิ๋นซินเดินตามหลังไปติดๆ เธอแอบจดจำตำแหน่งของผักป่าบางชนิดเอาไว้เงียบๆ และยังช่วยทำเครื่องหมายไว้ด้วย เพราะในอนาคตพวกเขาจะต้องไปที่ชายหาดบ่อยๆ อย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า
"กรอบแกรบ กรอบแกรบ..."
ฉู่เฟิงเลือกเดินในเส้นทางที่ไม่ค่อยมีพืชพรรณหนาแน่นมากนัก เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียพละกำลังไปกับการถางทางมากจนเกินไป
ยิ่งเข้าใกล้ชายหาดมากเท่าไหร่ ความชื้นก็ยิ่งสูงขึ้น อากาศก็ร้อนอบอ้าวเป็นอย่างมาก เวลาผ่านไปไม่นานทั้งสองคนก็เหงื่อท่วมตัว ครั้งนี้ไม่ต้องประหยัดน้ำดื่ม น้ำในหม้อเหล็กจึงถูกดื่มจนหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงไม่นาน
"ดูท่าการแบกน้ำมาหนึ่งถังไม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องนะ" มุมปากของฉู่เฟิงประดับด้วยรอยยิ้มขณะปาดเหงื่อบนหน้าผากออก แม้ว่ามันจะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น แต่มันก็ทำให้คนเรามีแรงยืนหยัดต่อไปได้
"ฉู่เฟิง นายจะพักสักหน่อยไหม?" อวิ๋นซินหอบหายใจพลางเอ่ยถาม
"เอาสิ พักกันสักหน่อย" ฉู่เฟิงพยักหน้า วันนี้พวกเขาทั้งสองคนเสียเหงื่อมากกว่าเมื่อวานเสียอีก ความหนาแน่นของพืชพรรณในบริเวณนี้มีมากกว่าจุดที่สำรวจเมื่อวาน จึงทำให้เส้นทางเดินลำบากเป็นอย่างมาก
การเดินลัดเลาะในป่า บางครั้งแค่วันเดียวก็เดินไปได้ไม่กี่กิโลเมตรหรอก เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการ 'สู้รบปรบมือ' กับพุ่มไม้เสียมากกว่า
"ฉันช่วยนะ" อวิ๋นซินรีบเดินเข้าไปหา ช่วยประคองถังไม้ของฉู่เฟิงวางลง
"ฟู่..."
ฉู่เฟิงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นมีแต่ต้นไม้เต็มไปหมด เนื่องจากได้รับความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ พืชพรรณนานาชนิดจึงเติบโตขึ้นอย่างงอกงาม
กฎแห่งป่าคือผู้อ่อนแอตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า เรื่องนี้ก็ไม่เว้นแม้แต่กับต้นไม้เช่นกัน พวกมันต้องแย่งชิงน้ำ แย่งชิงแสงแดด และแย่งชิงสารอาหารในดิน
"ไหล่ของนายโดนเถาวัลย์รัดจนแดงไปหมดแล้ว"
ดวงตาสวยของอวิ๋นซินมองไปยังหัวไหล่ของฉู่เฟิง เธอเอ่ยด้วยความรู้สึกปวดใจเล็กน้อย "เดี๋ยวก่อนนะ ถังไม้นี่ให้ฉันแบกสักพักเถอะ"
"ไม่ต้องหรอก ถังไม้มันไม่ได้หนักมาก" ฉู่เฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ หากปล่อยให้เด็กสาวแบกถังไม้ ความเร็วในการเดินทางก็จะยิ่งช้าลงไปอีก
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นซินทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ฉู่เฟิงก็ลูบเหงื่อบนเส้นผมออกแล้วเอ่ยปลอบโยนว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงน่า เราก็ดื่มน้ำในถังไม้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวน้ำหนักมันก็จะค่อยๆ เบาลงเองแหละ"
"ก็ได้" อวิ๋นซินพองแก้มตอบ คำว่าใจสู้แต่เรี่ยวแรงไม่เอื้ออำนวย คงหมายถึงเธอนี่แหละ
"..." ฉู่เฟิงกะพริบตาปริบๆ เขามองออกว่าเด็กสาวรู้สึกไม่ค่อยยินยอมนัก
เขาแอบนึกถึงถุงรางวัลในระบบลงชื่อเข้าใช้ หากเมื่อไหร่ที่สามารถเปิดได้ยาวิเศษเสริมสมรรถภาพร่างกายอีกสักขวดก็คงจะดี อย่างน้อยก็จะได้นำมาช่วยปรับปรุงสภาพร่างกายให้เด็กสาวบ้าง
"เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเองนั่นแหละ รอให้ฉันขุนเธอจนอ้วนก่อนนะ แล้วเธอถึงจะมีเรี่ยวแรง" ฉู่เฟิงเอียงคอเล็กน้อย ยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่แก้มของอวิ๋นซิน
เด็กสาวนั้นมีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด เธอจึงกินจุพอสมควร ทว่าเมื่อตอนที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอมักจะช่วยทำงานอยู่เสมอ อีกทั้งยังไม่ค่อยได้กินอาหารที่มีประโยชน์อะไรมากมายนัก อาหารสามมื้อโดยปกติแล้วก็มักจะเป็นข้าวต้มมันเทศเสียเป็นส่วนใหญ่
