- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นจ้าวแห่งความกลัว บันทึกการเลี้ยงอสูรร้ายฉบับท่านเทพมาร
- บทที่ 29 งูขาวกลายพันธุ์
บทที่ 29 งูขาวกลายพันธุ์
บทที่ 29 งูขาวกลายพันธุ์
"บัดซบ!" เนี่ยไห่หลงสบถอย่างเหี้ยมเกรียมในใจ
ดูท่าคงทำได้เพียงเริ่มแผนการล่วงหน้าเสียแล้ว! ขอเพียงทะลวงสู่ระดับสาม ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสหลบหนี!
มันปรายตามองแม่งูที่อยู่ข้างกาย ลอบด่าคำว่าไร้ประโยชน์ในใจ
จากนั้นเนี่ยไห่หลงก็อ้าปากกว้างใหญ่ พุ่งกัดครึ่งร่างของแม่งูขาดกระจุยในคำเดียว!
ร่างท่อนล่างของแม่งูที่เหลือร่วงหล่นลงบนพื้น ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ผืนน้ำในทะเลสาบที่เคยสงบนิ่งเกิดระลอกคลื่นเป็นวง ค่อยๆ เริ่มเดือดพล่าน ปราณโลหิตสายหนึ่งแผ่ซ่านมาจากก้นทะเลสาบ หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเนี่ยไห่หลงอย่างไม่ขาดสาย
เนี่ยไห่หลงจ้องเขม็งไปยังโครงกระดูกและหนูโรคระบาด มุมปากยกยิ้มอย่างบ้าคลั่ง
มันไม่เคยเชื่อถือในความผูกพันทางสายเลือดอันใด การเลี้ยงดูลูกหลานก็เป็นเพียงแค่เสบียงเลือดเนื้อเพื่อช่วยให้ตนเองทะลวงระดับก็เท่านั้น
ท่ามกลางปราณโลหิตที่เดือดพล่าน พลังงานในร่างของเนี่ยไห่หลงพุ่งพรวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชั่วพริบตาก็ทะลวงผ่านพลังงานเนื้อโลหิต 10,000 ส่วน บรรลุสู่ระดับสาม
"ตัวอาถรรพ์แล้วอย่างไร? ระดับสามแล้วอย่างไร? วันนี้พวกเจ้าเศษสวะทั้งหลาย ล้วนต้องตายให้บิดา!"
ปราณโลหิตจำนวนมากพุ่งขึ้นสมอง ค่อยๆ บดขยี้สติสัมปชัญญะ ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันยิ่งนำมาซึ่งความมั่นใจอย่างหาใดเปรียบ
"หนวกหู!"
เฉินโจวขมวดคิ้ว รู้สึกปวดใจยิ่งนัก พลังงานเนื้อโลหิตของแม่งูตัวนั้นก็สูงไม่เบา กลับถูกงูตัวนี้กลืนกินไปทั้งเป็น ช่างเสียของจริงๆ!
เฉินโจวหิ้วหลังคอหนูโรคระบาด เหวี่ยงเบาๆ โยนหนูโรคระบาดไปทางเนี่ยไห่หลงราวกับโยนลูกบอล "ไปเลย ปิกาจู!"
"!!!"
"มารดามันเถอะ!"
วินาทีที่ถูกโยนออกไป หนูโรคระบาดแผดเสียงร้องแหลมอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทว่ากลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ร่างหนูขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงปรับท่าทางกลางอากาศอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแสงสีเขียวเข้มสายหนึ่ง ขนสีเทาดำตั้งชันขึ้นทุกเส้น นัยน์ตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยความดุร้าย
เนี่ยไห่หลงกำลังดื่มด่ำอยู่กับความปีติยินดีที่ทะลวงระดับสาม เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งยังไม่ทันจางหาย ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดเสียดแทงถึงกระดูกบริเวณหว่างคิ้ว
เพียงเห็นรูเลือดขนาดกว้างสองนิ้วทะลวงผ่านหัวของงูยักษ์ เลือดสดๆ ปนกับมันสมองไหลทะลักออกมา
"ปะ... เป็นไปได้อย่างไร..."
มันยังกล่าวไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ ร่างอันใหญ่โตก็ล้มตึงลงเสียงดังสนั่น กระแทกผิวน้ำจนน้ำสาดกระเซ็นสูงนับจั้ง สิ้นใจตายไปอย่างสมบูรณ์
หลังจากหนูโรคระบาดร่วงลงสู่พื้น มันก็นั่งยองๆ อยู่ด้านข้าง พยายามจัดระเบียบขนที่เปื้อนเลือดอย่างเอาเป็นเอาตาย พลางถ่มเศษเนื้อลงบนพื้นดังถุยๆ
"บรรพบุรุษมันเถอะ! แหวะ เหม็นจนปู่หนูจะตายอยู่แล้ว!"
