- หน้าแรก
- มหาเวทอัสนีพลิกชะตาวิถีเอาตัวรอดฉบับพนักงานออฟฟิศ
- บทที่ 23 - ตำราเรียน
บทที่ 23 - ตำราเรียน
บทที่ 23 - ตำราเรียน
บทที่ 23 - ตำราเรียน
เช้าวันรุ่งขึ้น
บ้านของคุณตาเป็นบ้านสร้างเองสามชั้นในชนบท ไม่งั้นคงรับรองคนกว่าสิบชีวิตที่กลับมาฉลองปีใหม่ไม่ไหวหรอก เมื่อคืนเจียงหลินนอนอยู่ชั้นสอง นอนห้องเดียวกับลูกพี่ลูกน้องอีกสามคน
เจียงหลินตื่นตั้งแต่หกโมงกว่าตามเวลาปกติที่เคยชิน
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขาก็ไปค้นๆ หาๆ เบาะรองนั่งในห้องรับแขกชั้นสอง แล้วขึ้นไปบนดาดฟ้า
ตอนนี้ฟ้าเพิ่งจะสาง เขาหยิบบันไดบนดาดฟ้ามาพาด ปีนขึ้นไปบนลานที่สูงที่สุดของตัวบ้าน
จากนั้น เขาก็วางเบาะรองนั่ง แล้วเริ่มนั่งทำสมาธิ
การนั่งอยู่บนจุดสูงสุด ตอนที่ดวงอาทิตย์ยามเช้ากำลังค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า ทอดสายตามองขุนเขาและท้องทุ่งที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก
การนั่งสมาธิแบบนี้ แม้จะไม่สามารถดูดซับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา หรือดูดซับไอม่วงสายแรกของยามเช้าเหมือนในนิยายบำเพ็ญเพียรได้ แต่มันได้ฟีลลิ่งโคตรเท่เลยล่ะ
"แผนของวันเริ่มต้นที่ยามเช้า การฝึกฝนบนหลังคารับแสงแดดเนี่ย รู้สึกว่าได้ผลดีกว่าปกติอีกแฮะ น่าจะทะลวงขึ้นขั้นสามได้ในวันสองวันนี้แหละ แต่คราวหน้าถ้าขึ้นมาต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ หน่อยแล้ว" เจียงหลินลูบแขนที่ขนลุกซู่เพราะความหนาว
เก้าโมงเช้ากว่าๆ หลังจากฝึกฝนเสร็จ เจียงหลินกลับมาที่ห้องก็เห็นว่าพวกลูกพี่ลูกน้องยังนอนอุตุอยู่เลย
'พวกเด็กๆ พอปิดเทอมก็เอาแต่นอนดึก' เขาส่ายหน้า แล้วลงไปชั้นล่าง ตักก๋วยเตี๋ยวในหม้อมากินเป็นอาหารเช้า
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มักจะตื่นเช้า ต่อให้ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว ก็ยังมีงานบ้านงานไร่ให้ทำอีกเพียบ ส่วนคุณตากับคุณยายยิ่งแล้วใหญ่ ตื่นเช้ากว่าเจียงหลินทุกวัน พวกท่านกินข้าวเช้าเสร็จ ก็ไม่ลืมที่จะทำเผื่อไว้ในหม้อ ให้คนที่ตื่นสายได้กิน
เจียงหลินกินมื้อเช้าเสร็จ ก็เดินทอดน่องไปที่บ้านหลังหนึ่งท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านของลูกพี่ลูกน้องอีกคน
"พี่หลาง อรุณสวัสดิ์ครับ เชี่ย! ไม่เจอกันตั้งนาน ทำไมหล่อขึ้นขนาดนี้เนี่ย?" เจียงหลินเดินเข้าไปในบ้าน เอ่ยทักทายลูกพี่ลูกน้องผู้ชาย "แล้วพี่สาวพี่ล่ะ? ตื่นหรือยัง?"
