- หน้าแรก
- ข้ามสู่โลกจ้านเทียน ข้าจะชิงตำแหน่งพระบุตรศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 6 การทดสอบ
บทที่ 6 การทดสอบ
บทที่ 6 การทดสอบ
บทที่ 6 การทดสอบ
หลี่เยาเดินตามมัคคุเทศก์หยาง เลี้ยวซ้ายแลขวาผ่านกลุ่มสิ่งปลูกสร้างอันสลับซับซ้อนของหมู่พระราชวังจนรู้สึกเวียนศีรษะ ทัศนียภาพของที่แห่งนี้แทบจะเหมือนกันไปหมด พระราชวังแต่ละแห่งน่าจะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ที่คุ้นเคยกับสถานที่อาจแยกแยะพวกมันออกได้ในพริบตา แต่สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย การเดินอยู่ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากการเดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตเลยจริงๆ
ตามระเบียงทางเดินของพระราชวัง มีเงาร่างของเหล่าศิษย์ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งคราว ยามใดที่พวกเขาพบเห็นมัคคุเทศก์หยาง ต่างก็พากันประสานหมัดและค้อมกายทำความเคารพ
ในสายตาของศิษย์ธรรมดาเหล่านี้ มัคคุเทศก์หยางยังคงเป็นผู้มีอำนาจไม่น้อย ทว่ายามที่ปฏิบัติต่อพวกเขา มัคคุเทศก์หยางกลับไร้ซึ่งท่าทีเป็นกันเองเหมือนตอนที่อยู่กับหลี่เยา เขาเพียงพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่งก่อนจะนำทางหลี่เยาเดินต่อไปข้างหน้า
หลังจากผ่านท้องพระโรงใหญ่มาไม่รู้เท่าใด ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดลงที่หน้าพระราชวังแห่งหนึ่ง
ท้องพระโรงใหญ่แห่งนี้เป็นสีดำสนิท โครงสร้างส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากวัสดุล้ำค่า บนผนังของพระราชวังจารึกอักขระเต๋าอันลึกซึ้งเอาไว้ แม้ว่าหลี่เยาจะยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร แต่ยามที่ได้เห็นอักขระเต๋าเหล่านี้ เขากลับสัมผัสได้ถึงพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ภายในอย่างชัดเจน
"ฮึ่ม"
ในชั่วขณะที่เขาเต้าเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงใหญ่ คัมภีร์สวรรค์ก็สั่นสะเทือนเบาๆ ในเวลาเดียวกัน ปราณอันมหาศาลภายในท้องพระโรงก็ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา
ปราณภายในท้องพระโรงใหญ่แห่งนี้หนาแน่นอย่างหาที่เปรียบมิได้ หลังจากเข้ามาแล้ว ความเร็วในการดูดซับปราณของคัมภีร์สวรรค์ก็เร่งขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งรวดเร็วกว่าตอนที่อยู่ด้านนอกหลายเท่าตัวนัก
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้หลี่เยาตั้งตัวไม่ติด และแน่นอนว่ามัคคุเทศก์หยางที่อยู่ข้างกายเขาก็ตื่นตระหนกเช่นกัน
ทว่า มัคคุเทศก์หยางไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับสิ่งนี้มากนัก ย้อนกลับไปตอนที่เขาตรวจวัดพรสวรรค์ของหลี่เยา เขาก็สัมผัสได้แล้วว่าแม้หลี่เยาจะยังไม่ได้เริ่มบำเพ็ญเพียร แต่ร่างกายของเขากลับดูดซับปราณอย่างช้าๆ โดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว
ในตอนแรกเขาเพียงไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก เพราะความเร็วในการดูดซับปราณของหลี่เยาในตอนนั้นไม่ได้รวดเร็วไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังอยู่ในช่วงเปิดทะเลทุกข์เลย
ในเวลานั้น มัคคุเทศก์หยางไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่า เหตุผลที่ความเร็วในการดูดซับของหลี่เยาเชื่องช้า ไม่ใช่เพราะเขาไม่สามารถดูดซับได้มากกว่านี้ แต่เป็นเพราะปราณในสภาพแวดล้อมรอบตัวนั้นมีไม่เพียงพอต่างหาก
ทว่าในยามนี้ เมื่อมาถึงสถานที่ที่มีปราณหนาแน่นยิ่งกว่า ความเร็วในการดูดซับของหลี่เยาจึงเพิ่มขึ้นในทันที
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มัคคุเทศก์หยางก็ตระหนักได้ทันทีว่าก่อนหน้านี้ตนเองประเมินพรสวรรค์ของหลี่เยาต่ำเกินไป ในใจของเขาเริ่มนึกเสียใจอยู่บ้าง แม้ว่าเขาจะพยายามผูกมิตรกับหลี่เยาแล้ว แต่เขาควรจะแสดงความนอบน้อมให้มากกว่านี้
ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ ต่อให้ต้องลดตัวลงไปให้มากกว่าเดิมก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ก่อนที่มัคคุเศษก์หยางจะทันได้หลุดพ้นจากความเสียดาย เงาร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นในท้องพระโรงใหญ่ มันช่างกะทันหันยิ่งนัก ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าเขาปรากฏตัวขึ้นมาได้อย่างไร
ผู้นี้คือชายชราคนหนึ่ง แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูเยาว์วัย ทว่าเส้นผมกลับขาวโพลนไปทั้งศีรษะ และแผ่กลิ่นอายของฝั่งฝาชราภาพออกมา
หลังจากที่ชายชราปรากฏตัว สีหน้าของมัคคุเทศก์หยางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขาก็รีบสงบความคิดและค้อมกายคำนวยอย่างนอบน้อม พร้อมกล่าวว่า "คารวะผู้อาวุโสจาง"
หลี่เยาที่อยู่ข้างๆ รีบทำตามและค้อมกายลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวว่า "คารวะผู้อาวุโสจาง"
พลังอันอ่อนโยนสายหนึ่งปรากฏขึ้น ช่วยพยุงร่างของหลี่เยาที่กำลังค้อมกายให้ยืนตรง ดวงตาของชายชราเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แม้ว่าเขาจะชราภาพและดูเหมือนใกล้จะสิ้นอายุขัยเต็มที ทว่าดวงตากลับทอประกายเจิดจ้าคมปราบ จ้องมองหลี่เยาจนทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
"ดี ดีมาก แม้จะไม่ใช่กายาพิเศษ แต่พรสวรรค์กลับไม่ได้ลดทอนลงเลย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้รับความโปรดปรานจากสวรรค์และปฐพีโดยธรรมชาติ แม้จะไม่ได้บำเพ็ญเพียร แต่ก็ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการสั่นพ้องกับปราณ จนทำให้มันไหลเข้าสู่ร่างกายเพื่อขัดเกลากายาและเสริมสร้างรากฐานได้เอง"
น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความประหลาดใจอันน่ายินดี เขาจ้องมองหลี่เยาและเอ่ยถามว่า "เจ้าเป็นศิษย์มาจากถ้ำสวรรค์แห่งใด"
เมื่อได้ยินคำถาม หลี่เยารีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว "ศิษย์ผู้นี้มาจากถ้ำสวรรค์เหิงหยาง เนื่องจากได้รับความเมตตาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จึงนับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ได้มาบำเพ็ญเพียรในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขอรับ"
ชายชราพยักหน้าพลางเอ่ยชมเชย "ช่างเป็นไข่มุกที่ซ่อนเร้นโดยแท้ พวกเรามีผู้ศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ซึ่งนับเป็นพรจากสวรรค์ และแม้ว่าพรสวรรค์ของเจ้าอาจจะเทียบกับผู้ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ แต่เจ้าก็ยังนับเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง หากเจ้าหมั่นเพียรบำเพ็ญ ในอนาคตการจะก้าวไปถึงขอบเขตผู้มีมหาอำนาจย่อมไม่ใช่ปัญหา"
หลังจากหยุดเว้นจังหวะ ผู้อาวุโสจางก็กล่าวต่อไปว่า "ข้าจะตรวจสอบเสียก่อนว่าสถานะของเจ้ามีปัญหาอันใดหรือไม่ เมื่อเจ้าผ่านการตรวจสอบแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพบผู้อาวุโสสูงสุดจาง"
สิ้นคำกล่าว คันฉ่องโบราณบานหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นในท้องพระโรงใหญ่ หลี่เยามองตามและพบว่าคันฉ่อง โบราณนั้นเต็มไปด้วยอักขระเต๋าอันซับซ้อน ทุกๆ ร่องรอยดูราวกับเป็นเครื่องหมายแห่งวิถีเต๋า
ครืน
พลังเทพอันเจิดจ้าพวยพุ่งไปทั่วท้องพระโรงใหญ่ ผู้อาวุโสจางวาดมุทราและซัดพลังเทพสายหนึ่งเข้าใส่คันฉ่องโบราณ
พลังเทพนั้นทรงพลังและบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ราวกับมีเทพแห่งแสงสว่างจุติลงมายังโลกมนุษย์ นี่คือพลังเทพเย่ากวงอันบริสุทธิ์ หลังจากพลังเทพถูกอัดฉีดเข้าไปในคันฉ่องโบราณ มันก็ทอประกายเจิดจ้าทันที แสงสีขาวอันพร่างพรายสาดส่องไปทั่วทั้งท้องพระโรง
คันฉ่องโบราณที่ลอยคว้างอยู่บนอากาศปลดปล่อยแสงเทพสายหนึ่งทะลวงผ่านห้วงมิติและตกกระทบลงบนร่างของหลี่เยา
