เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 - เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร

บทที่ 19 - เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร

บทที่ 19 - เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร


บทที่ 19 - เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร

ในยามนี้เจี่ยห้าได้ทะลวงอายุขัยเสร็จสิ้นแล้ว เรียกได้ว่ามีท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม ขนสีน้ำตาลแดงเปล่งประกายเงางาม หงอนไก่บนหัวแดงสดหยาดเยิ้มโดดเด่นเป็นสง่าที่สุดในหมู่บ้าน

รูปร่างของมันสูงใหญ่กำยำ เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางฝูงไก่ก็เปรียบดั่ง 'กระเรียนในหมู่ไก่' อย่างแท้จริง ท่วงท่าอันหล่อเหลายามยืดคอรับลมดึงดูดน้ำลายของเหล่าแม่ไก่ตัวโตได้ไม่น้อย

แม้กระทั่งเจี่ยสามและเจี่ยสี่ แม่ไก่จิตวิญญาณสองตัวที่มักจะเย็นชากับพวกไก่ตัวผู้มาโดยตลอด ก็ยังตั้งใจหรืออาจจะไม่ได้ตั้งใจเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เจี่ยห้า

ถูกต้องแล้ว เจี่ยห้าเองก็เป็นตัวผู้เช่นกัน

ทว่าเจ้าตัวนี้ไม่รู้ว่ายังเด็กเกินไปจนไม่ประสีประสาเรื่องแม่ไก่ หรือสืบทอดสันดานเดิมของพวกไก่ตัวผู้มากันแน่ มันเมินเฉยต่อบรรดาแม่ไก่ตัวโตที่คอยยั่วยวนทอดสะพานให้ วันๆ เอาแต่เดินทอดน่องก้าวเดินอย่างองอาจราวกับแม่ทัพใหญ่ที่กำลังลาดตระเวนตรวจตราดินแดนของตนเองภายในหมู่บ้าน

มันโปรดปรานการยืนมองเงาสะท้อนของตนเองที่หน้าโอ่งน้ำ คอยสางปีกสางหางชื่นชมความงามของตนเองอย่างหลงใหล

ช่างเป็นบุรุษที่เถรตรงเสียจริง!

"เจ้าคนหลงตัวเอง!"

หวังป๋าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะด่าทอออกมา

แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าเจี่ยห้าตัวนี้มีรูปลักษณ์ที่ตรงกับคำกล่าวที่ว่า 'ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์ ยอดไก่ต้องเจี่ยห้า' อย่างแท้จริง

มิน่าเล่าไก่หยิ่งยโสอย่างเจี่ยสามและเจี่ยสี่ถึงได้อดใจไม่ไหว

ทว่าเจี่ยห้ากลับไม่รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์ เขาเองก็จนปัญญา

"ควรไปที่ตลาดเพื่อซื้อยาปลุกกำหนัดดีหรือไม่..."

หวังป๋าลูบคางครุ่นคิด

จะโทษว่าหวังป๋าทำเรื่องต่ำทรามก็คงไม่ได้ ในความเป็นจริงแล้วสําหรับผู้ที่ทําฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในชาติก่อน ยาปลุกกำหนัดสัตว์แทบจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

คิดไปคิดมา หวังป๋าก็เริ่มใจสั่น

เขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตอนนี้เจี่ยห้าอยู่ระดับใด แต่ถึงกระนั้นหากวัดจากอายุขัย มันก็แข็งแกร่งกว่าไก่จิตวิญญาณทุกตัวที่เขามีอยู่มากทีเดียว เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์

สิ่งเดียวที่ทำให้หวังป๋ารู้สึกกังวลก็คือ เขายังไม่แน่ใจว่าเจี่ยห้าโตเต็มวัยแล้วหรือไม่

ไก่ตัวผู้ที่ยังไม่โตเต็มวัย แม้จะผสมพันธุ์ แม่ไก่ก็จะออกไข่ลมที่ไม่มีเชื้อออกมา ทั้งยังทำให้เสียสุขภาพร่างกายได้ง่ายอีกด้วย