"ผีสิจะรู้ หลับเป็นตายเหมือนหมูเลย" พี่หลางหัวเราะร่วน แซะพี่สาวตัวเองเป็นกิจวัตร
"งั้นผมขึ้นไปหาพี่เขาเองนะ"
พอมาถึงหน้าห้องของพี่สาวบนชั้นสอง เขาก็เคาะประตู แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เลยเคาะซ้ำอีกที
"ใครน่ะ?" เสียงผู้หญิงงัวเงียดังมาจากในห้อง
"ลูกพี่ลูกน้องไง นี่ยังไม่ตื่นอีกเหรอ?"
"มาเช้าขนาดนี้เลย? เข้ามาเลยๆ"
พอเปิดประตูเข้าไป ก็พบกับห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นผู้หญิง บนเตียงมีหญิงสาวผมเผ้ายุ่งเหยิงนอนอยู่ เธอกำลังคลำหาอะไรบางอย่างบนเตียง
"นี่คือชีวิตเด็กมหาลัยสินะ? ตะวันโด่งป่านนี้ยังไม่ยอมลุกอีก" เจียงหลินแซว พลางหยิบแว่นตาบนโต๊ะส่งให้
พอพี่สาวใส่แว่นแล้ว ก็เหมือนหูจะกลับมาใช้การได้ตามปกติ เธอได้ยินคำพูดของเจียงหลินเมื่อกี้ชัดเจน จึงตอบกลับยิ้มๆ ว่า "นี่คือชีวิตเด็กมอปลายสินะ? ตื่นเช้าได้ทุกวี่ทุกวัน"
แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านสีครีม สาดส่องเป็นประกายอ่อนๆ ภายในห้อง พี่สาวลุกขึ้นนั่งบนเตียง สางผมลวกๆ
ปอยผมสองสามเส้นยังคงเคลียอยู่ข้างแก้ม พี่สาวคนนี้อายุมากกว่าเจียงหลินไม่กี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวขาวเนียน พอใส่แว่นแล้ว นอกจากจะดูเป็นมิตรเหมือนพี่สาวข้างบ้านแล้ว ยังแฝงความมีเสน่ห์แบบสาวมหาลัยคงแก่เรียนอีกด้วย
เจียงหลินแอบประเมินในใจว่า ถ้าไปล้างหน้าสักหน่อยคงจะสวยกว่านี้
"กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?" พี่ซูจิ่นถาม
"เมื่อสองวันก่อน"
"แล้วจะกลับหนิงเจียงเมื่อไหร่?"
"อีกสองวัน"
"กะจะอยู่กี่วันเนี่ย?"
"สองวัน"
"?" ซูจิ่นค่อยๆ ทำหน้าเครื่องหมายคำถาม "นี่ ถามอะไรก็ตอบส่งๆ เหรอ!"
"ก็พี่ถามแต่เรื่องไร้สาระ ไม่ให้ตอบส่งๆ แล้วจะให้ตอบยังไงล่ะ แล้วของที่ผมขอไว้อยู่ไหนล่ะ?" เจียงหลินเข้ามาในห้องปุ๊บก็รื้อค้นข้าวของราวกับอยู่บ้านตัวเอง
"เรียกพี่สาวเพราะๆ สิ แล้วจะบอก" ซูจิ่นพูดยิ้มๆ
"พี่สาวจ๋า~ บอกเค้าหน่อยน้า~" เจียงหลินเลียนแบบน้ำเสียงออดอ้อนของเจียงซู่ ดัดเสียงเล็กเสียงน้อย
"แหวะ~ จะอ้วก" ซูจิ่นแลบลิ้น ทำท่าจะอ้วกจริงๆ "อยู่ในถุงตรงนั้นแหละ เพิ่งจะอยู่มอสี่เอง จะเอาไปทำอะไรเนี่ย?"
