- หน้าแรก
- มหาเวทอัสนีพลิกชะตาวิถีเอาตัวรอดฉบับพนักงานออฟฟิศ
- บทที่ 21 - กลับหมู่บ้าน
บทที่ 21 - กลับหมู่บ้าน
บทที่ 21 - กลับหมู่บ้าน
บทที่ 21 - กลับหมู่บ้าน
การออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนเป็นเพียงแค่การพักผ่อนชั่วคราว การฝึกฝนต่างหากคือสิ่งเดียวที่อยู่ในใจของเจียงหลินเสมอ
ปิดเทอมฤดูหนาวผ่านไปหลายวันแล้ว เจียงหลินหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนจนถอนตัวไม่ขึ้น
หลังจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา เขาสัมผัสได้ว่าการทะลวงสู่ขั้นสาม คงเกิดขึ้นในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวนี้นี่แหละ
'คอขวดขั้นสาม จงแตกออกซะ!!' เจียงหลินตะโกนก้องในใจ
ทว่า เสียงใสๆ เสียงหนึ่งก็ดังขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของเจียงหลิน
"พี่ ปิดเทอมนี้เราจะหมกตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อฝึกเวทอย่างเดียวเลยเหรอ?"
เจียงซู่นอนเหยียดยาวอย่างเกียจคร้านอยู่บนโซฟา เอาขาพาดบนตัวเจียงหลิน สายตาก็จดจ้องมองทีวีอย่างเบื่อหน่าย
เจียงซู่อายุใกล้จะสิบเจ็ดแล้ว แก้มยุ้ยๆ แบบเด็กน้อยเริ่มตอบลง เผยให้เห็นเค้าโครงความสวยใสแบบหญิงสาว เส้นสายบนใบหน้าดูนุ่มนวลและชัดเจนขึ้น เมื่อประกอบกันแล้วก็ดูสะอาดสะอ้านหมดจด
ผมสั้นสีดำขลับยาวขึ้นมาพอสมควร ปล่อยสยายอย่างเป็นธรรมชาติ ปลายผมงอนขึ้นเล็กน้อย เส้นผมดกดำเงางาม ขับให้ใบหน้าของเธอขาวผ่องราวกับเปล่งแสงได้
แต่ทว่าท่าทางเกียจคร้านของหญิงสาวในบ้านตอนนี้ ช่างดูไม่ออกเลยว่านี่คือเด็กสาวที่สุภาพ เรียบร้อย และบางครั้งก็แอบซุกซนน่ารักที่โรงเรียน
"เปล่านี่ อีกไม่กี่วันเราจะกลับไปบ้านคุณยายกัน แล้วค่อยกลับมาตอนเปิดเทอม" เจียงหลินหลับตาทำสมาธิ
"หา? ไม่เอาอะ ฉันไม่อยากกลับ กลับไปก็ไม่มีอะไรทำ น่าเบื่อจะตาย" เจียงซู่ดิ้นไปดิ้นมาบนโซฟา
"งั้นเธอก็อยู่รังเฝ้าบ้านไปคนเดียวเถอะ เดี๋ยวฉันกลับไปคนเดียวเอง" เจียงหลินไม่ยอมตามใจเธอ
"อย่ากลับเลยน่า เราก็อยู่ฉลองปีใหม่ที่หนิงเจียงนี่แหละ นะ น้าา พี่~ พี่จ๋า~ โอนี่จัง~" เจียงซู่ดัดเสียงออดอ้อน สองขาเตะไปเตะมาไม่หยุด
"นี่ เลิกดัดเสียงสักทีได้ไหม จะอ้วกแล้วโว้ย!" เจียงหลินขนลุกซู่ไปทั้งตัว ต้านทานการโจมตีแบบนี้ไม่ไหวเลยจริงๆ ถึงในใจจะพร่ำบอกตัวเองว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็แค่หนอนดิ้นกระแด่วๆ ตัวหนึ่ง แต่เอาเข้าจริง เขาก็โดนน้องสาวตกเข้าให้แล้ว
เจียงซู่ลุกขึ้นมาเขย่าตัวเจียงหลินไม่หยุด ปากก็ร้องเรียกพี่จ๋าๆ ไม่ขาดปาก
"โอเคๆ ยอมแล้วๆ ยังไม่กลับตอนนี้ก็ได้ แต่ก่อนปีใหม่ยังไงก็ต้องกลับนะ" เจียงหลินพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
"เย่!" เจียงซู่ปล่อยมือจากเจียงหลินทันที ชูสองแขนขึ้นร้องดีใจ "แล้วพวกคุณลุงคุณอาล่ะ?"