สิ่งนี้ทำให้เด็กสาวมีภาวะขาดสารอาหารเล็กน้อย ร่างกายจึงค่อนข้างอ่อนแอ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าส่วนใหญ่ก็มักจะมีภาวะขาดสารอาหารกันทั้งนั้น ก่อนหน้านี้ฉู่เฟิงก็เป็นเช่นเดียวกัน จนกระทั่งเขาได้รับยาวิเศษเสริมสมรรถภาพร่างกายมา ร่างกายของเขาถึงได้ดีขึ้น
"อะไรกัน ฉันน่ะกินยังไงก็ไม่อ้วนหรอกนะ" อวิ๋นซินทำปากยื่น ปัดมือที่กำลังป่วนอยู่บนใบหน้าของเธอออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
"เชื่อฉันสิ ยังไงก็ต้องอ้วนขึ้นแน่ๆ" ฉู่เฟิงยิ้มอย่างมีความหมายแฝง ความอ้วนหมายถึงการกินอิ่มนอนหลับ นี่แหละคือประเด็นสำคัญ
"ฮึ่มๆๆ... ฉันจะกินให้นายหมดตัวไปเลย" อวิ๋นซินส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอพร้อมกับกลอกตาบน อารมณ์ของเธอดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
"ไปกันเถอะ" ฉู่เฟิงแบกถังไม้ขึ้นมา แล้วเดินนำหน้าเบิกทางไปอีกครั้ง
"..." อวิ๋นซินกอดหม้อเหล็กเอาไว้ เหม่อมองแผ่นหลังของฉู่เฟิงอย่างใจลอย จากนั้นก็ตบแก้มที่เริ่มแดงระเรื่อของตัวเองเบาๆ แล้วรีบเดินตามไป
ทั้งสองคนยังคงเดินลัดเลาะฝ่าดงต้นไม้อย่างยากลำบากต่อไป น้ำในถังไม้ก็ค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ
การเดินในป่าหนึ่งชั่วโมง ระยะทางยังสู้การเดินบนถนนกว้างๆ เพียงยี่สิบนาทีไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
"เอ๊ะ? ฉู่เฟิง ตรงนี้มีเห็ดนางฟ้าด้วย" จู่ๆ อวิ๋นซินก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
"เห็ดนางฟ้าเหรอ?" ฉู่เฟิงหันขวับไปมอง ข้างๆ ท่อนไม้ที่ล้มค่นอยู่ มีเห็ดนางฟ้าขึ้นอยู่สองสามดอก
เห็ดนางฟ้าเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่ตอนเด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามักจะได้กินอยู่เป็นบางครั้ง และเป็นเห็ดสีเทาที่สามารถนำมารับประทานได้ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในป่า
เขามองออกว่าเด็กสาวกระตือรือร้นอยากจะเก็บมัน จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "เก็บมาเถอะ พอไปถึงชายหาดค่อยเอาไปต้มซุปกินกัน"
"ตกลง" อวิ๋นซินรีบนั่งยองๆ ลงไป เด็ดเห็ดนางฟ้าสองสามดอกนั้นอย่างเบามือ โดยทิ้งส่วนโคนรากบางส่วนเอาไว้
"ไปกันเถอะ เริ่มได้กลิ่นคาวทะเลแล้วล่ะ" ฉู่เฟิงขยับจมูกฟุดฟิด
"ทำไมฉันถึงไม่ได้กลิ่นอะไรเลยล่ะ?" อวิ๋นซินกะพริบตาที่มีขนตายาวงอนด้วยความตกตะลึง
"มันเป็นความรู้สึกน่ะ" ฉู่เฟิงพูดปัดไปอย่างเนียนๆ นี่คือการตอบสนองจากประสบการณ์และความรู้ที่อยู่ในหัวของเขาต่างหาก
"งั้นเหรอ?" อวิ๋นซินขยับจมูกโด่งรั้นของตัวเองฟุดฟิด พลางบ่นพึมพำในใจว่า: เขาว่ากันว่าเซนส์ของผู้หญิงแม่นยำมากไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมถึงไม่ได้กลิ่นคาวทะเลเลยล่ะ?
"ซู่ ซ่า..."
ทันใดนั้นก็มีเสียงคล้ายกับน้ำกำลังกระเพื่อมไหวดังแว่วมา ทำให้ฉู่เฟิงมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที เขาจ้องมองไปยังพุ่มไม้เบื้องหน้าด้วยความสงสัยระคนตกใจ
"หยุดก่อน" ฉู่เฟิงกระซิบเสียงต่ำ ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เด็กสาวเดินตามมา
"มีอะไรเหรอ?" อวิ๋นซินเอ่ยถามเสียงเบา ดวงตาสวยกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดหวั่น หรือว่าจะเจอสัตว์ป่าเข้าแล้ว?
"มีเสียงน้ำน่ะ" สีหน้าของฉู่เฟิงเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เสียงน้ำเมื่อครู่นี้ชัดเจนเลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังทำให้กระแสน้ำกระเพื่อมไหว
ตำแหน่งที่ทั้งสองคนอยู่ในตอนนี้ เขากล้ารับประกันได้เลยว่ายังไม่ถึงชายหาดอย่างแน่นอน
ความรู้เกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในป่าที่มีอยู่ในหัวของเขา ได้ให้ข้อมูลป้อนกลับจากประสบการณ์มาหลายรูปแบบ ซึ่งเขาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะมีสัตว์หลายชนิดที่สามารถทำให้เกิดเสียงน้ำแบบนี้ได้