- หน้าแรก
- เกิดเป็นคนธรรมดา ขอใช้หมัดมดมารตบหน้าเซียน
- บทที่ 23 - หลบหนีจากตระกูลจ้าว
บทที่ 23 - หลบหนีจากตระกูลจ้าว
บทที่ 23 - หลบหนีจากตระกูลจ้าว
บทที่ 23 - หลบหนีจากตระกูลจ้าว
จ้าวเหวินกวาดสายตาประเมินสวีชิวเฉี่ยนอยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็ลอบประเมินสถานการณ์
ยื่นมือไม่ตีคนยิ้มรับ
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมาเพียงลำพัง หากหลีกเลี่ยงการปะทะด้วยกำลังได้ ย่อมเป็นผลดีที่สุด
เมื่อเห็นดังนั้น สวีชิวเฉี่ยนก็แย้มยิ้มตอบกลับ "คุณชายรองจ้าวเกรงใจกันเกินไปแล้ว ข้าก็เป็นเพียงผู้จัดการร้านขายของชำเล็กๆ ธรรมดาๆ คนหนึ่ง สำหรับคุณชายรองจ้าวต่างหาก ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว"
พูดตามตรง นางปวดเศียรเวียนเกล้ากับการทักทายปราศรัยเช่นนี้ยิ่งนัก ทว่าเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์จำยอม ก็คงต้องฝืนปั้นหน้าทำตามน้ำไปก่อน
"มาๆ ผู้จัดการสวี เชิญนั่งลงก่อน"
สวีชิวเฉี่ยนทรุดตัวลงนั่ง บ่าวรับใช้รีบยกน้ำชาเข้ามาถวาย นางไม่อยากเสียเวลาอ้อมค้อม จึงเข้าเรื่องทันที "ลูกจ้างของข้าอยู่ที่ใด?"
"ผู้จัดการสวีโปรดใจเย็น พวกเราเพียงแต่เชิญเขามาเป็นแขกของตระกูลจ้าว ให้การต้อนรับขับสู้อย่างดี"
จ้าวเหวินยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้มอบอุ่นเช่นเดิม
ทว่าวิสัยพ่อค้า ย่อมหาความจริงใจไม่ได้ สวีชิวเฉี่ยนมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ภายใต้รอยยิ้มละมุนละไมนั้น แววตากลับแฝงไปด้วยเล่ห์กลอุบาย
"ไม่ทราบว่าคุณชายรองจ้าวส่งคนไปเชิญผู้จัดการร้านขายของชำเล็กๆ อย่างข้ามา มีธุระอันใดหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มของจ้าวเหวินก็ลึกล้ำยิ่งขึ้น "ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าผู้จัดการสวีไม่ต้องรีบร้อน หากตอนขายของท่านรีบร้อนเช่นนี้ เกรงว่าจะขายของออกได้ไม่กี่ชิ้นหรอกนะ"
ขายของจะไปรีบร้อนทำไม? รีบไปรนหาที่ตายหรือไร?