"ก็บอกมาแต่แรกก็สิ้นเรื่อง พี่นี่นิสัยเหมือนน้องชายพี่เปี๊ยบเลย ชอบทำเป็นเล่นอยู่ได้!" พอได้ของปุ๊บ เจียงหลินก็เปลี่ยนสีหน้าทันที "ผมไปล่ะ"
"อ้าวไอนี่ หยิบของแล้วก็จะไปเลย คำขอบคุณก็ไม่มีสักคำ? แล้วสมุดจดล่ะ ทำไมไม่เอาไปด้วย?"
"ขอบคุณครับพี่สาว ส่วนสมุดจดน่ะช่างมันเถอะ" เจียงหลินโบกมือให้โดยไม่หันกลับไปมอง ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลัง เขาไม่มีอะไรจะคุยกับพวกคนขี้เกียจที่สิบเอ็ดโมงแล้วยังไม่ตื่นหรอก
"อะไรคือสมุดจดช่างมันเถอะยะ!" เสียงโวยวายของพี่สาวดังไล่หลังมา
สิ่งที่เจียงหลินมาขอจากพี่สาวก็คือ ตำราเรียนมอปลายทั้งสามปีของเธอนั่นแหละ
ส่วนเรื่องสมุดจดน่ะช่างมันเถอะ... รู้จักกันมาตั้งหลายปี ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าระดับมันสมองของพี่สาวตัวเองอยู่ระดับไหน? ถึงเขาจะตั้งใจจะอ่านล่วงหน้าสำหรับบทเรียนในอนาคต แต่ก็ไม่อยากโดนสมุดจดห่วยๆ ของพี่สาวดึงคะแนนให้ตกต่ำลงหรอกนะ
...
เจียงหลินหิ้วถุงหนังสือใบเบ้อเริ่มกลับมาถึงบ้าน ก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี
เพิ่งก้าวเข้าประตูมาก็เห็นญาติห่างๆ หลายคนมาเยี่ยมเยียน ถึงเขาจะชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว แต่ก็ยังจำหน้าใครไม่ได้อยู่ดี
เจียงซู่รีบวิ่งเข้ามาช่วยรับถุงจากมือเจียงหลิน แต่ก็ต้องตกใจกับน้ำหนักของมันจนเกือบทำหล่น
"หนักชะมัด... อะไรเนี่ย" เจียงซู่หิ้วถุงหนังสือหนักอึ้ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความพยายาม ก่อนจะพูดต่อ "เอา—เถอะ พี่ เมื่อเช้าหายหัวไปไหนมา? ทำไมเพิ่งกลับ? รีบเข้ามานั่งข้างในสิ!"
เจียงซู่ลากแขนพี่ชายเข้าไปข้างในอย่างกระตือรือร้น
เจียงหลินรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ยัยนี่มาทำดีด้วยต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ เขาเลยพยายามบ่ายเบี่ยง "น้าเล็กทำกับข้าวอยู่ข้างนอก ฉันไม่เข้าไปหรอก เดี๋ยวไปช่วยน้าดีกว่า"
"โหย พี่จะไปทำกับข้าวเป็นได้ไง รีบเข้ามาเร็วๆ เข้า" เจียงซู่ดึงดันลากเจียงหลินเข้าไปในห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยบรรดาญาติๆ จนแทบไม่มีที่นั่ง ทั้งสองคนเลยต้องไปเบียดกันอยู่ที่มุมห้อง
"อ้าว เสี่ยวหลินกลับมาแล้วเหรอ? ยังจำป้าได้ไหมจ๊ะ?" คุณป้าคนหนึ่งเอ่ยทักทาย
"จำได้ครับ จำได้ จำได้แม่นเลยครับ..." เจียงหลินเหงื่อตก จำได้ที่ไหนกันล่ะ
"นี่คือลูกพี่ลูกน้องของน้องสะใภ้ของคุณปู่ทวดของหลานน่ะ เรียกคุณอาเถอะ" คุณยายช่วยแก้ต่างให้ คนแก่ๆ มักจะจำลำดับญาติได้แม่นยำเสมอ
"อ้อ สวัสดีครับคุณอา!"