"ชั่วคราวนี้อย่าเพิ่งเร่งรัดเลยดีกว่า"

"ไปดูที่ตลาดก่อนดีกว่า เผื่อจะพบเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรบ้าง"

เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการฟอกขาวไก่จิตวิญญาณของเขา ดังนั้นหวังป๋าจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาหยิบหินวิญญาณออกมาหนึ่งก้อนจากใต้โอ่งอาหารไก่ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบออกมาอีกหนึ่งก้อน

ในฐานะศิษย์รับใช้ การมีหินวิญญาณสองก้อนติดตัว แม้จะดูเป็นการโอ้อวดความร่ำรวยอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่พอรับได้

อย่างไรเสีย ภายในสำนักไม่ได้มีเพียงศิษย์รับใช้ธรรมดาอย่างพวกเขา ยังมีลูกหลานของศิษย์สำนักบางคนที่ดำรงตำแหน่งศิษย์รับใช้หรือผู้ดูแล จำนวนหินวิญญาณในมือของคนเหล่านี้ย่อมไม่อาจคาดเดาได้ มักจะมีผู้บำเพ็ญเพียรที่ตามใจลูกหลานอยู่เสมอ

หวังป๋าพกหินวิญญาณสองก้อนและเงินที่ได้จากการขายมูลไก่ติดตัว เดินทางไปยังตลาดซีเยวี่ยนอย่างระมัดระวัง

ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้พลังเทพหยิน

เดินวนอยู่หลายรอบ สุดท้ายเขาก็พบร่องรอยของ 'เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร' ในร้านธัญพืชสกุลลู่จนได้

"เถ้าแก่ เหตุใดที่นี่ถึงมีเพียงป้ายชื่อ ทว่ากลับไม่มีเมล็ดหญ้าเล่าขอรับ"

หวังป๋าชี้ไปที่ป้ายชื่อในตู้พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรหรือ"

เถ้าแก่ลู่ผู้คุ้นเคยปรายตามองหวังป๋าแวบหนึ่ง ในหัวพยายามจับคู่ใบหน้ากับความทรงจำอย่างรวดเร็ว เมื่อค้นหาไม่พบ เขาจึงส่ายหน้าพลางกล่าว

"ลูกค้าคงจะนำไปฝึกฝนคัมภีร์เสริมกายาสินะ เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรนี้ต่อให้มีเพียงเมล็ดเดียวก็ถูกคนซื้อตัดหน้าไปนานแล้ว ไม่มีทางเหลือรอดมาจนถึงตอนนี้หรอก หากเจ้าต้องการซื้อก็ต้องมาแต่เช้าในวันแรกของเดือนเท่านั้น"

"ฝึกฝนคัมภีร์เสริมกายาหรือขอรับ"

หวังป๋าได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ในใจจะสั่นสะท้าน

"ถูกต้องแล้ว เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรมีสรรพคุณช่วยทะลวงเส้นชีพจร เร่งความเร็วในการฝึกฝนคัมภีร์เสริมกายา หากไม่มีมัน การจะฝึกฝนคัมภีร์เสริมกายาให้สำเร็จก็คงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น!"

เถ้าแก่ลู่กล่าวอย่างเป็นเรื่องปกติ

คำพูดนี้ทำให้หวังป๋ากระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที!

'มิน่าเล่าผู้อาวุโสซุนในวัยปูนนี้ถึงสามารถฝึกฝนจนถึงขั้นที่เก้าได้ ข้าก็นึกว่าเขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ที่แท้ก็มีของวิเศษช่วยสนับสนุนการฝึกฝนคัมภีร์เสริมกายานี่เอง!'

'ข้าสามารถพึ่งพาเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรเพื่อช่วยในการฝึกฝนได้หรือไม่ หากนำมาผสานกับหน้าต่างสถานะของข้า ความก้าวหน้าคงรวดเร็วดุจติดปีกบินใช่หรือไม่'

ทว่าเขาตื่นตัวจากความยินดีอย่างรวดเร็ว

'ไม่ถูกต้อง! ในเมื่อผู้อาวุโสซุนติดแหงกอยู่ที่ขั้นที่เก้า นั่นหมายความว่าต่อให้มีเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรคอยช่วยเหลือ ก็ต้องมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน'

'อาจเป็นเพราะตัวเคล็ดวิชาเอง หรือไม่ก็เป็นปัญหาของเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร'

ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็นึกถึงคำพูดก่อนจากไปของผู้ดูแลหลี่ขึ้นมาได้

'หากมีโอกาสฝึกฝนไปจนถึงขั้นที่เก้า เจ้าก็คงจะรู้เอง...'

