- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นจ้าวแห่งความกลัว บันทึกการเลี้ยงอสูรร้ายฉบับท่านเทพมาร
- บทที่ 25 เมืองไป๋อวี้
บทที่ 25 เมืองไป๋อวี้
บทที่ 25 เมืองไป๋อวี้
ตอนนั้นที่ยังไม่ได้ทดสอบพรสวรรค์ หงหลิงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิตเดินเข้าไปหา เอ่ยถามเคล็ดลับการรับรู้รากวิญญาณด้วยเสียงแผ่วเบา หวังว่าจะได้ผลการทดสอบที่ดี
ทูตคนอื่นๆ รอบข้างต่างแสดงสีหน้ารำคาญ มีเพียงเขาที่หยุดฝีเท้า แล้วใช้เสียงทุ้มต่ำแต่ชัดเจนชี้แนะนางสองสามประโยค
เมื่อมองดูในตอนนี้ นั่นไม่ใช่ประสบการณ์อันล้ำค่าอะไร เป็นเพียงความรู้พื้นฐานที่ธรรมดาที่สุด แต่กลับเป็นความปรารถนาดีต่อคนธรรมดาสามัญที่หาได้ยากยิ่งจากบรรดาเซียนซือผู้สูงส่ง
นี่คือคนเพียงคนเดียวในบรรดาศิษย์พี่ของสำนักกระบี่ไป๋อวี้ที่หงหลิงพอจะมีความรู้สึกดีๆ ให้บ้าง
หงหลิงกำแขนเสื้อแน่น ในใจมีความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไป
นางไม่เคยคิดเลยว่า เซียนซือที่ได้รับการเคารพยกย่องจากชาวบ้านในหมู่บ้านสือเติ้ง จะถูกศิษย์ร่วมสำนักกลั่นแกล้งอยู่ที่หน้าประตูเมืองไป๋อวี้เช่นนี้
"ศิษย์น้องจะเข้าเมืองไปทำธุระหรือ?"
ชายชุดขาวที่จำหงหลิงได้เป็นคนแรกขยับเข้ามาใกล้ "กลิ่นอายของเจ้าในตอนนี้... ถึงระดับสองแล้วหรือ?"
เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา อีกสองคนก็รีบปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบทันที จากนั้นต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึง
พวกเขาพอจะรู้มาบ้างว่าหงหลิงมีพรสวรรค์เฉลียวฉลาด แต่ไม่คิดว่านางจะเลื่อนระดับได้เร็วถึงเพียงนี้ แม้แต่เด็กหนุ่มท่าทางไม่สะดุดตาที่อยู่ข้างกายนาง กลิ่นอายก็ยังทรงตัวอยู่บนขอบเขตระดับสองอย่างมั่นคง
อายุเท่านี้กลับมีระดับฝึกตนเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ยอดอัจฉริยะธรรมดาจะเทียบได้
นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน!
ทั้งสามคนมองสบตากัน ต่างก็เห็นความหวาดหวั่นและการประจบประแจงในดวงตาของอีกฝ่าย
พวกเขารู้ดีว่าด้วยพรสวรรค์ของหงหลิง ปีหน้าเมื่อเข้าสำนักไปแล้วจะต้องได้เป็นศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนักอย่างแน่นอน ภายภาคหน้าสถานะคงจะอยู่สูงกว่าพวกเขาเสียอีก
เด็กหนุ่มข้างกายหงหลิงก็เห็นได้ชัดว่ามาด้วยกันกับนาง แปดเก้าส่วนคงจะได้เข้าร่วมสำนักเช่นกัน
ต่อไปล้วนเป็นบุคคลที่พวกเขาไม่อาจตอแยได้
ไม่ใช่ยอดอัจฉริยะทุกคนจะเหมือนเจ้าโง่เจี้ยนหวยซวง พวกเขาข่มความอิจฉาในใจลงไป ท่าทีเย่อหยิ่งจองหองเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยการประจบเอาใจอย่างจงใจ
"ศิษย์น้องมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมจริงๆ อนาคตจะต้องเป็นเสาหลักของสำนักกระบี่เราอย่างแน่นอน!"