สวีชิวเฉี่ยนแทบจะทนไม่ไหว ลอบกลอกตาในใจ ความหงุดหงิดค่อยๆ ก่อตัวขึ้น นางพยายามกดข่มอารมณ์นั้นไว้ ไม่ปริปากเอ่ยคำใดอีก
"เฮ้อ ผู้จัดการสวีช่างใจร้อนเสียจริง เอาเถิด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะขอบอกจุดประสงค์ที่เชิญท่านมาในวันนี้ก็แล้วกัน ผู้บำเพ็ญเพียรที่ครอบครองเพลิงปรโลกผู้นั้น โปรดแจ้งเบาะแสแก่พวกเราด้วยเถิด"
เกี่ยวกับเพลิงปรโลกจริงๆ ด้วย
เดิมทีนางคิดว่าตระกูลที่น่าจะเคลื่อนไหวเป็นตระกูลแรกคือตระกูลเฉินเสียอีก ถึงอย่างไรเฉินเว่ยก็เป็นผู้พบเห็นกับตา ทว่าหลังจากนางปฏิเสธที่จะขายยันต์เพลิงปรโลกให้ เฉินเว่ยก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ตระกูลเฉินเองก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ คาดไม่ถึงว่าตระกูลจ้าวจะเป็นฝ่ายกระโดดเข้ามาร่วมวงก่อนใครเพื่อน
"ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดเรื่องอันใด" สวีชิวเฉี่ยนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผู้จัดการสวีกล่าวเช่นนี้ ช่างทำร้ายจิตใจกันนัก ข้าอุตส่าห์มาด้วยความจริงใจแท้ๆ"
"จริงใจ? ความจริงใจอันใด? ความจริงใจที่ลักพาตัวลูกจ้างของข้ามางั้นหรือ?" สวีชิวเฉี่ยนคร้านจะเล่นละครตบตา จึงเลือกที่จะพูดโพล่งออกไปตรงๆ
ทว่าจ้าวเหวินกลับยังคงประดับรอยยิ้มอบอุ่นไว้บนใบหน้าไม่เสื่อมคลาย
"เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดกันจริงๆ เดิมทีข้าสั่งให้บ่าวรับใช้ไปเชิญผู้จัดการสวีมา ทว่ามันดันโง่เขลา พาตัวลูกจ้างของท่านกลับมาเสียได้ ข้าได้ลงโทษมันไปแล้ว หวังว่าผู้จัดการสวีจะโปรดอภัย"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกท่านจะปล่อยตัวเขาได้แล้วหรือยัง?"
"ย่อมได้ คนมานี่ ไปพาแขกของเรามา"
ผ่านไปครู่หนึ่ง อวิ๋นอี้ก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาก้มหน้างุดจนมองไม่เห็นสีหน้า ทว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายยังคงเรียบร้อย ไม่ฉีกขาด สวีชิวเฉี่ยนเห็นดังนั้นจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"เสี่ยวอี้" สวีชิวเฉี่ยนเอ่ยเรียก
อวิ๋นอี้เงยหน้าขึ้นขวับ เมื่อเห็นสวีชิวเฉี่ยน ดวงตาก็เบิกกว้างเป็นประกาย ทว่าเพียงเสี้ยววิก็ตระหนักถึงสถานการณ์ได้ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกในทันที
"ท่านไม่น่ามาเลยขอรับ คนพวกนี้จับข้ามาก็เพื่อหลอกล่อให้ท่านมาติดกับ"
สวีชิวเฉี่ยนส่ายหน้า "หากข้าไม่มา จะปล่อยให้เจ้าตกระกำลำบากอยู่ที่นี่หรือ?"
"แต่ว่า..."
"ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่นี่แล้ว" สวีชิวเฉี่ยนปลอบประโลมเสียงอ่อนโยน อวิ๋นอี้ชะงักงันไป ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีผู้ใดห่วงใยใส่ใจเขาเช่นนี้มาก่อน...
เขารีบก้มหน้าลงซ่อนน้ำตา
"ผู้จัดการสวี ทีนี้ก็วางใจได้แล้วกระมัง?"
"ไม่ได้ วิถีเซียนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ใครจะรู้ว่าพวกท่านแอบใช้ลูกไม้สกปรกทำร้ายเขาหรือไม่? ข้าต้องตรวจสอบด้วยตนเอง"
จ้าวเหวินจึงเอ่ยสั่งลูกน้อง "ปล่อยเขา"
เขาไม่กลัวว่าสวีชิวเฉี่ยนจะคิดหนี เพราะเมื่อครู่เขาได้ลอบประเมินนางดูแล้ว ร่างกายของนางไร้ซึ่งร่องรอยของพลังปราณ ทว่าสัมผัสเทวะที่แผ่ออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นกลับทรงพลังเกินกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งกลิ่นอายบนร่างก็ดูเลื่อนลอยไม่มั่นคง เขาจึงอนุมานได้ว่าเส้นชีพจรวิญญาณของนางคงจะได้รับความเสียหาย ทำให้ไม่สามารถใช้พลังปราณได้
เมื่อไม่อาจใช้พลังปราณ ก็ไม่ต่างอันใดกับมนุษย์ธรรมดาสามัญ ย่อมไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่นอน
"เสี่ยวอี้ มานี่"
อวิ๋นอี้เดินเข้าไปหาสวีชิวเฉี่ยน นางจับตัวเขาหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อตรวจดูร่องรอยบาดแผล
"พวกเขาได้ทำร้ายเจ้าหรือไม่?"