ส่วนเฉินโจวยืนอยู่ที่เดิม ควบคุมโครงกระดูกให้เดินไปข้างหน้า หามสือโถวและหงหลิงที่บาดเจ็บสาหัสขึ้นบ่าข้างละคน
เขาหยิบโอสถออกมาสองเม็ด เม็ดหนึ่งยัดเข้าปากสือโถวที่หมดสติไปแล้ว
เมื่อโอสถตกถึงท้อง ใบหน้าที่ซีดเซียวของสือโถวก็ค่อยๆ มีสีเลือดขึ้นมาบ้าง การกระเพื่อมของหน้าอกก็สงบลงเล็กน้อย
ขณะที่หงหลิงยังพอมีสติอยู่บ้าง นางรับโอสถมา ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อย
ท่ามกลางความเลือนลาง นางมองเห็นเงาร่างในชุดขาวที่พร่ามัวนั้นอีกครั้ง ทว่าในใจกลับเกิดความรู้สึกรันทดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เดิมทีนางคิดว่าตนเองน่าจะเยือกเย็นพอ เป็นผู้ใหญ่พอแล้ว แต่เมื่อได้เห็นทวยเทพจุติลงมาจากป้ายไม้ของสือโถวจริงๆ ก็ยังคงไม่อาจระงับความอิจฉาในใจไว้ได้
นางคิดว่าตนเองทำได้ดีพอแล้ว
คิดว่าตนเองมีพรสวรรค์โดดเด่นและพยายามมากพอจนได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ ช่วยแบ่งเบาภาระของทวยเทพ กระทั่งส่งทูตสวรรค์มาติดตามตน จะต้องเป็นที่โปรดปรานอย่างแน่นอน
นางเคยภาคภูมิใจอยู่พักหนึ่งที่คิดว่ามีเพียงตนเท่านั้นที่ได้เห็นทวยเทพอย่างแท้จริง
แต่ผลลัพธ์กลับไม่ใช่ แท้จริงแล้วสือโถวต่างหากที่เป็นที่โปรดปรานมาโดยตลอด เขากระทั่งมีของวิเศษที่สามารถอัญเชิญทวยเทพมาเยือนด้วยตนเองได้
หงหลิงก้มหน้ามองสือโถวที่หมดสติ ขอบตาแดงระเรื่อเล็กน้อย ที่แท้ความโปรดปรานอย่างแท้จริงก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเลย
เฉินโจวเห็นนางเอาแต่จ้องมองสือโถว ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
สมกับที่เป็นเพื่อนสมัยเด็ก ความสัมพันธ์ช่างแน่นแฟ้นจริงๆ
เฉินโจวยกมือขึ้นลูบศีรษะของหงหลิงเบาๆ น้ำเสียงแฝงความปลอบประโลมอยู่หลายส่วน "ไม่ต้องกังวล ไม่เป็นไรแล้ว"
สัมผัสเย็นเยียบที่ส่งมาจากบนศีรษะทำให้หงหลิงใจสงบลงในชั่วพริบตา
นางเงยหน้าขึ้นมองทวยเทพชุดขาวผู้ทรงสง่า ความรันทดในใจค่อยๆ มลายหายไป
นางตัดสินใจว่าจะต้องพยายามให้มากขึ้น ต่อให้สือโถวจะเป็นสาวกคนแรกของทวยเทพ เป็นเด็กที่เขาโปรดปรานที่สุด นางก็จะเป็นคนที่มีประโยชน์ที่สุดให้ได้
หนูโรคระบาดพ่นคำผรุสวาทออกมาตลอดทาง อ้างตัวเป็นปู่ไม่หยุดหย่อน พอถูกเฉินโจวยัดเนื้อแห้งรสหม่าล่าเข้าปาก เสียงด่าทอฉอดๆ ก็เปลี่ยนเป็นเสียงครางอู้อี้ด้วยความพึงพอใจในทันที
นี่คือรสชาติใหม่ที่แม่ม่ายหลี่เพิ่งคิดค้นขึ้นในช่วงสองวันนี้ อร่อยกว่าเนื้อหมักเกลือธรรมดาตามปกติอยู่มาก ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์จากชาวบ้านในอาณาเขต
พอเนี่ยไห่หลงตาย ปีศาจงูน้อยที่เหลือรอดอยู่ประปรายก็ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ถูกโครงกระดูกเก็บเกี่ยวชีวิตไปอย่างง่ายดาย
เฉินโจวเลื่อนสายตาไปยังก้นทะเลสาบ ผืนน้ำที่เคยเดือดพล่านก่อนหน้านี้กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
แต่ในฐานะตัวอาถรรพ์ เฉินโจวมีความไวต่อพลังงานเนื้อโลหิตมาแต่กำเนิด เขาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงปราณโลหิตอันแผ่วเบาที่ตกค้างอยู่ก้นทะเลสาบ ทั้งยังปะปนไปด้วยความผันผวนของพลังปราณจากการทำงานของค่ายกล
"ค่ายกลพันธนาการโลหิตเก้าชั่วโคตร" หนูโรคระบาดเบะปาก "สังเวยสายเลือดเครือญาติเพื่อรีดเค้นพลังงาน ค่ายกลผุพังที่เก่าคร่ำครึ ก็มีแต่เจ้าโง่อย่างเนี่ยไห่หลงนี่แหละที่เห็นเป็นของล้ำค่า"
"ไปคลายค่ายกลซะ" เฉินโจวเอ่ย
"สั่งปู่หนูอีกแล้วเรอะ?" หนูโรคระบาดขนพองฟูขึ้นมาในพริบตา แต่พอได้ยินเฉินโจวเสริมประโยคว่า "กลับไปจะเลี้ยงเนื้องูตุ๋นกระเทียมทองคำ เนื้ออสรพิษนึ่งดอกฝูหรง และสเต๊กงูกรอบคั่วพริกเกลือ" มันก็ยิ้มแย้มจนตาหยีในทันที
"เช่นนั้นท่านห้ามหลอกน้องหนูนะ!"