สิ่งที่เจียงซู่หมายถึงก็คือ เมื่อไหร่จะไปเยี่ยมคารวะญาติๆ ฝั่งพ่อในวันปีใหม่
ในจุดนี้ต้องขออธิบายว่า เนื่องจากโลกใบนี้มีปีศาจดำรงอยู่ แถมพวกปีศาจยังเป็นผู้ครอบครองโลกตัวจริง แม้มนุษย์ในปัจจุบันจะแข็งแกร่งขึ้นมาก ไม่ถึงขั้นต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางวงล้อมของปีศาจ
ดังนั้นโครงสร้างของเมืองในชาตินี้จึงแตกต่างจากชาติก่อนอย่างมาก การสร้างเมืองอย่างแรกเลยคือต้องหลีกเลี่ยงอาณาจักรปีศาจ เขตหวงห้ามสิ่งมีชีวิต และสถานที่อื่นๆ ที่มนุษย์ยากจะดำรงชีวิตอยู่ได้
จากนั้นผู้คนก็จะรวมตัวกันสร้างหมู่บ้านเล็กๆ ขึ้นรอบๆ เมืองใหญ่ที่ตั้งหลักปักฐานสำเร็จอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นเมืองเล็กๆ แห่งใหม่
แต่ละเมืองเล็กๆ ก็จะค่อยๆ กวาดล้างปีศาจในบริเวณใกล้เคียง หลีกเลี่ยงพื้นที่อันตราย และขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ และคอยปกป้องคุ้มครองซึ่งกันและกัน
อย่างเช่นเมืองหนิงเจียงที่สองพี่น้องอาศัยอยู่ ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ เมืองที่ขยายตัวออกมาจากเมืองหยางเฉิง และกลุ่มเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ก็คือ กลุ่มเมืองเขตอ่าวตอนใต้
ครอบครัวของคุณตาคุณยายของเจียงหลินก็อยู่ในกลุ่มเมืองเดียวกันกับเมืองหนิงเจียง การเดินทางไปมาหาสู่กันภายในกลุ่มเมืองจึงค่อนข้างสะดวก
แต่ญาติๆ ฝั่งพ่อเพื่อแสวงหาความก้าวหน้า จึงย้ายไปอยู่อีกกลุ่มเมืองหนึ่ง นั่นก็คือ กลุ่มเมืองเซี่ยเจียงตอนกลาง
แม้จะมีเส้นทางคมนาคมสายหลักเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มเมืองใหญ่ๆ แต่การเดินทางก็มีความเสี่ยงสูงกว่าในอดีตมาก เพราะต้องเดินทางอ้อมอาณาเขตของปีศาจระดับสูง ระยะทางก็ไกลกว่า ค่าใช้จ่ายยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ดังนั้น สองพี่น้องที่ทั้งอ่อนหัดและยากจนแบบนี้ เลิกฝันที่จะเดินทางข้ามกลุ่มเมืองไปพบญาติฝั่งพ่อได้เลย
"เรื่องคุณลุงคุณอาน่ะ ลุงสามโทรมาบอกแล้วว่าปีนี้พวกเขาจะไม่กลับมาทางนี้ ช่วงปีใหม่เราค่อยโทรไปสวัสดีปีใหม่ก็แล้วกัน"
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ทั้งสองก็จะอยู่หนิงเจียงต่ออีกสิบกว่าวัน แล้วค่อยกลับชนบทก่อนช่วงปีใหม่
...
