- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นจ้าวแห่งความกลัว บันทึกการเลี้ยงอสูรร้ายฉบับท่านเทพมาร
- บทที่ 52 สิงเยว่ผู้ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
บทที่ 52 สิงเยว่ผู้ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
บทที่ 52 สิงเยว่ผู้ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
สิงเยว่ยิ่งสับสนหนักขึ้นไปอีก
เมืองหลานเทาก็เลี้ยงดูสัตว์วิญญาณอยู่หลายตัว มีสถานะสูงส่ง
แต่เนื้อและเลือดของสัตว์วิญญาณนั้นถือเป็นของบำรุงชั้นยอดสำหรับปีศาจและตัวอาถรรพ์ โดยปกติแล้วพวกมันมักจะถูกตามล่าอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัตว์วิญญาณตัวหนึ่ง ไฉนจึงได้มาอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในรังของตัวอาถรรพ์ ซ้ำยัง... ซ้ำยังช่วยคนตักน้ำอยู่อีก?
สิงเยว่ไม่เข้าใจเอาเสียเลย ทั้งยังตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ทว่าวินาทีต่อมา เมื่อขบวนคุ้มกันเดินผ่านพื้นที่เพาะปลูกอันกว้างใหญ่ที่เพิ่งเปิดหน้าดินใหม่ สายตาของสิงเยว่ก็พลันแข็งค้างไปอย่างสิ้นเชิง
ท่ามกลางผืนนาพื้นที่นับไม่ถ้วน สิงเยว่เหลือบไปเห็นที่ดินสิบหมู่ที่พิเศษยิ่งนัก
ผืนดินมีสีเหลืองทองอันอุดมสมบูรณ์ กลิ่นอายพลังปราณเข้มข้นจนแทบจะกลายเป็นหมอกบางๆ ที่จับต้องได้ลอยอวลอยู่เบื้องบน!
"นาปราณ! อย่างน้อยก็เป็นระดับเสวียนขั้นสูงสุด... ไม่สิ ความเข้มข้นของพลังปราณระดับนี้ เกรงว่าจะเป็นนาปราณระดับปฐพี!"
หัวใจของสิงเยว่เต้นระรัว แม้เขาจะจำแนกชนิดและหน้าที่เฉพาะของนาปราณไม่ได้ แต่ระดับของมันก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกสิ่งแล้ว
นาปราณระดับปฐพี!
นี่คือของล้ำค่าที่สามารถผลิตพืชวิญญาณระดับสูงได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งเมืองหลานเทาทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่ยังหามาได้แค่นาปราณระดับเสวียนเพียงไม่กี่หมู่เท่านั้น!
ทว่าที่นี่ เขากลับได้เห็นนาปราณระดับปฐพีถึงสิบหมู่ในคราวเดียว!
สิ่งที่ทำให้สิงเยว่รู้สึกว่าโลกทัศน์พังทลายยิ่งกว่าเดิมก็คือ ในทุ่งนามีงูดำตัวเล็กๆ ที่มีผิวเป็นมันเงาหลายตัวกำลังใช้ลำตัวพรวนดินอย่างขะมักเขม้น บ้างก็พ่นสายน้ำออกจากปากเพื่อรดน้ำพืชวิญญาณ หรือแม้แต่กำลังจับแมลงอย่างระมัดระวัง ทุกตัวล้วนมีท่าทางราวกับชาวนาเฒ่าผู้ชำนาญงาน
นาปราณระดับปฐพีกลับใช้ปีศาจงูมาไถนาเนี่ยนะ?
สิงเยว่รู้สึกเพียงว่าทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าช่างเหนือจินตนาการเหลือเกิน
รังของตัวอาถรรพ์ เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรืออย่างไรกัน? น้ำพุวิญญาณ นาปราณ ทรัพยากรที่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรใฝ่ฝันหา ที่นี่กลับมีให้เห็นอยู่ทั่วไปราวกับผักกาดขาวงั้นหรือ?