อวิ๋นอี้ส่ายหน้า
"ก็ดีแล้ว"
เวลานั้นเอง จ้าวเหวินก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "หากผู้จัดการสวียอมปริปากบอกว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ครอบครองเพลิงปรโลกผู้นั้นคือผู้ใด ร้านขายของชำของท่านก็จะได้รับการคุ้มครองภายใต้ร่มเงาของตระกูลจ้าว พวกเราจะจัดหาร้านค้าทำเลทองบนถนนจิงหงให้ท่านใหม่ ถึงเวลานั้นร้านของผู้จัดการสวีก็จะไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีลูกค้ามาอุดหนุนอีกต่อไป ผู้จัดการสวีคิดว่าความจริงใจนี้เป็นอย่างไรเล่า?"
ไม่เป็นอย่างไรเลยสักนิด
ก่อนหน้านี้เฉินเว่ยก็เสนอผลประโยชน์คล้ายๆ กันนี้มาแล้ว นางยังไม่ยอมรับปาก แล้วตอนนี้จ้าวเหวินกลับเอาเรื่องนี้มาอ้างว่าเป็น 'ความจริงใจ' งั้นหรือ?
ช่างน่าขันสิ้นดี!
"หากข้าไม่บอกเล่า?" นางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จ้าวเหวินมีท่าทีผ่อนคลายสบายๆ เขายิ้มตาหยีพลางตอบกลับ "เช่นนั้นก็คงต้องเชิญผู้จัดการสวีและลูกจ้างของท่าน พำนักเป็นแขกของตระกูลจ้าวต่อไปอีกสักระยะแล้วล่ะ"
ความหมายที่ซ่อนอยู่ก็คือ หากไม่ยอมปริปากบอก ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่
เวลานั้นเอง อวิ๋นอี้ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "ขออภัยขอรับ ล้วนเป็นความผิดของข้า..."
สวีชิวเฉี่ยนดึงตัวอวิ๋นอี้เข้ามากระชับไว้ข้างกาย นางยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาเบาๆ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้น แล้วยื่นมือไปหาอวิ๋นอี้
"จับข้าไว้ให้แน่น"
อวิ๋นอี้ไม่เข้าใจความหมาย ทว่าก็ยอมจับมือสวีชิวเฉี่ยนไว้แน่นตามคำสั่ง
จ้าวเหวินยืนกอดอกดูท่าทีของทั้งสองอย่างสบายอารมณ์ เขาอยากรู้นักว่าสวีชิวเฉี่ยนจะมีปัญญาทำสิ่งใดได้
"เป็นอย่างไร ผู้จัดการสวีตัดสินใจได้แล้วหรือยัง?"
"ตัดสินใจได้แล้ว"
"โอ้? หมายความว่าผู้จัดการสวียอมตกลงแล้วงั้นหรือ?"