ในช่วงสิบกว่าวันนี้ เจียงหลินก็เอาแต่ฝึกฝน มีบ้างที่โดนเจียงซู่ลากออกไปเดินเล่น ซื้อกับข้าว ผ่อนคลายอารมณ์ และบางครั้งเจียงหลินก็ออกไปเที่ยวเตร่กับเฉียนเทียนเยว่บ้าง
แม้การฝึกฝนจะเป็นเรื่องหลัก แต่เพราะเป็นช่วงปิดเทอม เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดครึ่งปีของเจียงหลินก็ได้รับการผ่อนคลายลงบ้าง
"พี่ เก็บของเสร็จหรือยัง?" เจียงซู่จัดของอยู่ในห้องตัวเอง พลางวิ่งวุ่นไปมาระหว่างห้องนู้นห้องนี้
"ฉันเก็บเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว" เจียงหลินนั่งขบคิดโจทย์คณิตศาสตร์ข้อที่ยากๆ อยู่ที่โต๊ะกินข้าว
"เสื้อผ้า ชุดชั้นใน สายชาร์จ... พี่ แล้วแปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัวล่ะ? นี่ยังกล้าพูดว่าเก็บเสร็จแล้วอีกนะ!" เจียงซู่รื้อกระเป๋าเป้ของพี่ชายมาตรวจดู แล้วบ่นอุบอิบ
"ที่บ้านคุณยายก็มี เอาไปแค่เสื้อผ้าเปลี่ยนก็พอแล้ว!"
น้องสาวเริ่มทำตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือนมากขึ้นทุกที เรื่องซักผ้าทำกับข้าวไม่ต้องพูดถึง แต่เจียงหลินรู้สึกว่าเธอเริ่มจะจู้จี้ขี้บ่นเหมือนมนุษย์ป้าเข้าไปทุกวัน
"เอาล่ะ เลิกวิ่งพล่านไปมาได้แล้ว มาช่วยฉันดูโจทย์ข้อนี้หน่อย" เจียงหลินกวักมือเรียกน้องสาว
"เฮ้อ เดี๋ยวก็ลืมของโน่นลืมของนี่อีกจนได้"
จากนั้นเจียงซู่ก็เดินเข้ามาใกล้ๆ ชะโงกหน้าไปที่ข้างหูเจียงหลิน เอามือเท้าไหล่พี่ชาย แล้วก้มดูโจทย์ "โจทย์อะไรอะ ไหนขอดูหน่อย..."
ใครจะไปคิดว่าเจียงซู่ก็เป็นเด็กมีของเหมือนกัน แถมยังได้รับอิทธิพลจากเจียงหลิน ทำให้ปกติก็ตั้งใจเรียนอยู่แล้ว ตอนนี้คะแนนของเธอดีกว่าเจียงหลินเสียอีก ติดอันดับท็อปยี่สิบของชั้นปีมาตลอด
5 นาทีผ่านไป เจียงซู่หยิบหนังสือแบบฝึกหัดขึ้นมาขมวดคิ้วมุ่น
"เธอทำได้ไหมเนี่ย ถ้าทำไม่ได้ฉันจะไปถามหนิงจิ้งแล้วนะ" เจียงหลินเริ่มหมดความอดทน
"หืม? ทำไมต้องเป็นหยุนหนิงจิ้งด้วยล่ะ? ทำไมพี่ไม่ถามเฉียนเทียนเยว่ หรือถังอินล่ะ?" เจียงซู่เงยหน้าขึ้นมา หรี่ตาลงเล็กน้อย
"ถังอินตามความเร็วของพี่ไม่ทันแล้วขืนไปถามเฉียนเทียนเยว่ หมอนั่นน่ารำคาญจะตาย ขืนส่งโจทย์ไปให้ มันต้องตอบกลับมาว่า 'แหม่ นี่มันว่าที่นักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยหลงตูไม่ใช่หรือไงขอรับ? ไฉนเลยวิชาความรู้อันล้ำค่าปานนี้ ถึงได้ลดตัวมาไต่ถามคนโง่เขลาเบาปัญญาอย่างกระผมได้ล่ะขอรับ?' แน่ๆ"
เจียงหลินทำหน้าตาทะเล้นสุดๆ พร้อมกับเลียนแบบน้ำเสียงยียวนกวนประสาทของเฉียนเทียนเยว่ตามที่เขาจินตนาการไว้
"ฮ่าๆๆๆ พี่บ้าไปแล้ว! ใครเขาจะพูดจาแบบนั้นกันล่ะ!" เจียงซู่มองหน้าตลกๆ กับน้ำเสียงสุดฮาของพี่ชาย แล้วก็ขำจนปวดท้อง
"พอแล้ว เลิกเล่นได้แล้ว เดี๋ยวฉันลองส่งไปถามทั้งสองคนดูเลยละกัน" เจียงหลินเลิกเล่น ดึงหนังสือแบบฝึกหัดกลับมา ถ่ายรูปโจทย์แล้วส่งข้อความเฟยซิ่นไปถามทันที
"หนิงจิ้ง โจทย์ข้อนี้ทำยังไงเหรอ?" เจียงหลินกดส่ง จากนั้นก็ก็อปปี้ข้อความ เปลี่ยนชื่อนิดหน่อย แล้วส่งให้เฉียนเทียนเยว่
ผ่านไปครู่หนึ่ง...