"ศิษย์น้องชายท่านนี้ก็มีสง่าราศีของมังกรและหงส์ หากมีเรื่องอันใดต้องการให้ช่วยเหลือ ศิษย์น้องเอ่ยปากมาได้เลย พวกเราพอจะมีหน้ามีตาในเมืองนี้อยู่บ้าง"
"พูดได้ถูกต้อง เมืองไป๋อวี้ขึ้นตรงต่อสำนักกระบี่ของเรา ศิษย์น้องทั้งสองมีธุระอันใดก็เรียกใช้ได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ"
สือโถวชะงักไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนเปลี่ยนหน้าได้เร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก
หงหลิงรับมือกับคำเยินยอของทั้งสามคน แต่สายตากลับเหลือบมองไปยังเจี้ยนหวยซวงที่อยู่ข้างๆ อย่างอดไม่ได้
เขายังคงรักษากิริยาก้มหน้ากอดกระบี่ไว้ ราวกับว่าทุกสิ่งรอบตัวไม่เกี่ยวข้องกับเขา เส้นผมสีหมึกบดบังสีหน้าของเขาไว้ หลงเหลือเพียงเงาอันเงียบงัน
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่านิ้วมือที่เขากอดกระบี่ยักษ์ขยับเล็กน้อย ฝีเท้าก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างแผ่วเบา
อาศัยจังหวะที่ความสนใจของทุกคนอยู่ที่หงหลิง เจี้ยนหวยซวงก็หันหลังกลับอย่างเงียบเชียบ เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของป่ารกร้างนอกเมือง
กว่าหงหลิงจะสลัดชายชุดขาวจอมประจบทั้งสามคนไปได้สำเร็จ พอหันกลับมาอยากจะมองเจี้ยนหวยซวงอีกครั้ง ก็พบว่าที่หน้าประตูเมืองไร้เงาของเขาเสียแล้ว
"เป็นอะไรไป ไม่เข้าเมืองหรือ?" สือโถวสงสัย
"ไม่มีอะไร" หงหลิงดึงสายตากลับมา
ไม่อยู่ก็ไม่อยู่เถิด นางไม่ได้หลงตัวเองถึงขั้นอยากจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของศิษย์พี่ที่เคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวหรอก
"ไปเถอะ พวกเราเข้าเมืองกัน"
พวกทหารยามไม่ได้ขัดขวางทั้งสองคนและเปิดประตูเมืองกว้าง
เมืองไป๋อวี้บอกว่าเป็นเมือง แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงหมู่บ้านที่ใหญ่หน่อยเท่านั้น สภาพภายในเมืองแตกต่างจากเมืองเซียนในจินตนาการของสือโถวอย่างลิบลับ
ไม่มีศาลาหรือหอคอยที่สลักเสลาลวดลายวิจิตรบรรจง และไม่มีถนนที่อบอวลไปด้วยไอเซียน
มีเพียงบ้านหญ้าคาและบ้านดินที่ตั้งเรียงรายติดกันแน่นขนัด หญ้าคาบนหลังคาถูกลมพัดจนเอนเอียงระเกะระกะ บนกำแพงยังมีรอยโคลนที่ยังไม่แห้งสนิทติดอยู่
แต่ก็คึกคักกว่าหมู่บ้านธรรมดาทั่วไป มีพื้นที่กว้างขวางกว่า คนก็เยอะกว่า
มีพ่อค้าหาบเร่ร้องตะโกนขายของตามถนน ตรงหัวมุมถนนมีคนแก่จับกลุ่มคุยเล่นกัน ในมือพัดใบพัดสานเก่าขาด เด็กๆ เดินเท้าเปล่าวิ่งไล่หยอกล้อกันในตรอกซอกซอย ส่งเสียงหัวเราะใสแจ๋ว
ช่างแตกต่างอย่างชัดเจนกับผู้ลี้ภัยนอกกำแพงเมือง
ในกำแพงคือสวรรค์ นอกกำแพงคือนรก
สีหน้าของชาวเมืองก็ดูผ่อนคลายกว่าผู้ลี้ภัยนอกเมืองไม่น้อย ทว่าอย่างน้อยเมื่ออยู่ในเมือง ก็ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะถูกสัตว์อสูรลากไปกินตลอดเวลา สามารถนอนหลับได้อย่างสงบ
แต่ในสายตาของสือโถว ที่นี่ธรรมดาเกินไป ห่างชั้นกับอาณาเขตของท่านเทพมากนัก
ภายใต้การคุ้มครองของท่านเทพ ทุกคนไม่เพียงแต่ได้รับประกันความปลอดภัย แต่ยังได้กินเนื้อทุกมื้อ แต่ละคนมีใบหน้าแดงระเรื่อร่างกายแข็งแรง ในแววตาเต็มไปด้วยความหวังต่ออนาคต
"ยังไงท่านเทพก็ยิ่งใหญ่ที่สุด" สือโถวกระซิบพึมพำกับหงหลิง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี
"เมื่อก่อนมักจะได้ยินคนพูดกันว่าเมืองไป๋อวี้ดีแค่ไหน ตอนนี้ดูๆ ไปแล้ว ก็งั้นๆ แหละ"
หงหลิงกล่าวอย่างสงบ "ระวังคำพูดด้วย"
แม้ว่าในใจนางจะคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้อยู่ในถิ่นของคนอื่น คำพูดบางคำก็ไม่ควรพูดส่งเดช
หงหลิงกวาดสายตามองไปบนศีรษะของชาวเมือง นี่คือเรื่องแปลกที่นางเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อตอนเข้าเมือง
ชาวเมืองไป๋อวี้ ไม่ว่าชายหญิงหรือเด็กผู้เฒ่า บนศีรษะล้วนมีสิ่งปกปิด
บางคนโพกผ้าโพกหัวสีเทา บางคนสวมหมวกผ้าหยาบๆ ทหารยามที่ประตูเมืองและที่เดินลาดตระเวนในเมืองสวมหมวกเกราะเหล็ก และยังมีพวกที่มีฐานะดีหน่อย ถึงกับเลียนแบบศิษย์สำนักกระบี่ไป๋อวี้ สวมหมวกปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง
"ทำไมทุกคนถึงต้องปิดบังศีรษะกันด้วย?" สือโถวก็พบความผิดปกติเช่นกัน จึงกระซิบถาม
หงหลิงขมวดคิ้ว "ไม่รู้สิ หรืออาจจะเพราะในใจเทิดทูนสำนักกระบี่ไป๋อวี้ ก็เลยเลียนแบบมั้ง?"
