- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นจ้าวแห่งความกลัว บันทึกการเลี้ยงอสูรร้ายฉบับท่านเทพมาร
- บทที่ 53 ที่นี่คือสถานที่คุมขังนักโทษจริงๆ หรือ
บทที่ 53 ที่นี่คือสถานที่คุมขังนักโทษจริงๆ หรือ
บทที่ 53 ที่นี่คือสถานที่คุมขังนักโทษจริงๆ หรือ
เจี้ยนหวยซวงมอบของวิเศษที่ยึดมาได้ เฉินโจวมองดูทีละชิ้น ส่วนใหญ่ล้วนธรรมดาสามัญ มีเพียงกุญแจพันกลขนาดเล็กกะทัดรัดแต่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนชิ้นหนึ่งเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจของเขา
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นของวิเศษประเภทผนึกระดับต่ำ เฉินโจวหยิบมันขึ้นมาตามความเคยชิน แล้วลงมือแกะออกอย่างรุนแรง
เสียง 'แกร๊ก' ดังขึ้นเบาๆ กุญแจพันกลดีดตัวออก ลำแสงริบหรี่หลายสายลอยฟุ้งออกมาจากด้านใน ร่วงหล่นลงบนพื้น เผยให้เห็นนักโทษที่อยู่ภายใน
พวกมันคือปีศาจบุปผาสามตนที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และปีศาจฝันร้ายที่ขดตัวกลมคล้ายกับลูกหมูน้อยสีชมพูอีกหนึ่งตน
ปลายจมูกของปีศาจฝันร้ายยังมีฟองน้ำมูกห้อยอยู่ มันยังไม่เปิดสติปัญญา นับเป็นมารไม่ได้ด้วยซ้ำ เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีความสามารถในการถักทอความฝันอันแผ่วเบา ดวงตาที่ไร้เดียงสาคู่หนึ่งกำลังมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ปีศาจบุปผาทั้งสามตนมีตบะตื้นเขินยิ่งนัก เพิ่งจะแตะขอบเขตขั้นชักนำปราณระดับหนึ่ง รูปร่างส่วนใหญ่ยังคงลักษณะของพืชพรรณเอาไว้ เพียงแต่บนกิ่งก้านสามารถมองเห็นเค้าโครงหน้าตาและแขนได้อย่างเลือนราง บนศีรษะมีดอกไม้เล็กๆ หลากสีสันบานสะพรั่งอยู่หลายดอก
"ชิ—"
หนูโรคระบาดแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาอย่างไม่เกรงใจ ในร่างมนุษย์ เขากอดอก ใช้คางชี้ไปยังปีศาจน้อยเหล่านั้น แล้วกล่าวกับสิงเยว่ที่มีสีหน้าย่ำแย่
"นี่คือผลงานอันยิ่งใหญ่ในการสังหารปีศาจปราบมารขององครักษ์เสวียนสุ่ยอย่างพวกเจ้าหรือ? ที่แท้ก็สังหารปีศาจชั้นปลายแถวที่แม้แต่พูดยังพูดไม่เป็นพวกนี้งั้นสิ?"
สิงเยว่ได้สติกลับมาจากความตกตะลึงที่ได้เห็นหลีฮื้อมังกร เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็พลันซีดเผือดสลับเขียวคล้ำอีกครั้ง
เขารู้ดีว่าการสังหารปีศาจที่อ่อนแอเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นความสามารถอันใด ดังนั้นจึงทำเพียงคุมขังเอาไว้ ยังไม่ได้ลงมือสังหาร แต่ก็ยังคงเชิดหน้าเถียงกลับไป
"ปีศาจก็คือปีศาจ! วันนี้อ่อนแอ วันหน้าก็ใช่ว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง การป้องกันไว้ก่อน ย่อมเป็นหน้าที่ขององครักษ์เสวียนสุ่ยอย่างพวกเรา!"
"โอ้?"