สวีชิวเฉี่ยนแย้มยิ้มบางๆ "คืนนี้ตอนนอนก็หนุนหมอนให้สูงหน่อยนะ"
"หมายความว่าอย่างไร?" จ้าวเหวินไม่เข้าใจ อีกอย่าง เขาบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นต้นแล้ว จึงแทบไม่ต้องหลับนอนเหมือนมนุษย์ปุถุชน
"หมายความว่าจงกลับไปนอนฝันกลางวันของมารดาเจ้าเสียเถอะ!" สิ้นคำ สวีชิวเฉี่ยนก็สะบัดข้อมือ โยนของบางอย่างออกไป
ตูม!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ควันไฟหนาทึบพวยพุ่งเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงรับรอง
สวีชิวเฉี่ยนฉวยโอกาสนี้ฉีกม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้าย
ในชั่วพริบตาที่ม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายเปล่งแสงสว่างวาบ จ้าวเหวินก็ใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของนางไว้ เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ "คิดจะหนีงั้นหรือ? ดูถูกข้าเกินไปแล้วมั้ง!"
"ดูถูก?" สวีชิวเฉี่ยนแค่นเสียงหัวเราะหยัน "จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าไม่เคยมองเจ้าอยู่ในสายตาตั้งแต่แรกต่างหาก..."
พูดยังไม่ทันจบประโยค จ้าวเหวินก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนแผดเผาที่แปลกประหลาด เปลวเพลิงสีม่วงดำพวยพุ่งเข้าใส่หน้า ม่านตาของจ้าวเหวินหดเกร็งด้วยความตื่นตระหนก เขาจำต้องปล่อยมือจากสวีชิวเฉี่ยนแล้วกระโดดถอยหลังเพื่อหลบหลีกเพลิงปรโลก ทว่าเมื่อเขาตวัดสายตากลับไปมองตรงจุดที่ทั้งสองเคยยืนอยู่ ร่างของพวกเขาก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
เขาจ้องมองพื้นที่ว่างเปล่านั้นด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย สีหน้ามืดครึ้มลงจนน่ากลัว
"คุณชายรอง จะเอากายอย่างไรดีขอรับ?" บ่าวรับใช้รีบเข้ามาถาม
"นางต้องกลับไปที่นั่นอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่านางจะยอมทิ้งร้านของนางไป ส่งคนไปดักรอที่ร้าน หากนางโผล่หัวมาเมื่อใด ให้รีบมารายงานข้าทันที"
"ขอรับ!"
จ้าวเหวินมีสีหน้ามืดทะมึน "สวีชิวเฉี่ยน ข้าอยากจะรู้นักว่าคราวหน้าเจ้าจะหนีรอดไปได้อย่างไร..."
และในครั้งนี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า สวีชิวเฉี่ยนจะต้องรู้จักกับผู้บำเพ็ญเพียรที่ครอบครองเพลิงปรโลกผู้นั้นอย่างแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง
ณ ป่าทึบอันมืดมิด แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่ร่างของคนสองคนจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดิน
"โอ๊ย!"
สวีชิวเฉี่ยนยกมือซ้ายขึ้นกุมแขนขวาแน่น
เมื่อครู่ตอนที่นางขว้างยันต์เพลิงปรโลกออกไป ระยะห่างมันใกล้จนเกินไป แม้เปลวเพลิงจะไม่ลามมาติดตัว ทว่าไอร้อนระอุของมันก็ยังลวกผิวหนังบริเวณหลังมือเป็นรอยไหม้ขนาดเท่ากำปั้น
"ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ?" อวิ๋นอี้รีบผุดลุกขึ้น พลางลุกลี้ลุกลนเข้ามาตรวจดูอาการของสวีชิวเฉี่ยน
นางปล่อยมือลง
"ไม่เป็นไร แผลเล็กน้อยเท่านั้น" นางพยุงตัวลุกขึ้นโดยมีอวิ๋นอี้คอยช่วยประคอง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ "ที่นี่คือที่ใดกัน?"
ดูคล้ายกับส่วนลึกของป่ารกทึบสักแห่ง
อวิ๋นอี้มองดูบรรยากาศรอบกายด้วยความคุ้นตา ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้
"ที่นี่... คล้ายจะเป็นส่วนลึกของป่าเลี่ยเฟิงขอรับ"
[จบแล้ว]