"งั้นพวกเราควรจะระวังตัวหน่อยดีไหม เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม จะได้ไม่ดึงดูดความสนใจ?"
"พวกเราไม่ได้มาทำเรื่องเลวร้ายสักหน่อย ไม่ต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ขนาดนั้นหรอก"
"เข้าใจแล้ว!"
สือโถวยืดอกเงยหน้า กำอาวุธกระดูกในมือแน่น ก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงไปข้างหน้าด้วยท่าทางไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น
มุมปากหงหลิงกระตุก ชกสือโถวไปหนึ่งหมัด จากนั้นก็ลากเขาเดินไปที่แผงขายหมวกเล็กๆ ตรงมุมถนน
"ไหนว่าไม่ต้องลับๆ ล่อๆ ไงล่ะ?" สือโถวงุนงง
หงหลิงกลั้นความรู้สึกอยากจะกลอกตา "ไม่ได้ให้เจ้าทำตัวลับๆ ล่อๆ แต่ก็ไม่ได้ให้เจ้าทำตัวสะดุดตาขนาดนี้ สมองเจ้ามีปัญหาหรือเปล่า? ทำตัวให้มันปกติหน่อยก็พอ!"
"อ้อ..."
บนแผงขายหมวกเล็กๆ มีหมวกสานไม้ไผ่หยาบๆ วางอยู่หลายใบ เจ้าของแผงเป็นชายชราไว้หนวดแพะ
"เถ้าแก่ หมวกนี่ขายยังไง?" หงหลิงถาม
ชายชราเหลือบตามองพวกเขาทีหนึ่ง แล้วตอบเนิบๆ "ใบละห้าอีแปะ ถ้าเอาสองใบก็จะคิดราคาถูกให้หน่อย แปดอีแปะ"
หงหลิงล้วงเหรียญทองแดงออกจากอกเสื้อ รับหมวกมา แล้วแบ่งให้สือโถวใบหนึ่ง
หลังจากสวมแล้ว นางก็ชวนเจ้าของแผงคุยต่อ "ท่านตา พวกเราเพิ่งเคยมาเมืองไป๋อวี้เป็นครั้งแรก ทำไมทุกคนในเมืองถึงใส่หมวกกันหมดเลยล่ะ?"
ชายชราลูบหนวด มองพวกเขาแวบหนึ่งแล้วยิ้ม "เห็นพวกเจ้าไม่ใส่หมวกก็รู้แล้วว่าเป็นคนต่างถิ่น"
"ไม่ได้มีคำอธิบายอะไรเป็นพิเศษหรอก ก็แค่ขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างหนึ่ง เพราะอีกสามวันก็จะเป็นวันฉลองเซียนที่สำคัญที่สุดของเมืองไป๋อวี้เราแล้ว ถึงตอนนั้นซ่างเซียนไป๋อวี้จะลงมาประทานพรในเมืองด้วยตัวเอง"
"ตอนประทานพร จะมีพิธีถอดหมวกโดยเฉพาะ ทุกคนต้องถอดหมวกทำความเคารพ ก็ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อซ่างเซียนอย่างหนึ่งนั่นแหละ"
"ช่วงนี้มีคนต่างถิ่นมาร่วมสนุกเยอะแยะ ทุกคนต่างก็กำลังเตรียมตัวสำหรับวันฉลองเซียน คึกคักเป็นพิเศษเลย พวกเจ้าก็เดินเที่ยวดูให้ทั่วๆ ได้นะ"