เมื่อคิดถึงจุดนี้ ในใจของเขาก็บังเกิดความคิดที่ไม่อยากจะเชื่อขึ้นมาอย่างกะทันหัน จากนั้นเขาก็ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก รีบเอ่ยถามเถ้าแก่ลู่ด้วยเสียงแผ่วเบา

"ขออภัยเถ้าแก่ ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่ามีผู้ใดเคยฝึกฝนคัมภีร์เสริมกายานี้สำเร็จบ้างหรือไม่ขอรับ"

เถ้าแก่ลู่ได้ยินเช่นนั้นก็ช้อนตามองหวังป๋า เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก

"ย่อมต้องมีแน่นอน!"

"ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไกลตัวหรอก ผู้อาวุโสเฮ่อผู้ดูแลหอชำระล้างที่พวกศิษย์รับใช้อย่างพวกเจ้ามักจะพบปะอยู่บ่อยครั้ง ในอดีตก็อาศัยคัมภีร์เสริมกายานี้ผงาดขึ้นมาจากหมู่ศิษย์รับใช้ กลายเป็นตำนานเล่าขานมาจนถึงบัดนี้!"

"และในบรรดาศิษย์สายนอกสิบอันดับแรกในปัจจุบัน ก็มีศิษย์ที่ใช้คัมภีร์เสริมกายาหล่อหลอมรากปราณก่อกำเนิดขึ้นมาเช่นกัน"

"แน่นอนว่าคนเช่นนี้มีเพียงหยิบมือ เจ้าอย่าได้ตั้งความหวังไว้สูงนักเลย"

เถ้าแก่ลู่กล่าวประโยคสุดท้ายจากใจจริง

เพียงแต่เขารู้ดีว่า คำพูดนี้คนส่วนใหญ่มักจะฟังไม่เข้าหู

ใครๆ ต่างก็คิดว่าตนเองนั้นพิเศษกว่าผู้อื่น เป็นบุตรแห่งสวรรค์ ต่อให้ต้องตกระกำลำบากเป็นเพียงศิษย์รับใช้ ก็เป็นดั่งมังกรที่ติดอยู่ในน้ำตื้น รอคอยวันที่จะผงาดขึ้นสู่ท้องนภา บินทะยานขึ้นสู่เก้าหมื่นลี้

ในบรรดาศิษย์รับใช้ทั้งหมด คนเช่นนี้หากไม่ถึงครึ่ง อย่างน้อยก็มีถึงสามสี่ส่วน

จริงดังคาด เถ้าแก่ลู่มองจากมุมสูง เห็นได้อย่างชัดเจนว่าศิษย์รับใช้อายุราวสามสิบต้นๆ ตรงหน้านี้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ดูเหมือนจะคิดว่าเมื่อมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ตนเองก็ย่อมทำได้เช่นกัน

มองข้ามสัดส่วนอันน้อยนิดน่าสมเพช ที่นานๆ ครั้งจะปรากฏขึ้นมาสักหนึ่งหรือสองคนจากศิษย์รับใช้นับหมื่นคนไปโดยสิ้นเชิง

แต่เขาก็เพียงแค่เอ่ยเตือนตามอารมณ์เท่านั้น หากผู้อื่นไม่รับฟัง เขาก็จะไม่เปลืองน้ำลายอีกต่อไป

ในตอนนั้นเอง ศิษย์รับใช้เบื้องล่างก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

"เถ้าแก่ขอรับ แล้วเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรนี้ต้องใช้งานอย่างไรถึงจะช่วยสนับสนุนการฝึกฝนได้ ข้าน้อยเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีการนัก รบกวนเถ้าแก่ช่วยชี้แนะสักสองสามประโยคเถิดขอรับ"