ภายใต้หน้ากากหมอกของหนูโรคระบาด ดวงตาสีแดงฉานหรี่ลง น้ำเสียงยิ่งเย้ยหยันมากขึ้น
"ช่างเป็นการป้องกันไว้ก่อนที่ยอดเยี่ยมเสียจริง แล้วในเขตเชียนเต่ามีปีศาจตัวเป้งมากมายที่ยึดเขาตั้งตัวเป็นใหญ่ เอะอะก็ฆ่าล้างหมู่บ้านกวาดล้างค่ายโจร องครักษ์เสวียนสุ่ยอย่างพวกเจ้าเคยไปปราบปรามตัวไหนบ้างเล่า?
"ปีศาจงูแห่งทิวเขาหูกวางที่ยึดครองอำเภอเฟิงเต่ามานับร้อยปี กลืนกินเผ่ามนุษย์ไปทั้งเกาะ พวกเจ้าเคยไปหรือยัง?
"ที่แท้ก็รังแกผู้อ่อนแอเกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง เลือกจัดการเฉพาะพวกไร้ค่าที่ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีพลังพวกนี้งั้นสิ?
"เจ้าลองเดาดูสิว่า หากเนี่ยไห่หลงไม่ถูกท่านปู่หนูกัดหัวจนทะลุในคำเดียว ตอนนี้มันจะไปวางอำนาจบาตรใหญ่ที่อื่นหรือไม่?"
สิงเยว่จุกจนพูดไม่ออก เขาเพิ่งจะตระหนักว่าบุรุษชุดดำเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ เพียงแต่มีตบะลึกล้ำ ซ่อนเร้นกลิ่นอายเอาไว้ ทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นในตอนแรก
เรื่องภัยคุกคามจากปีศาจงูในอำเภอเฟิงเต่า เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี จวนผู้ว่าการเขตมิใช่ไม่เคยพยายามปราบปราม เพียงแต่ปีศาจงูมีจำนวนมากเกินไป การปราบปรามครั้งแรกจึงต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างหนักหน่วง จำเป็นต้องวางแผนใหม่
และตอนนี้เขตเชียนเต่าก็ยิ่งตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ภัยปีศาจอาละวาดไปทั่ว จวนผู้ว่าการเขตอยากจะแบ่งกำลังคนไปจัดการมากกว่านี้ก็ไร้กำลัง
แต่อีกฝ่ายเป็นปีศาจ ในเมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือของอีกฝ่ายแล้ว จะแก้ตัวไปก็เปล่าประโยชน์
สิงเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข่มเลือดลมที่พลุ่งพล่าน ยืดหลังตรง สีหน้าฉายแววเด็ดเดี่ยว
"ฮึ!"
"จะฆ่าจะแกง ก็เชิญตามสบาย! ในเมื่อสิงเยว่ผู้นี้เข้าเป็นองครักษ์เสวียนสุ่ยแล้ว ก็เอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายตั้งนานแล้ว ตัวอาถรรพ์อย่างพวกเจ้าอย่าหวังว่าจะทำลายความเด็ดเดี่ยวของข้าได้ เมืองหลานเทาย่อมต้องทวงคืนความยุติธรรมให้พวกเราแน่!"
เขาและองครักษ์เสวียนสุ่ยหลายคนที่อยู่ด้านหลังพากันเชิดหน้าขึ้น แม้สีหน้าจะหวาดกลัว แต่ก็ไม่มีผู้ใดร้องขอชีวิต เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนมีความตั้งใจเช่นเดียวกัน
นับตั้งแต่วันที่สาบานตนเป็นองครักษ์เสวียนสุ่ย ก็ไม่มีผู้ใดคิดว่าจะได้ตายดีเลยสักคน
หนูโรคระบาดแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวซีด ไอหมอกมารเริ่มปะทุขึ้นจางๆ "อยากตายงั้นรึ? ท่านปู่หนูจะสงเคราะห์ให้พวกเจ้าเอง!"