ยังไม่ทันสิ้นเสียง หนูโรคระบาดก็กลายร่างเป็นเงาสีเทาพุ่งพรวดลงไปก้นทะเลสาบ กลัวว่าเฉินโจวจะเปลี่ยนใจกะทันหัน
ครู่ต่อมา น้ำในทะเลสาบก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซากศพปีศาจงูนับร้อยลอยขึ้นมาจากก้นทะเลสาบ
บางตัวแห้งเหี่ยวไปนานแล้ว บางตัวยังมีลมหายใจรวยรินหลงเหลืออยู่ และยังมีอีกหลายตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่พลังงานเนื้อโลหิตเจือจางมาก ล้วนถูกรีดเค้นมากจนเกินไป
ในจำนวนนั้นยังมีงูขาวกลายพันธุ์ที่ขาวผ่องดุจหยก นัยน์ตาทอประกายสีชมพูอ่อนตัวหนึ่ง ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมากท่ามกลางฝูงงูดำ
งูขาวมีพลังชีวิตแข็งแกร่งเป็นพิเศษ แม้จะอ่อนแอจนไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเงยหน้า แต่ก็ยังคงรักษาสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ไว้ได้
"เนี่ยไห่หลงฟักไข่มาตั้งมากมาย ถึงกับฟักโปเกมอนไชนี่ออกมาได้ตัวหนึ่งเชียวหรือ? สายพันธุ์เผือกที่หายากซะด้วย"
ทันทีที่งูขาวหลุดพ้นจากการถูกกักขัง ก็หมุนวนบนผิวน้ำรอบหนึ่ง กลายร่างเป็นเด็กสาวผมขาวนัยน์ตาสีชมพู
เด็กสาวอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่าย ผิวพรรณขาวผ่องจนเกือบโปร่งใส ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียว นางคุกเข่าอยู่บนผิวน้ำ น้ำเสียงเจือความสั่นเทาอยู่บ้าง
"ปีศาจน้อยเนี่ยเฉาซี ขอบพระคุณเซียนซือในบุญคุณช่วยชีวิตเจ้าค่ะ"
นางไม่กล้าเงยหน้า และไม่กล้าร้องขอชีวิต
ยามที่ถูกขังอยู่ก้นทะเลสาบ การเข่นฆ่าบนฝั่ง การตายของเนี่ยไห่หลง และความโหดเหี้ยมของหนูโรคระบาด นางล้วนได้ยินอย่างชัดเจน เป็นดั่งเนื้อบนเขียงให้ผู้อื่นสับ ไม่มีทางเลือกใดๆ เลย
เฉินโจวมองนาง แววตาแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย
เขาเพิ่งเคยเห็นปีศาจจำแลงกายเป็นมนุษย์เป็นครั้งแรก
อีกทั้งงูขาวตัวนี้ไม่เพียงแปลงเป็นมนุษย์ได้ ไอปีศาจบนร่างยังเบาบางจนแทบไม่มี ทั้งยังไม่มีไอสังหารโลหิตแม้แต่น้อย ทว่ากลับแผ่ซ่านพลังปราณอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ออกมาแทน
"กอไผ่เลวยังออกหน่อไม้งามได้อีกหรือ?" หนูโรคระบาดขยับเข้ามาใกล้ จ้องมองงูขาวด้วยแววตาเป็นประกาย น้ำลายแทบจะไหลย้อยลงมา
"นี่มันสัตว์วิญญาณนี่! ไม่พึ่งพาการกลืนกินเลือดเนื้อ อาศัยเพียงพลังปราณในการบำเพ็ญเพียร สัตว์วิญญาณระดับสองก็สามารถจำแลงกายได้แล้ว เนื้อของมันเป็นยาบำรุงขนานเอกทีเดียว เหมือนกับเนื้อของผู้บำเพ็ญเพียรเลยล่ะ!"
เมื่องูขาวได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกสิ้นหวังในใจ ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น ทว่ายังคงฝืนคุกเข่าอยู่ที่เดิม ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว
เฉินโจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจเก็บโปเกมอนไชนี่กลับไปสักตัว ลองดูว่าจะสามารถใช้งานเป็นแรงงานได้หรือไม่
หากทำงานได้ดีก็เก็บไว้ หากทำได้ไม่ดีค่อยเชือดกินเนื้อก็ไม่ขาดทุน!