พร้อมกับยื่นก้อนเงินให้หลายก้อนอย่างรู้ความ

แม้ในใจเถ้าแก่ลู่จะรู้สึกรำคาญอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นแก่เงินเหล่านี้ เขาจึงฝืนอธิบายออกมา

"เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรนี้ต้องอมไว้ใต้ลิ้น ใช้บรรดาน้ำลายในปากละลายมัน พร้อมกับฝึกฝนคัมภีร์เสริมกายาไปด้วย วันหนึ่งสามารถใช้ได้หนึ่งตำลึง หนึ่งตำลึงจะเทียบเท่ากับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงถึงห้าวัน!"

สิ่งที่ทำให้เถ้าแก่ลู่ประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ ศิษย์รับใช้ผู้นี้ดูเหมือนจะมีหัวการค้าอยู่บ้าง ถึงกับโพล่งออกมาในทันที

"หากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องใช้เวลาถึงสองร้อยห้าปีถึงจะฝึกฝนขั้นที่สิบสำเร็จอย่างนั้นหรือขอรับ"

ต้องฝึกฝนให้บรรลุขั้นที่สิบ ถึงจะสามารถหล่อเลี้ยงรากปราณออกมาได้

แม้ระยะเวลาสองร้อยปีจะยังคงยาวนาน ทว่าเมื่อเทียบกับเวลาหลายพันปีก่อนหน้านี้ ก็นับว่ามีความหวังเพิ่มขึ้นมากแล้ว

เถ้าแก่ลู่เองก็เคยฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ ย่อมเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพียงแต่ว่าเก้าขั้นแรกนั้นยังพอทำได้ แต่การทะลวงจากขั้นที่เก้าไปสู่ขั้นที่สิบนั้นสิ...

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับของสำนัก การพูดคุยกับผู้ที่ไม่ได้สนิทสนมกันมากเกินไปถือเป็นข้อห้าม เถ้าแก่ลู่จึงไม่กล้ากล่าวสิ่งใดมาก เพียงแค่พยักหน้ารับเพื่อยืนยันคำพูดของอีกฝ่าย

ทว่าคำพูดประโยคต่อมาของอีกฝ่าย กลับทำให้เถ้าแก่ลู่ถึงกับพูดไม่ออก

"เถ้าแก่ขอรับ แล้วท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรระดับหนึ่งขั้นสูงนั้นมีราคาเท่าใดขอรับ"

วิธีการใช้เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรยังไม่ทันเข้าใจแจ่มแจ้ง ก็คิดจะซื้อเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรขั้นสูงแล้วหรือ

เถ้าแก่ลู่ทนไม่ไหวต้องขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขัด

"ที่ร้านของข้ามีเพียงเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรระดับต่ำเท่านั้น หนึ่งตำลึงมีราคาถึงสองก้อนหินวิญญาณ เจ้าลองทายดูสิว่าระดับขั้นสูงจะมีมูลค่าเท่าใด"

ศิษย์รับใช้ผู้นั้นเงียบไปในทันที เห็นได้ชัดว่าราคานี้สร้างความตกตะลึงให้เขาไม่น้อย

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป เถ้าแก่ลู่ก็บังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา ใบหน้ากลับมาประดับรอยยิ้มอีกครั้ง

"ลูกค้า หากเจ้าคิดว่า 'เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร' นั้นแพงเกินไป ข้ามีของที่สามารถใช้แทนกันได้มาเสนอ ขอบอกไว้ก่อนนะว่าของสิ่งนี้มีสรรพคุณเพียงหนึ่งในสามของเมล็ดหญ้าทะลวงชีพจรในระดับเดียวกันเท่านั้น ทว่าราคากลับถูกกว่าเมล็ดหญ้าถึงสิบกว่าเท่า ไม่ทราบว่าลูกค้ามีความสนใจหรือไม่"

จบแล้ว

จบบทที่ บทที่ 19 - เมล็ดหญ้าทะลวงชีพจร

คัดลอกลิงก์แล้ว