"ใต้เท้า" เจี้ยนหวยซวงเอ่ยขึ้นมาได้จังหวะ "อย่างไรเสียองครักษ์เสวียนสุ่ยก็เป็นสายตรงของจวนผู้ว่าการเขต หากสังหารทิ้งทั้งหมด เกรงว่าจะดึงดูดความสนใจของเมืองหลานเทาไปจนถึงจวนผู้ว่าการเขตเชียนเต่า และนำความยุ่งยากมาให้ใต้เท้าได้ขอรับ"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา "แต่หากใต้เท้าออกคำสั่ง หวยซวงจะลงมือเดี๋ยวนี้ และจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เด็ดขาด"
เฉินโจวโบกมือ น้ำเสียงราบเรียบ "ไม่เป็นไร หากเป็นสิ่งที่เปิ่นจุนอยากทำ ย่อมไม่กลัวจวนผู้ว่าการเขตอะไรนั่น หากมีเรื่องอันใด เทพเจ้าก็จะเป็นผู้แบกรับไว้เอง"
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่อง "แต่ว่า ในเมื่อพวกเขาคิดถึงเจ้าเมืองซูจือหย่วนมากถึงเพียงนี้ ก็ส่งไปใช้แรงงานเพื่อดัดนิสัยเถอะ ให้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของเจ้าเมืองซู เชื่อว่าเจ้าเมืองซูที่อยู่เบื้องล่าง คงจะดีใจมากที่มีคนรู้จักไปอยู่เป็นเพื่อนมากมายขนาดนี้"
ก็แหม แรงงานที่มาส่งถึงที่ จะฆ่าทิ้งก็เสียดายแย่
เมื่อหนูโรคระบาดได้ยินเช่นนั้น ก็หัวเราะแปลกๆ ออกมา แล้วชี้ไปที่ปีศาจบุปผาทั้งสามตนที่ยังคงสั่นเทาและปีศาจฝันร้ายหมูน้อยผู้ไร้เดียงสา ก่อนจะถามว่า "แล้วพวกไร้ประโยชน์พวกนี้ล่ะ?"
เฉินโจวมองไปที่ปีศาจบุปผา
ปีศาจประเภทพืชพรรณ หากร่างต้นไม่ใช่พืชกินเนื้อ โดยส่วนใหญ่มักมีนิสัยรักสงบ ไม่ชอบการต่อสู้ ปรารถนาเพียงหาที่เงียบสงบดูดซับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทราเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างช้าๆ เท่านั้น
ปีศาจบุปผาทั้งสามตนนี้เห็นได้ชัดว่าอยู่ในประเภทดังกล่าว มีตบะต่ำต้อย ไม่อาจแปลงเป็นร่างมนุษย์ได้ ซ้ำยังพูดภาษามนุษย์ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ความสามารถคงมีแค่เร่งการเจริญเติบโตของดอกไม้ใบหญ้าธรรมดา ไม่มีประโยชน์ต่อการต่อสู้เลยสักนิด ไม่รู้ว่าสิงเยว่ไปขุดพวกมันมาจากซอกหลืบไหน
แต่เจ้าสิ่งเล็กๆ พวกนี้กลับมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นไม่เหมือนใคร มีสีสันสดใส มองดูแล้วก็เพลินตาดี
เฉินโจวยึดหลักการใช้ของให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงตั้งใจจะช่วยกอบกู้รสนิยมความงามอันสุ่มเสี่ยงของชาวเมืองหวั่งซื่อที่ไม่รู้ว่าถูกชักนำไปในทางที่ผิดตั้งแต่เมื่อใด
ทุกบ้านต่างแขวนโคมไฟสีขาวดวงใหญ่ ซ้ำยังเขียนอักษรคำว่า 'เซ่นไหว้' เอาไว้ ของพรรค์นั้นมันจะไปดูดีได้ยังไงกัน???