"เป็นไงบ้าง พวกเขาตอบกลับมาหรือยัง?" เจียงซู่ชะโงกหน้าเข้ามาดูอีก
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ก็ดังขึ้น มีข้อความเข้าสองข้อความ
ข้อความจากเฉียนเทียนเยว่ตอบกลับมาว่า 'แหม่ นี่มันว่าที่นักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยหลงตูไม่ใช่หรือไงขอรับ? ไฉนเลยวิชาความรู้อันล้ำค่าปานนี้ ถึงได้ลดตัวมาไต่ถามคนโง่เขลาเบาปัญญาอย่างกระผมได้ล่ะขอรับ?'
จังหวะนั้นเจียงซู่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มพอดี หางตาเหลือบไปเห็นข้อความบนหน้าจอ ที่เหมือนกับที่พี่ชายเธอเดาไว้ทุกกระเบียดนิ้ว
"พรวด—" น้ำที่เพิ่งอมไว้ในปากพุ่งพรวดออกมาทันที
เธอล้มลงไปกองกับพื้น หัวเราะกลิ้งไปกลิ้งมา พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดเกินเบอร์
"อ๊ากกกก... ไม่ไหวแล้ว... ขำจะตายอยู่แล้ว... พวกพี่เตี๊ยมกันมาใช่ไหมเนี่ย... ฮ่าๆๆ..."
เจียงซู่หัวเราะอยู่นานหลายนาที กว่าจะลุกขึ้นมาจากพื้นได้อย่างทุลักทุเล มือก็กุมท้องที่เกร็งไปหมด เธอเอาหัวพิงไหล่เจียงหลิน ทิ้งตัวเป็นก้อนแป้งเปียกเกาะพี่ชาย หอบหายใจแฮกๆ สลับกับหัวเราะออกมาเป็นระลอกๆ
"พี่บอกแล้วไง ว่าหมอนั่นใส่กางเกงในสีอะไร พี่มองทะลุปรุโปร่งหมดแหละ" เจียงหลินปรายตามองน้องสาว แอบยืดอกอย่างภาคภูมิใจโดยไม่มีสาเหตุ
เจียงหลินตอบกลับเฉียนเทียนเยว่ไปแค่คำเดียวว่า 'ไสหัวไป' แล้วก็เปิดดูคำตอบที่หยุนหนิงจิ้งส่งมา
"นี่สิถึงจะเรียกว่าสวรรค์ประทานพรสวรรค์มาให้ของจริง!" เจียงหลินมองวิธีทำที่เขียนไว้อย่างเป็นระเบียบและเข้าใจง่ายของหยุนหนิงจิ้งแล้วก็อดทึ่งไม่ได้
พอทำความเข้าใจเสร็จ เขาก็ส่งสติกเกอร์ 'ขอบคุณครับลูกพี่' กลับไป แล้วก็ปิดหน้าต่างแชต
ส่วนทางด้านหยุนหนิงจิ้งที่กำลังสวมชุดนอนผ้าไหมสีขาวสะอาดตานั่งหลังตรงแหน่วอยู่ที่โต๊ะหนังสือ ผมยังเปียกชื้นนิดๆ สองมือประคองโทรศัพท์เอาไว้แน่นอย่างเหม่อลอย ลังเลว่าจะส่งข้อความอะไรไปอีกดีไหม
ข้างๆ กระดาษทดที่เขียนวิธีทำอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแผ่นนั้น มีกระดาษทดที่ถูกขยำทิ้งวางเกลื่อนกลาดไปหมด
วันรุ่งขึ้น สองพี่น้องเจียงหลินและเจียงซู่ก็ขึ้นรถทัวร์ เตรียมตัวกลับหมู่บ้านเพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่
(จบแล้ว)