นี่คืออาวุธเวทที่ใช้สำหรับตรวจสอบโดยเฉพาะ มันสามารถสำรวจสภาวะโดยละเอียดของร่างกายมนุษย์ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากมีผู้ใดเคยฝึกฝนคัมภีร์จากขุมกำลังอื่น ต่อให้พวกเขาจะละทิ้งการบำเพ็ญเพียรนั้นไปแล้ว ร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่อาจเล็ดลอดการตรวจจับของคันฉ่องโบราณบานนี้ไปได้
แสงที่เปล่งออกมาจากคันฉ่องโบราณทาบลงบนตัวของหลี่เยาอยู่ครู่หนึ่ง และไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ผู้อาวุโสจางยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะโบกมือเก็บคันฉ่องโบราณไป
"ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ ข้าคิดว่าขุมกำลังอื่นคงไม่ตัดใจส่งเจ้ามาเป็นสายลับหรอก" ผู้อาวุโสจางมีสีหน้าประหลาดใจแกมยินดี ไม่ว่าขุมกำลังจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาก็ตระหนักและโหยหาอัจฉริยะอยู่เสมอ
"เอาละ ในเมื่อเจ้าผ่านการทดสอบแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพบผู้อาวุโสสูงสุดจาง เพื่อให้ท่านเป็นผู้กำหนดระดับของเจ้า"
ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เย่ากวงย่อมมีกลุ่มอิทธิพลที่แตกต่างกัน นี่เป็นปัญหาทั่วไปของขุมกำลังขนาดใหญ่ทั้งหมด ตระกูลจีก็มี ตระกูลเจียงก็มี และดินแดนศักดิ์สิทธิ์เย่ากวงก็ย่อมไม่มีข้อยกเว้น
ผู้อาวุโสจางเองก็มีกลุ่มอิทธิพลของตนเองเช่นกัน อัจฉริยะระดับหลี่เยานั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องของ ใครมือไวได้ ใครมือช้าอด
ในเมื่อวันนี้เขาเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อย ผู้อาวุโสจางย่อมไม่มีทางปล่อยให้อัจฉริยะที่มาส่งถึงประตูบ้านหลุดมือไปอย่างแน่นอน
มัคคุเทศก์หยางที่อยู่ด้านข้างก็อยากจะเอ่ยปากเช่นกัน เขาสองคนก็มีกลุ่มอิทธิพลของตนเอง
เหตุผลที่เขาพาหลี่เยามาทดสอบทันทีที่มาถึง เป็นเพราะเดิมทีผู้อาวุโสที่ดูแลวิหารเสวียนจิงในวันนี้ควรจะเป็นคนจากกลุ่มอิทธิพลของเขา ทว่ากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่ทราบสาเหตุ ผู้อาวุโสคนเดิมจึงถูกแทนที่ด้วยผู้อาวุโสจากกลุ่มอิทธิพลอื่น
"เอาละ เจ้าออกไปได้แล้ว" ผู้อาวุโสจางไม่เปิดโอกาสให้มัคคุเทศก์หยางได้พูด เขาโบกมือไล่โดยตรง
ในฐานะผู้อาวุโส เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายสิ่งใดให้มัคคุเทศก์หยางฟังด้วยซ้ำ ทั้งสองฝ่ายไม่มีความจำเป็นต้องเจรจาอย่างเท่าเทียม และในเมื่อวันนี้เขาเป็นผู้เฝ้าวิหารเสวียนจิง การกระทำเช่นนี้จึงถือว่าอยู่ในขอบเขตของกฎเกณฑ์
หลี่เยาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศระหว่างคนทั้งสอง แม้ในใจจะสับสน แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า
เขายืนหยัดในความคิดหนึ่งเสมอ นั่นคือตอนนี้ตนเองยังอ่อนแอเกินไป เขาไม่ใช่ตัวเอกแห่งโชคชะตา ย่อมไม่อาจทำตัวเหมือนตัวเอกเหล่านั้นที่ไร้ซึ่งไพ่ตายแต่กลับกล้าไปยั่วยุผู้คนที่ตนเองมิอาจล่วงเกินได้ตามใจชอบ
ในมุมมองของหลี่เยา การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่เป็นความโง่เขลาเบาปัญญาโดยแท้ แน่นอนว่าคนเราก็ไม่ควรยอมก้มหัวให้อย่างขลาดเขลาเช่นกัน หากมีผู้ใดข่มเหงรังแกเขาจริงๆ หลี่เยาก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้และต่อต้านอย่างสุดกำลัง
มัคคุเทศก์หยางเองก็เป็นคนที่รู้ว่าเมื่อใดควรก้มเมื่อใดควรเงย เขาไม่ได้ขัดขืน แต่เลือกที่จะเดินออกจากท้องพระโรงใหญ่ไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ลำดับขั้นในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรช่างเป็นความจริงที่โหดร้าย ตัวเขาอยู่เพียงขอบเขตสี่สุดขั้ว ด้านนอกเขาอาจจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ต่อหน้าผู้อาวุโสในขอบเขตแปลงมังกร เขากลับไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ทว่ามัคคุเทศก์หยางย่อมไม่มีทางยอมแพ้เพราะเรื่องเพียงเท่านี้ ท่านแข็งแกร่ง แต่กลุ่มอิทธิพลของข้าก็มีคนทีแข็งแกร่งเช่นกัน หากข้าไม่อาจเจรจากับท่านได้ เช่นนั้นข้าก็จะไปหาคนที่แข็งแกร่งกว่ามาเจรจากับท่านแทน