"ส่งไปให้หลู่เฉิงก็แล้วกัน เขาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการสร้างเมือง ตอนนี้เมืองหวั่งซื่อยังมีอีกหลายแห่งที่กำลังก่อสร้าง ส่งผู้ช่วยที่สามารถช่วยจัดสวนไปให้เขาหลายๆ คน เขาคงจะดีใจมากทีเดียว"
เผ่าปีศาจที่อ่อนแอ แท้จริงแล้วสถานการณ์ก็ไม่ต่างจากเผ่ามนุษย์มากนัก ล้วนตกเป็นเป้าหมายในการถูกแย่งชิงและกลืนกินโดยผู้ที่แข็งแกร่งกว่าทั้งสิ้น
แม้เหล่าปีศาจบุปผาจะพูดไม่ได้ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา เมื่อเข้าใจว่าตนเองไม่เพียงไม่ถูกกำจัด แต่ยังได้รับการคุ้มครองและจัดสรรหน้าที่ให้ พวกมันก็พลันซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก กิ่งก้านดอกไม้สั่นไหวไปมา
หนูโรคระบาดใช้ปลายเท้าเตะปีศาจฝันร้ายหมูน้อยที่กำลังน้ำลายไหลและเริ่มแทะขอบรองเท้าของเขาพลางจินตนาการว่าเป็นปลาแห้ง แล้วถามว่า "แล้วเจ้านี่ล่ะ?"
"เผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้านี่? ส่งไปให้แม่ม่ายหลี่เลี้ยงเล่นเถอะ นางกำลังจัดการเรื่องที่เกี่ยวกับทุ่งปศุสัตว์อยู่ไม่ใช่หรือ เลี้ยงให้โตแล้วบางทีอาจจะมีประโยชน์บ้างก็ได้"
"ใครเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับขยะพรรค์นี้กัน!" หนูโรคระบาดขนลุกซู่ด้วยความโกรธในพริบตา กระโดดถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างรังเกียจราวกับถูกทำให้แปดเปื้อน
"ยังไม่ได้กลายร่างเป็นมารด้วยซ้ำ ปีศาจฝันร้ายกับมารฝันจะเหมือนกันได้อย่างไร?"
ทว่ามันก็เพียงแค่บ่นไปอย่างนั้น ไม่ได้คัดค้านจริงๆ
เจี้ยนหวยซวงรับคำสั่ง เขานำปีศาจบุปผาไปส่งให้กับหลู่เฉิงที่กำลังยุ่งจนหัวหมุนอยู่กับการวางผังเมืองด้วยตนเอง
ส่วนสิงเยว่และองครักษ์เสวียนสุ่ยคนอื่นๆ ที่ยังคงฝืนรักษาศักดิ์ศรีเฮือกสุดท้ายเอาไว้ ก็ถูกคุมตัวไปยังส่วนลึกของเหมืองโหยหวนเช่นกัน
ยิ่งเข้าไปลึกเท่าใด เสียงโหยหวนที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในเหมืองและเสียงสั่นพ้องอันเป็นเอกลักษณ์ของแร่ปราณก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น แร่เรืองแสงที่ฝังอยู่บนผนังหินให้แสงสว่างสลัวๆ สาดส่องให้เห็นร่างที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ภายในอุโมงค์
สิงเยว่ข่มความเจ็บปวดรุนแรงในอวัยวะภายในและอาการวิงเวียนศีรษะ กัดฟันสังเกตไปรอบๆ
เดิมทีเขาคิดว่าจะได้เห็นกลุ่มนักโทษที่ผอมโซ ซูบซีด กำลังทำงานอย่างด้านชาภายใต้การเฆี่ยนตีด้วยแส้หนัง
ทว่าผู้คนที่กำลังขุดแร่และขนย้ายก้อนหินเหล่านั้น แม้เสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่ง แต่แต่ละคนกลับมีใบหน้าเปล่งปลั่ง สดใสมีชีวิตชีวา ในแววตาถึงกับแฝงไว้ด้วย... พลังใจที่กระตือรือร้นอยากจะแสดงผลงาน?
ที่นี่คือสถานที่คุมขังนักโทษที่มารับโทษจริงๆ หรือ...