"นี่จื้อหย่วน ลูกชายของคุณอานะ เขากำลังเรียนอยู่... เอ๊ะ"
"สถาบันเทคโนโลยีซงซานครับ คุณป้าทวด" ชายหนุ่มร่างผอมสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ ช่วยเสริม
"ใช่ๆ เมื่อกี้พี่จื้อหย่วนเพิ่งจะสอนวิธีเรียนให้เจียงซู่ไปหยกๆ เจียงซู่บอกว่าช่วงนี้เธอก็ตั้งใจเรียนเหมือนกัน แถมยังบอกว่าต้องรอให้เธอกลับมาก่อนถึงจะยอมให้สอนพร้อมกัน!" คุณยายพูดกลั้วหัวเราะ "สองพี่น้องคู่นี้ยังรักกันดีเหมือนเดิมเลยนะ! ฮ่าๆๆ!"
เจียงหลินหันไปมองน้องสาว เจียงซู่ก็หันมาสบตาพอดี ทั้งสองมองหน้ากันอยู่หลายวินาที
เจียงหลินรู้สึกได้เลยว่า ถึงเจียงซู่จะทำหน้าซื่อตาใส แต่ดูเหมือนเธอกำลังกลั้นขำจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
ส่วนคุณอาที่นั่งอยู่ข้างๆ แม้จะพยายามเก็บอาการ แต่พอได้ยินคนชมลูกชาย มุมปากก็อดยกขึ้นไม่ได้ เธอเอ่ยขึ้นว่า
"ป้าก็ไม่ได้เคี่ยวเข็ญอะไรเขาหรอกนะ เขาพยายามของเขาเอง โชคดีที่สอบติดน่ะ แต่ยังไงเขาก็พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง ถ้าพวกหลานอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ให้พี่เขาสอนให้ได้นะจ๊ะ"
จื้อหย่วนที่นั่งอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็กระแอมขึ้นมา
"จะสอนอะไรกันล่ะครับ ผมเพิ่งอยู่ขั้นสามเอง คงต้องรออีกสักปีสองปีถึงจะเลื่อนเป็นขั้นสี่ระดับกลางได้" หวังจื้อหย่วนเห็นทุกคนหันมามอง จึงพูดต่อ "แต่คุณครูค่อนข้างหวังในตัวผมนะ บอกว่าถ้าปีนี้รักษาเกรดไว้ได้ ก็จะได้ยาสกัดเส้นชีพจรวิญญาณจากทางคณะ มาช่วยให้ทะลวงสู่ระดับกลางได้ในคราวเดียว"
"ว้าว สุดยอดเลย ทรัพยากรระดับกลางนี่ขอได้ง่ายๆ เลยเหรอ! นั่นมันของระดับกลางเลยนะ!" เจียงหลินรับมุกชงให้อย่างรู้ตึก
บรรดาญาติๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ พอได้ยินว่าเขาใกล้จะทะลวงสู่ระดับกลาง ก็พากันชื่นชมไม่ขาดปาก ทั้ง "บุคลากรชั้นยอด" "มีอนาคตไกล" "สมกับเป็นนักศึกษาจริงๆ"
ต้องเข้าใจก่อนว่า ทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล มีคนระดับกลางอยู่แทบจะนับหัวได้ เพราะวัยรุ่นที่มีพลังระดับกลางมักจะไม่ยอมจมปลักอยู่ในชนบทหรอก
ส่วนพวกคนเฒ่าคนแก่ในตำบล พวกเขาไม่เคยมีสภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่ดีเยี่ยมแบบสมัยนี้ หลายคนยังไม่ได้เป็นแม้แต่จอมเวทขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ ดังนั้น พวกเขาจึงคาดหวังให้คนรุ่นใหม่ได้ออกไปโบยบินในโลกกว้าง
(จบแล้ว)