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ผู้คนก็ยิ่งหนาแน่น
บ้านเรือนที่เป็นระเบียบ แผงลอยในตลาดที่คึกคัก โรงหมอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร หรือแม้แต่ทุ่งปศุสัตว์ที่จัดวางอย่างเป็นสัดส่วน... แทบจะประกอบกันเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
สิ่งเดียวที่ดูผิดปกติก็คือ บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากกระดูกขาวและอิฐหิน ประตูและหน้าต่างของแต่ละบ้านล้วนมีกระดาษตัดรูปหัวกะโหลกแปะอยู่มากมาย ราวกับว่ามันเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาของพวกเขา
โคมไฟสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนแขวนไว้เบื้องบน ตัวอักษรสีดำคำว่า 'เซ่นไหว้' บนโคมไฟนั้นดูสะดุดตาเป็นพิเศษ บนพื้นมีกระดาษเงินกระดาษทองทรงกลมปลิวลงมาเป็นครั้งคราว
ทว่าชาวเมืองที่เดินขวักไขว่ไปมาอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ บนใบหน้าล้วนประดับด้วยรอยยิ้มอันสงบสุข ราบรื่น หรือแม้แต่เปี่ยมด้วยความพึงพอใจ แววตากระจ่างใส ท่าทางเป็นระเบียบเรียบร้อย ช่างแตกต่างจากความบ้าคลั่งและด้านชาหลังจากถูกตัวอาถรรพ์ควบคุมในจินตนาการของเขาอย่างสิ้นเชิง
เพียงแต่ เมื่อสายตาของชาวเมืองเหล่านี้มองมายังกลุ่มองครักษ์เสวียนสุ่ยที่ถูกมัดร้อยเป็นสาย ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวัง รังเกียจ หรือแม้แต่แฝงความเป็นศัตรู
แววตาเหล่านั้น ราวกับว่าพวกเขาต่างหากที่เป็นผู้ทำให้ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้แปดเปื้อน เป็นตัวตนที่โสมมและต่ำทรามที่สุด
สิงเยว่รู้สึกอึดอัดคับข้องใจอย่างยิ่ง
ในเมืองหลานเทา ต่อให้องครักษ์เสวียนสุ่ยไม่ถึงขั้นเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนนับหมื่น แต่ก็ถือเป็นตัวตนที่ชาวบ้านให้ความเคารพยำเกรงอย่างมาก
เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ต่อสู้อยู่ในแนวหน้าเพื่อต่อต้านปีศาจมาโดยตลอด
แต่ที่นี่ พวกเขากลับเป็นเหมือนหนูข้ามถนนที่ใครเห็นก็อยากตี
หากไม่มีผู้คุมเดินขนาบข้าง สิงเยว่ก็ไม่สงสัยเลยว่าชาวเมืองที่มีใบหน้าเปล่งปลั่งเหล่านั้นจะขว้างปาไข่เน่าและมะเขือเทศเน่าใส่พวกเขา
"ชาวบ้านโง่เขลาพวกนี้ ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรขององครักษ์เสวียนสุ่ยบ้างเลยหรืออย่างไร?" สิงเยว่รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ในใจ
จนกระทั่งเข้าสู่พื้นที่ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเขตใจกลางเมือง ความอึกทึกรอบข้างจึงค่อยๆ สงบลง
สิ่งก่อสร้างรูปร่างแปลกตาหลายแห่งตั้งเรียงรายอยู่ภายในนั้น โดยเฉพาะบ่อน้ำขนาดมหึมาบ่อหนึ่ง น้ำครึ่งหนึ่งเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เดือดพล่านไปด้วยความชั่วร้ายที่ทำให้ใจสั่นผวา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับใสแจ๋ว กลิ่นอายปราณลอยอวล
พลังสองสายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนในบ่อ ทั้งยังดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนจนน่าประหลาดใจ ก่อตัวเป็นรูปค่ายกลไท่จี๋ที่กำลังหมุนวน
สิงเยว่มองเห็นว่า ภายในน้ำใสสะอาดนั้น มีปลาหลีฮื้อหลายตัวที่ลำตัวราวกับถูกหลอมจากทองคำแท้ บริเวณหน้าผากมีจุดสีแดงชาด กำลังแหวกว่ายส่ายหางอย่างสบายอารมณ์ เกล็ดของพวกมันทอประกายเจิดจ้าราวกับแสงตะวันภายใต้แสงสะท้อนของพลังปราณและผืนน้ำ
สายตาของสิงเยว่จ้องเขม็งไปที่ปลาหลีฮื้อทองคำเหล่านั้น ลมหายใจพลันถี่กระชั้น ราวกับลืมเลือนความเจ็บปวดร้าวไปทั้งตัวจนหมดสิ้น
ริมฝีปากของเขาสั่นระริก พึมพำด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงลำพังด้วยความเหลือเชื่อ
"เกล็ดทองประกายตะวัน มงกุฎชาดแต้มหน้าผาก หลีฮื้อมังกรลิขิตสวรรค์ มอบวาสนาหมื่นลี้..."
เขาไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด!
นั่นคือสัตว์วิญญาณแห่งความเมตตาจากสวรรค์ที่ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณ หลีฮื้อมังกร!
เป็นสิริมงคลจากสรวงสวรรค์ที่บันดาลให้มนุษยชาติเจริญรุ่งเรือง
แต่... เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...
สมองของสิงเยว่ขาวโพลน ปากพึมพำคำว่า "หลีฮื้อมังกรลิขิตสวรรค์... สิริมงคล..." ซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้สติ ทั้งร่างราวกับวิญญาณหลุดลอยไป ลืมเลือนแม้กระทั่งความเจ็บปวดจากบาดแผลบนร่างกายไปชั่วขณะ
ภาพความชั่วร้ายและความสงบสุขที่ดำรงอยู่ร่วมกันเบื้องหน้า ทำลายความเข้าใจตลอดหลายสิบปีของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
เจี้ยนหวยซวงเดินมาถึงใจกลางพื้นที่แล้ว เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าแท่นบูชากระดูกขาว ก้มศีรษะลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ใต้เท้า หวยซวงมารายงานตัวขอรับ"
เขารายงานเรื่องราวที่หมู่บ้านหลี่เจียเอ้าได้เผชิญหน้ากับองครักษ์เสวียนสุ่ย การปะทะกันของทั้งสองฝ่าย รวมไปถึงการที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้กลางคันจนกลืนกินแก่นสารเนื้อโลหิตบางส่วนขององครักษ์เสวียนสุ่ยไป และในที่สุดก็นำตัวคนเหล่านั้นกลับมาได้อย่างกระชับและชัดเจนครบถ้วนทุกประการ โดยไม่มีการปิดบังหรือปัดความรับผิดชอบแม้แต่น้อย
เฉินโจวที่นั่งตัวตรงอยู่บนแท่นบูชากระดูกขาว ร่างกายถูกปกคลุมด้วยแสงเงาอันเลือนรางรับฟังอย่างเงียบๆ จนจบ โดยไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที
เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว โอสถสีเข้มเม็ดหนึ่งก็ลอยไปหาเจี้ยนหวยซวง
"นี่คือโอสถปั้นวิญญาณระดับสาม มันจะช่วยให้เจ้าบรรเทาความไม่มั่นคงของจิตวิญญาณ และสะกดข่มความสับสนในใจได้" เสียงของเฉินโจวราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้
โอสถเม็ดนี้เพิ่งแลกมาจากร้านค้าหมาดๆ ด้วยการนำชิ้นส่วนอสูรกัดกร่อนกระดูกที่เพิ่งชำแหละไปเมื่อครู่มาเป็นส่วนผสม
วิญญาณระดับสาม 5 ส่วน มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว
เจี้ยนหวยซวงรับโอสถมาด้วยสองมือ เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่บรรจุอยู่ภายใน หัวใจของเขากลับบีบรัดแน่น
เฉินโจวให้หงหลิงกับสือโถวดูแลชาวบ้านหมู่บ้านหลี่เจียเอ้าให้เรียบร้อย และทำภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นต่อไป
เจี้ยนหวยซวงจับสังเกตการจัดเตรียมในคำพูดของเฉินโจวได้อย่างเฉียบไว จึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น แววตาแฝงความหวาดหวั่นและตำหนิตัวเองที่ยากจะสังเกตเห็นได้
"ใต้เท้า... ภารกิจกวาดล้างปีศาจและยึดหมู่บ้านคืนในภายหลัง จะไม่มอบหมายให้หวยซวงทำแล้วหรือขอรับ? เป็นเพราะ... การที่หวยซวงควบคุมตัวเองไม่ได้ในวันนี้ ทำให้ใต้เท้าทรงผิดหวังหรือขอรับ?"
สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุด ก็คือเรื่องนี้นี่เอง
เฉินโจวเพียงแค่ยิ้มบางๆ แม้คนภายนอกจะมองไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่น้ำเสียงกลับแฝงความผ่อนคลายอย่างประหลาด
"ผิดหวังงั้นหรือ? เหตุใดต้องผิดหวังเล่า?
"แม้วันนี้เจ้าเกือบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดก็อาศัยความมุ่งมั่นของตนเองสะกดข่มไป๋อวี้เอาไว้ได้ ทั้งยังจับกุมองครักษ์เสวียนสุ่ยกลับมาได้ โดยไม่ได้ก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ ทั้งยังไม่ทำให้ชาวบ้านที่เชื่อใจเจ้าต้องผิดหวัง
"การทำสิ่งใดขอเพียงไม่ละอายแก่ใจ ระหว่างทางอาจมีอุปสรรคบ้าง นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา
"เจ้าทำได้ดีมากแล้ว"
เมื่อได้ยินว่าองค์เทพไม่ได้ผิดหวังในตัวเขา สายพิณในใจที่ขึงตึงของเจี้ยนหวยซวงจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทว่าก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกหดหู่บางอย่างไปได้
เขาก้มศีรษะลงด้วยความเคารพ "หวยซวงเข้าใจแล้วขอรับ"
เฉินโจวกล่าวต่อ "พลังลี้ลับในร่างกายของเจ้ายังหลอมรวมกับเศษเสี้ยววิญญาณของไป๋อวี้ได้ไม่เสถียร ก่อนที่ความขัดแย้งของจิตวิญญาณจะถูกขจัดออกไป ก็ไม่สมควรให้เจ้าออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอกเพียงลำพังอีก อยู่ข้างกายข้าไปพลางๆ ก่อนเถอะ"
"ขอน้อมรับคำสั่งของใต้เท้าขอรับ"
เฉินโจวมีแผนการอยู่ในใจตั้งแต่แรกแล้ว
การรั้งเจี้ยนหวยซวงไว้ข้างกายชั่วคราว ประการแรกคือเพื่อความสะดวกในการดูแลด้วยตนเอง ป้องกันไม่ให้ปัจจัยที่ไม่เสถียรในร่างกายของเขาเกิดการคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก ประการที่สองคือเพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เขาหลอมรวมคุณลักษณะของตัวอาถรรพ์อย่างใกล้ชิด บางทีอาจทำให้เข้าใจถึงความลับของต้นกำเนิดของตัวอาถรรพ์ได้มากขึ้น
แน่นอนว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เขาได้พักผ่อน
ร่างกายตัวอาถรรพ์ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ประกอบกับขอบเขตพลังที่รอการทำให้มั่นคง และพลังใหม่ที่ต้องทำความคุ้นเคย จะปล่อยให้ว่างงานได้อย่างไร?
ขูดรีด ต้องขูดรีดให้หนัก!
โอ้ ไม่สิ นี่เรียกว่าการฝึกฝนความสามารถในการปรับตัวและการให้ความรู้ทางความคิดอย่างเข้มข้น เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่มีเวลาว่างไปคิดหมกมุ่น หรือจมอยู่กับการตำหนิตัวเอง หรือเงามืดในอดีตต่างหาก!
เฉินโจวชื่นชมความมีเมตตาของตนเอง